วิณญาณรอยเลือด ณ บ้านตะวันตก
เสียงยางรถบดบนถนนลูกรังกลางแดดบ่าย กลุ่มนักศึกษาสี่คนมองบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านในไร่รกร้างด้วยความลังเล มันเงียบเกินไป แม้จะมีเสียงนกแว่ว ๆ กับสายลมผ่านต้นไม้ที่ดูเหมือนจะไม่เคยมีใครดูแลมานาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าไอ้นี่คือสถานที่จริง ๆ เหรอ” เปิ้ลถามอย่างไม่แน่ใจ มือเปียกเหงื่อขณะกำพวงกุญแจ
“มันตรงตามแผนที่อาจารย์เป๊ะ” ฝ้ายตอบทั้งที่ดวงตายังกวาดมองรอบบ้านอย่างระแวดระวัง “อย่าบอกนะว่ากลัว?”
ชาติที่นั่งเบาะหลังหัวเราะแห้ง “พูดจริง ๆ นะ นี่มันบ้านผีสิงหรือเปล่าวะ”
“บ้านเก่า ไม่ได้แปลว่าผีสิง” เมย์พูด น้ำเสียงติดประชดเพื่อปกปิดความกลัวในใจ
ความเงียบคืบคลานเข้ามา พวกเขาลงจากรถ เดินผ่านสนามหญ้าที่สูงท่วมหัวไปยังชานบ้าน ประตูไม้เก่าเอี๊ยดอ๊าดทันทีที่เปิ้ลบิดกุญแจ เสียงสะท้อนในบ้านราวกับดังกว่าปกติ
ภายในมีฝุ่นหนา กลิ่นเก่าอวลอยู่ในอากาศ ทุกคนหยุดนิ่ง เหมือนรอฟังเสียงอะไรบางอย่าง
“เราต้องอยู่ที่นี่ทั้งสัปดาห์นะ” เมย์พูดขึ้น แต่น้ำเสียงเธอสั่นเล็ก ๆ
“บ้านมัน…เหมือนไม่มีใครอยู่มานาน” ฝ้ายมองบันไดไม้ที่พาดขึ้นไปชั้นสอง “แต่รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่แฮะ”
ชาติหัวเราะแต่ไม่มองใคร “ถ้าเจออะไรแปลก ๆ อย่าเพิ่งหนีล่ะ”
ทั้งสี่เดินสำรวจบ้าน เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ตู้ลิ้นชักที่ปิดไม่สนิท ผนังที่มีรอยขีดจาง ๆ ตรงชั้นสอง เปิ้ลสังเกตเห็นหยดสีแดงคล้ำที่ซึมตามขอบประตูห้องหนึ่ง
“นี่มันอะไร?” เปิ้ลถาม ฝ้ายชำเลืองมองแต่เดินผ่านไป
“อาจจะสนิมหรือเปล่า” เมย์ตอบเร็วเกินไป ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไปดูห้องครัวกันเถอะ เผื่อมีอะไรให้กินบ้าง”
ครัวมืดและอับ แม้จะเป็นบ่ายแก่ ๆ แต่แสงเข้าไม่ถึง ทุกอย่างดูปกติแต่ก็ไม่ปกติ ระยะเวลาผ่านไปราวกับช้ากว่าที่ควร
คืนแรก เมย์นอนพลิกตัวไปมา เสียงลมกระพือหน้าต่างดังครืดคราด เธอได้ยินเสียงกระซิบแว่ว ๆ เหมือนคนคุยกันในห้องข้าง ๆ แต่เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบแต่ความเงียบ
รุ่งเช้า ฝ้ายเดินไปที่บันได เห็นรอยเท้าเปียกน้ำจาง ๆ ขึ้นไปชั้นสอง เธอลังเล สุดท้ายตัดสินใจก้าวตามไป เจอประตูห้องที่เปิ้ลถามเมื่อคืน รอยแดงคล้ำดูสดขึ้นกว่าเดิม
“เมื่อคืนใครขึ้นมาชั้นสองหรือเปล่า” ฝ้ายถามขณะลงมา ทุกคนส่ายหน้า
ชาติแซว “เธอฝันรึเปล่า?” ฝ้ายเงียบ ไม่ตอบ
วันต่อมาเปิ้ลเริ่มฝันซ้ำ ๆ ถึงผู้หญิงผมยาวในชุดขาวยืนอยู่หน้าห้องนั้น ตื่นขึ้นมาพบว่าฟ้าเริ่มมืด ทั้งที่จำได้ว่าเพิ่งนอนเที่ยงวัน ความรู้สึกเวลาบิดเบี้ยวทับซ้อนกันเข้ามาเรื่อย ๆ
คืนที่สาม ชาติได้ยินเสียงร้องไห้เบา ๆ จากห้องข้างบันได เขาเดินไปดู พบว่าห้องนั้นว่างเปล่า มีเพียงรูปถ่ายเก่า ๆ อยู่ในกล่องไม้ ในนั้นมีรูปผู้หญิงคนเดียวกับที่เปิ้ลฝันถึง
“ใครเอารูปมาวางไว้?” ชาติถามในวงสนทนา เปิ้ลหน้าซีด ฝ้ายเหลือบตาไปทางเมย์ เมย์หลบตาเงียบ ๆ
“ฉัน…เคยได้ยินว่าที่นี่เคยมีคนตาย” เมย์พูดเสียงเบา “แม่เคยเล่าให้ฟัง แต่ไม่อยากเชื่อหรอก”
เปิ้ลเหมือนจะร้องไห้ “บางทีเราควรกลับบ้าน…”
ชาติขัด “เรายังทำงานไม่เสร็จ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่มีอะไรจะส่งอาจารย์แน่ ๆ”
ฝ้ายถอนหายใจเบา ๆ “เราต้องอยู่ต่อ เอาไว้ใจเย็น ๆ คืนนี้นอนด้วยกันหมดเลยไหม?”
เสียงประตูห้องดังปังเหมือนใครเตะจากข้างใน ทุกคนสะดุ้ง หัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย
กลางดึก เมย์ลุกขึ้นมา เธอเห็นเงาเล็ก ๆ วิ่งผ่านหน้าประตูห้อง เธอรีบเดินตามไป แต่กลับเจอเพียงเสียงขูดจากใต้พื้นไม้ เงียบขรึมจนหูอื้อ
รุ่งเช้า ในห้องครัวมีจานชามแตกอยู่บนพื้นโดยไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนทำ
ฝ้ายเริ่มหงุดหงิด เหนื่อยล้า และหวาดระแวง “ใครลุกมาเมื่อคืน” ไม่มีใครตอบ เปิ้ลกลั้นสะอื้นไว้
กลิ่นเหม็นสาบเริ่มลอยอวลในบ้าน ราวกับบางอย่างตื่นขึ้นมาแล้ว เมย์เดินไปห้องสมุด พบหนังสือปกแข็งเก่า ๆ เล่มหนึ่ง ข้างในมีเนื้อหาพิธีกรรมแปลก ๆ และชื่อ “อรุณี” ซ้ำ ๆ เต็มหน้า
“ใครคืออรุณี?” เปิ้ลถาม เมย์อึกอัก “อาจจะเจ้าของบ้านเก่า”
คืนนั้นฝ้ายฝันเห็นร่างผู้หญิงเดินวนรอบบ้าน เสียงกระซิบซ้อนทับกันเป็นพัลวัน เธอสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้องแรง ๆ
ทุกคนตื่นมาอยู่ในสภาพเหมือนไม่ได้นอนเลย ใต้ตาลึก ซีดเซียว
“เราต้องออกไปจากที่นี่” เปิ้ลพูดด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
ชาติสวนขึ้น “ถ้าออกไปตอนนี้ ที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า”
ฝ้ายพูดขึ้นเบา ๆ “แต่ถ้าอยู่ต่อ เราอาจไม่ได้กลับบ้านเลย…”
เสียงขูดจากชั้นสองดังขึ้น ทุกคนเงียบกริบ เงามืดที่ปลายบันไดดูเหมือนจะขยับได้
บ่ายวันนั้น เมย์ค้นเจอจดหมายฉบับเก่าในลิ้นชัก เป็นลายมือผู้หญิงขอโทษซ้ำ ๆ บอกว่าต้องอยู่ที่นี่ ไม่สามารถออกไปไหนได้อีก ชื่อผู้เขียนคือ “อรุณี”
เปิ้ลเริ่มผวา เธอเห็นรอยเลือดที่ประตูห้องแดงขึ้นเรื่อย ๆ ฝ้ายสงสัยว่าต้องมีบางอย่างอยู่ข้างใน
กลุ่มตัดสินใจเปิดห้องต้องห้ามนั้น เงียบงันจนน่าขนลุก ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ กลิ่นสาปแรงขึ้น ทุกอย่างในห้องถูกคลุมด้วยผ้าขาว รอยเลือดแห้งกรังลากยาวถึงกลางห้อง บนผนังมีคำว่า “อยู่” เขียนด้วยสีแดงคล้ำ
เปิ้ลสะอื้น “มันต้องการให้เราทำอะไร”
ชาติพยายามเล่นตลกกลบเกลื่อนแต่ไม่มีใครหัวเราะ ฝ้ายสำรวจห้องพบแหวนเงินวงหนึ่งซ่อนอยู่ใต้หมอน
“มันเหมือนกับในรูป…” เธอพึมพำ
คืนนั้นไม่มีใครหลับ เสียงกระซิบในบ้านดังขึ้น เสียงลากของหนัก ๆ ที่ไม่มีใครเห็นต้นตอ เงาในกระจกดูไม่เหมือนตัวเอง
ฝ้ายเริ่มระแวงชาติที่ดูเปลี่ยนไป เขาเอาแต่เดินวนไปรอบบ้านเหมือนกำลังหาบางอย่าง เมย์เริ่มพูดกับตัวเอง เปิ้ลเอาแต่ร้องไห้
วันต่อมาฝนตกหนัก บ้านเย็นเยียบจนน่าขนลุก กลุ่มนั่งล้อมวงเงียบ ๆ เหมือนรอคอยสิ่งที่รู้ว่าจะต้องเกิด
ชาติสารภาพ “เมื่อคืน… ผมเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่บันได เธอชี้มาที่ผม เหมือนจะบอกอะไร แต่ผมฟังไม่ได้ศัพท์”
เปิ้ลกอดตัวเอง เมย์กุมมือเปิ้ลแน่น ฝ้ายเดินไปที่ห้องต้องห้าม เจอสมุดบันทึกเก่าซุกอยู่ในช่องลับ
ในสมุดบันทึก เล่าถึงเด็กผู้หญิงที่ถูกขังไว้ที่นี่เพราะครอบครัวเชื่อว่าถูกคำสาป แต่สุดท้ายไม่มีใครช่วยเธอออกไป ทุกคืนเธอได้แต่เขียนขอโทษและวิงวอนขอให้มีใครสักคนช่วย
ฝ้ายกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “เรา…ต้องช่วยเธอ”
“แต่จะช่วยยังไง” เมย์ถามเสียงสั่น
รอยเลือดเริ่มไหลออกมาตามขอบประตู มันไหลไปถึงเท้าชาติ ชาติสะดุ้ง “มันจะเอาฉันไปแทน!”
เสียงกระซิบดังขึ้นเหมือนอยู่ทุกทิศทุกทาง เงามืดหนาขึ้นจนบ้านทั้งหลังแน่นไปด้วยความสิ้นหวัง
ฝ้ายคว้าแหวนเงินมาสวม เมย์ส่งสมุดบันทึกให้เปิ้ล เปิ้ลอ่านชื่อ “อรุณี” ซ้ำ ๆ น้ำตาไหลกับเสียงขอโทษที่ไร้คนตอบรับ
ชาติถูกเงาดำลากออกไปที่ห้องต้องห้าม เขาสู้สุดชีวิต เมย์กับเปิ้ลตามไป ท่ามกลางเสียงกระซิบ ฝ้ายยืนตะโกน “เราช่วยอรุณีได้ไหม! เราไม่ได้จะทำร้าย!”
เงามืดหยุดนิ่ง เสียงเงียบกริบ ราวกับบ้านทั้งหลังหยุดหายใจ ไฟในบ้านกระพริบ ก่อนจะดับสนิท
เมย์จุดไฟฉาย เงาร่างผู้หญิงผมยาวในชุดขาวปรากฏตรงประตู เธอมองมาด้วยแววตาเศร้า น้ำตาไหลเป็นทาง ท่ามกลางความเงียบงัน
ฝ้ายก้าวเข้าไปใกล้ “เราจะช่วยเธอ” เธอยื่นแหวนให้ ร่างนั้นรับไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะหายไป ฝ้ายทรุดลงกับพื้น ร้องไห้
ชาติฟุบหมดสติ เปิ้ลกับเมย์ช่วยกันพาออกจากห้อง แสงไฟในบ้านเริ่มกลับมา แต่บรรยากาศยังหนักอึ้ง
รุ่งเช้า บ้านดูเหมือนสงบขึ้น แต่รอยเลือดจาง ๆ บนประตูยังอยู่ ทุกคนรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถลบมันออกได้
เปิ้ลบอกลา “เราไม่ควรกลับมาอีก”
เมย์พยักหน้า ฝ้ายกับชาติกอดกันแน่นก่อนขับรถออกจากบ้านหลังนั้น
เสียงกระซิบแว่วตามมาในสายลม…
รอยเลือดที่ประตูยังคงแดงฉาน ไม่มีวันจาง