กลิ่นของการสูญเสีย
เข็มนาฬิกาเดินช้าอย่างน่าประหลาด ขณะที่เสียงกรนของคุณย่าดังคลออยู่ในบ้านไม้เก่าท่ามกลางไมตรีจิตที่อบอวล ทำให้ไม่รู้สึกถึงเวลาที่ล่วงเลยไป ข้าวผัดที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ครอบครัวของณัฐถอยห่างจากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าตั้งแต่เสียคุณพ่อไปเมื่อสองเดือนก่อน และทุกคนต่างไม่พูดถึงมันเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คุณย่าจะไม่กินข้าวเหรอครับ?” ณัฐถามเสียงแผ่ว เมื่อเห็นคุณย่านั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“จะได้มีแรงเอาไปทำกับข้าวในฝันสิ” คุณย่าตอบเสียงช้า ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่าง เอื้อมมือไปขยี้ต้นมะพร้าวใบโตที่อยู่ใกล้
ณัฐรู้สึกถึงลมหายใจที่อ่อนล้าจากความเหงาในบรรยากาศ แต่เขาต้องการให้ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีใครต้องตอกย้ำความเศร้าของความตาย
การมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมในสภาพจิตใจที่ไม่เตรียมตัวทำให้ณัฐได้พบกับเอื้อย เพื่อนสาวที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งพาให้เขาได้หายใจ ในวันแรกที่เขาเข้าเรียนใหม่หลังจากการสูญเสีย “แล้วทำไมไม่บอกใครล่ะว่าไม่สบายใจ” เอื้อยถาม ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนามฟุตบอล
“ก็เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหน” ณัฐบอก ก่อนจะพยายามยันตัวเองให้รู้สึกโอเคกับทุกอย่าง
ในช่วงที่ผ่านมา ณัฐรู้ว่าเขาไม่สามารถกลับไปเป็นตัวเองที่เคยเป็นได้แล้ว ความสุขกลับกลายเป็นเรื่องราวที่งมงาย เมื่อบ้านที่เคยอบอุ่นกลับมีเพียงความเงียบ
แต่ในคืนวันเสาร์หนึ่ง ณัฐหลับไปโดยไม่รู้ตัว ในความฝัน เขาอยู่ใต้แสงดาว กับเสียงหัวเราะของคุณพ่อที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น “จันทร์เอ๋ยหลับไป เราจะมานั่งด้วยกันทุกคืน” เสียงน่ารักของคุณพ่อดึงดูดใจเขาไปไกล
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในวันจันทร์ในสภาพไม่ได้อยู่ในความฝัน ณัฐรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด เขาไม่สามารถจับต้นชนปลายหรือติดต่อกับอารมณ์ที่ซับซ้อนได้
ผ่านวันนั้นไป อย่างช้า ๆ ณัฐกลับสู่โหมดที่มีแต่การสู้ชีวิต เหมือนกับคุณย่าที่พยายามทำอาหาร เคี่ยวทุกอย่างให้มีรสชาติ แม้ที่แท้จริงจะว่างเปล่า
จนวันหนึ่ง เอื้อยยื่นบัตรเชิญงานเต้นรำในวันศุกร์ ณัฐรู้สึกสงสัยในการปรับแต่งของทุกอย่างรอบตัว ว่าความรักและการสร้างมิตรภาพในที่ใหม่ หากแต่สมองของเขายังวนเวียนอยู่กับความสูญเสียที่เกาะกิน
“ไปนะ?” เอื้อยถาม ตาเป็นประกาย
“ฉันไม่แน่ใจ” ณัฐตอบ และได้แต่ยิ้มในใจ รอวันเวลาที่จะได้ยิ้มอย่างจริงจังอีกครั้ง
ในคืนงานเต้นรำ ตลอดค่ำคืนเขารู้สึกกระสับกระส่ายที่จะอยู่ณที่ซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำเก่า เวลากลางคืนมีเรื่องราวของแต่ละคนค่อย ๆ ถูกเล่าขาน ผ่านหารเต้น คราบน้ำตาที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็นก็หลุดออกมา
“แค่คิดว่าคุณพ่อของฉันจะเห็นฉันมีความสุข” ณัฐบอกกับเอื้อย ขณะที่พวกเขานั่งบนพื้น ข้างหลอดไฟสีส้มที่ส่องให้ดูอ่อนโยน
“พ่อของเธออยู่ที่นี่เสมอนะ” เอื้อยตอบเสียงเบา ปลอบประโลม เมื่อคำพูดไหลหลื่นของเธอกลายเป็นการปลอบลงไปในใจของเขา
วันนั้น ณัฐได้เรียนรู้ว่าแม้เวลาจะบีบรัดครอบครัวที่แตกหัก แต่คุณพ่อของเขาจะยังคงอยู่ในใจ โดยไม่ได้เรียกร้องเหตุผลและซังกะตาย contradict ที่รอการปลุกขึ้นมาเพื่อพบความจริง
และเมื่อถึงวันอาทิตย์ ณัฐกลับมาเฝ้ามองบ้านที่เคยเป็นสังเวียนแห่งความสุขอีกครั้ง เขารู้ว่าแม้จะไม่มีคุณพ่ออยู่ในบ้านที่ประชุมครอบครัว แต่เขาก็ยังสามารถส่งต่อความรักจากหนึ่งรุ่นไปอีกรุ่นได้
ดวงอาทิตย์เริ่มส่งแสงสว่างมาแตะผิวหน้า ณัฐในเช้าวันนั้น เมื่อเขายิ้มให้กับโลกใบนี้ ความหวังคืออะไร บางครั้งเท่านั้นที่อาจจะซ่อนอยู่ในความเศร้าได้
เขารู้ว่าเขาต้องเริ่มต้นเดิน เพราะชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปทุกวัน และความรักจะไม่มีวันสลายไปไหน