ระยะห่างของหัวใจ
เสียงรถไฟในเช้าวันอาทิตย์ดังลอดเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ ของธีร์ เขาหยุดมือที่กำลังวาดภาพบนนิ้วโป้งมือถือ มองแสงสว่างลอดหน้าต่างตาข่ายเก่า ๆ ย้ำให้ระลึกว่าวันนี้เป็นอีกวันแห่งการรอคอย การรอให้ขวัญโทรมา วิดีโอคอลที่แทบจะเป็นพิธีกรรมประจำวัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จู่ ๆ เสียงแจ้งเตือน LINE ก็ดังขึ้น “ตื่นยัง” ขวัญพิมพ์มาสั้น ๆ ธีร์ไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบโทรศัพท์เดินออกไปที่ระเบียง สูดอากาศแห้งเย็นของเชียงใหม่เข้าเต็มปอด เงียบอยู่พักนึงจึงพิมพ์ตอบกลับ “เพิ่งตื่น วาดภาพเมื่อคืนดึกไปหน่อย” เขากลอกตา เหมือนแก้ตัวในใจ
ข้อความอ่านแล้ว แต่ไม่มีการตอบกลับ ธีร์ยืนยิ้มขม ๆ รู้ดีว่าขวัญกำลังยุ่งกับเตรียมของไปซ้อมร้องเพลงที่คลับตอนกลางวัน ไม่มีเวลามาแชทยาว ๆ เหมือนเมื่อก่อน อะไรบางอย่างเปลี่ยนไปหลังจากขวัญย้ายไปกรุงเทพฯ ตามหาความฝัน
ตอนเย็นขวัญโทรมาหา ภาพผ่านจอโทรศัพท์เบลอปนเสียงพื้นหลังวุ่นวาย “ขอโทษนะ พี่เนยโทรซ้อนอีกแล้ว ไว้เดี๋ยวดูคิวแล้วโทรไปหานะ” ขวัญพูดเร็วปนหอบ ธีร์หัวเราะแห้ง ๆ “ไม่เป็นไร เธอทำงานเถอะ เดี๋ยววาดรูปไปพลาง ๆ” เสียงขวัญหยุดนิ่ง “ตั้งใจนะ ได้ข่าวว่าจะประกวดอีก” ทั้งสองเงียบไประยะสั้น ๆ เหมือนมีอะไรแน่นอยู่กลางบรรยากาศ ไม่ใช่เพราะระยะทาง แต่เพราะบางความรู้สึกเริ่มเดินไปคนละทาง
คืนวันนั้นธีร์นอนมองเพดาน ลมหายใจเงียบเชียบ ความรู้สึกผิดค่อย ๆ กัดกินหัวใจเขา ทำไมต้องแสร้งเข้มแข็งขนาดนี้ ทำไมต้องพยายามลบความกลัวการสูญเสีย
เช้าวันต่อมา ธีร์มานั่งวาดภาพข้างร้านกาแฟเก่า กลิ่นขนมปังไหม้ลอยมา กับเสียงเพลงแจ๊สดังคลอในร้าน เขาเลื่อนดูรูปในโทรศัพท์ เจอภาพขวัญยิ้มในงานประกวดร้องเพลง “ยินดีด้วยนะ ได้ขึ้นเวทีใหญ่แล้วนี่” เขาไลน์ไป ขวัญตอบมาแค่สติ๊กเกอร์ “ขอบคุณค่ะ” สั้น ๆ ไม่มีคำอธิบายเพิ่ม ธีร์ถอนหายใจยาว ตักกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ
“เฮ้ย มานั่งเศร้าคนเดียว มีเรื่องอะไรอีกแล้ววะ” เสียงปิ่นเพื่อนสาวพูดขึ้นข้าง ๆ เธอนั่งลงโดยไม่รอคำเชิญ “ไม่ได้เศร้า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ” ธีร์ตอบโดยไม่สบตา ปิ่นยิ้มมุมปาก “ถ้าคิดไม่ออกก็มาวิ่งกับเรา ดูดิ จะได้ปล่อยหัวใจบ้าง”
สนามวิ่งในเย็นวันนั้น ธีร์วิ่งเหงื่อโชกไปพร้อมกับปิ่นที่วิ่งนำหน้า “อย่าปล่อยตัวเองอยู่ในความคิดมากไปนะ อะไรที่พูดไม่ได้ก็ให้ออกมาเป็นเหงื่อบ้าง” ปิ่นหันมาพูด ธีร์คอตก ยิ้มเจื่อน ๆ “ขอบใจนะปิ่น”
ค่ำวันศุกร์ ขวัญโทรมา วิดีโอคอลในห้องแต่งตัว “พรุ่งนี้ซ้อมหนักมากเลย กะว่าจะพักงานสองวัน กลับเหนือไปหาครอบครัวด้วย” ธีร์เดี๋ยวเงียบเดี๋ยวพูดติดขัด “แล้ว…จะแวะมาเจอกันไหม” เสียงขวัญลังเล “จะพยายาม ถ้าไม่มีงานแทรกนะ” เงียบเสียครู่ยาว
“ธีร์ เธอเชื่อในรักทางไกลไหม” เสียงขวัญต่ำลง ธีร์นิ่งงัน ตอบเสียงแผ่ว “ไม่รู้สิ บางทีก็กลัว กลัวมันจะจางไปเรื่อย ๆ”
ขวัญหัวเราะเรียบ ๆ “เราเองก็กลัวเหมือนกัน แต่…อยากลองดูต่อ ไว้พบกันนะ”
แต่วันนั้นขวัญก็ไม่ได้มา ธีร์ยืนรอในร้านกาแฟถึงค่ำ ดูนาฬิการัว ๆ เหม่อมองถนน จนสุดท้ายก็ต้องเดินกลับคนเดียว ข้อความขวัญเข้า “ขอโทษ งานแทรกจริง ๆ” ไม่มีอารมณ์หยอกล้อหรือคำอธิบาย ธีร์นิ่งงัน น้ำตาซึมเบ้าตา
เช้าวันต่อมา ธีร์หยิบกรอบรูปขวัญวางลงในลิ้นชัก เก็บความหวังบางอย่างเข้าไปกับรูป ยังไม่กล้าจะทิ้งเสียทีเดียว
วันหนึ่งธีร์ได้รับข่าวดี ภาพวาดของเขาชนะรางวัลระดับภาค เขาพยายามจะบอกขวัญหลายครั้ง แต่สายโทรศัพท์มักว่างเปล่า เสียงปลายสายตอบแค่ “ขอโทษนะ ยุ่งมากเลย” หรือ “เอาไว้วันหลังนะ” ธีร์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในสายตาขวัญเหมือนเดิม
ค่ำวันนั้น ธีร์กำลังจะเข้านอน จู่ ๆ ขวัญก็โทรมา รอยยิ้มดวงตาบวมชัดเจน “ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ฉลองด้วยกันนะ เหนื่อยมากเลย พรุ่งนี้ต้องอัดรายการอีก” สายตาธีร์อ่อนลง เขาปล่อยเรื่องที่อยากบอกโดยไม่พูดออกมา “ไม่เป็นไร รู้ว่าเธอทำเต็มที่ ดีใจด้วยนะ กำลังไปได้ไกลเลย” ขวัญเงียบ เสียงแบกความรู้สึกหนัก ๆ
“ธีร์…เคยคิดมั้ยว่าเราคุยกันน้อยลงเรื่อย ๆ”
“อืม…ก็รู้สึก”
“กลัวจัง ว่าสักวันเราจะเป็นแค่ความทรงจำ” ขวัญพูดเสียงเบา
“ถ้าวันนั้นมาจริง ๆ จะยังจำเราได้ไหม” ธีร์ถามกลับ
เงียบ…ไม่มีใครตอบอะไรได้
เดือนถัดมา ขวัญได้รับโอกาสไปออดิชั่นค่ายเพลงใหญ่ เวลาว่างกลายเป็นศูนย์ นาทีที่โทรศัพท์อยู่ในมือธีร์คือความหวังระแวดระวัง ไม่กล้าโทรไปกลัวรบกวน หากโทรรออีกฝ่ายไม่รับก็เจ็บเหมือนถูกตัดขาด ไม่รู้จะพูดยังไงให้เรื่องง่ายขึ้น
วันหนึ่ง ปิ่นเดินมาหาธีร์หลังเลิกเรียน เธอเงียบผิดปกติ ก่อนพูดเบา ๆ “ถ้าเธอรักเขาจริง ก็ต้องเข้าใจว่าความฝันของเขาใหญ่กว่าความรักของเราในตอนนี้” ธีร์เหม่อลอย ปิ่นจับไหล่เขาเบา ๆ “ต้องเติบโตนะ อย่ายึดแต่สิ่งเดิม ๆ”
เสียงข้อความแจ้งเตือนดังขึ้นขณะธีร์นั่งในสวนสาธารณะ เหมือนเดิม ขวัญส่งรูปเวทีมา “อยากให้เธออยู่ด้วยวันนี้จัง” ธีร์หยุดมองแชทสักพัก จำใจแค่ส่งอิโมจิหัวใจกลับไป รู้สึกเหมือนกำลังกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เอาแต่หวังไปเรื่อย ๆ
คืนวันหนึ่ง ท่ามกลางฝนพรำ ธีร์ตัดสินใจโทรหาขวัญ น้ำเสียงสั่นไหว “ขวัญ เราคุยกันหน่อยได้มั้ย”
“ว่าไง” ขวัญเสียงอ่อนใจ เหนื่อยล้า
“เราเดินคนละทางมากไปหรือเปล่า”
ความเงียบอึดอัดผ่านไปนาน
“อาจจะ…” ขวัญปล่อยลมหายใจ “แต่ก็แค่ช่วงหนึ่ง ใครจะรู้”
ธีร์เงียบ แล้วกลั้นใจพูด “บางที…ถ้าไม่มีเราก็อาจมีความสุขกว่า”
เสียงขวัญเงียบไปนาน ก่อนจะหายใจสั้น ๆ “ขอโทษนะ ธีร์ เราอยากให้เธอรอได้ แต่รู้ว่ามันไม่แฟร์”
“แบบนี้มันดีที่สุดหรือเปล่า” ธีร์เสียงแผ่ว แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ขวัญฝืนหัวเราะ “ไม่มีอะไรดีที่สุดหรอก มีแต่ต้องเลือก”
แล้วคืนนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง
ธีร์ลุกจากเตียงตอนเช้า แสงแดดจางเบาพื้นห้อง เหลือไว้เพียงรูปวาดของขวัญกับจดหมายที่เขียนเอง ยังคงเก็บไว้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
วันต่อ ๆ มา ธีร์เริ่มไปตลาดกับแม่ วาดภาพคนเดินไปเดินมา แวะช่วยปิ่นกับเพื่อน ๆ ในกิจกรรมมหาลัย หัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ มองโลกกว้างรอบตัวผ่านถ้อยคำของเพื่อน
หลายเดือนผ่านไป ธีร์ได้รับเชิญไปแสดงงานในงานนิทรรศการศิลปะที่กรุงเทพฯ ธีร์ลังเลอยู่หลายวัน ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถไฟตั๋วไปเอง
คืนวันก่อนเดินทาง ขวัญส่งข้อความมา “ได้ข่าวจะมีนิทรรศการ ดีใจด้วยนะ” ไม่มีวรรคตอน ไม่มีสติ๊กเกอร์ ธีร์พิมพ์กลับช้า ๆ “ขอบใจ เธอสบายดีไหม” ขวัญตอบกลับแค่ “โอเค” เงียบกันทั้งสองฝั่ง
วันงาน ธีร์แต่งตัวเรียบร้อย มีโปสเตอร์ชื่องานแปะอยู่ตรงทางเข้า เขายืนดูรูปวาดของตัวเองกับนักศึกษาคนอื่น ๆ กวาดสายตามองคนเดินผ่านมาอย่างเหงา ๆ ขวัญเดินเข้ามาตอนไหนไม่รู้ ยิ้มเอียง ๆ “สวยนะ จำได้ว่ารูปนี้เรานั่งเป็นแบบ”
ธีร์สะอึก รอยยิ้มเจื่อน “ตอนนั้นเธอดูมีความสุขดี”
ขวัญยิ้มจาง ใจลอย “บางทีความสุขมันไม่ได้อยู่ตรงไหนนานนัก”
ธีร์มองขวัญ เงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “คิดถึงนะ”
ขวัญเงียบพักใหญ่ “เราก็คิดถึงเธอเหมือนกัน”
ต่างคนต่างยืนเงียบอยู่อย่างนั้น นาทีที่ระยะห่างเหลือน้อยลงเพราะต่างเปลี่ยนไปแล้ว
“เราต้องเติบโตกันคนละแบบนะ ขวัญ”
“ใช่ แต่ก็ไม่เสียดายเลย”
“ถ้ากลับมาเจอ ก็อยากให้เป็นคนที่มีความสุขนะ” ธีร์บอก
ขวัญพยักหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา
สองคนเดินออกจากห้องนิทรรศการ บนถนนคนละเส้นแต่ใจโล่ง ดวงตาเชื่อมด้วยความเข้าใจใหม่
เสียงรถไฟเย็นวันนั้นไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มใหม่ของชีวิตที่กล้าจะฝันเองได้ โดยไม่ยึดอดีตไว้เหมือนเดิม