แสงส้มในยามเย็น
เสียงเปียโนแผ่วเบาในห้องดนตรีอาคารเก่า คละเคล้ากับแสงส้มอ่อนที่สาดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ รัฐพลนั่งหลังตรง หน้าตาจดจ่อขณะปลายนิ้วแตะคีย์อย่างลังเล ก่อนหรี่ตามองคนข้างๆที่กำลังวาดลายเส้นบนกระดาษ ปวริศาไม่เคยกล้าสบสายตาเขาตรงๆ เวลาทำงานกลุ่มทั้งห้องก็เหมือนเหลือแค่สองคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกเล่นช้าไป” ปวริศากระซิบพลางยื่นโน้ตให้ ริมฝีปากที่อยากหัวเราะกลับขยับแข็งๆ
“ไม่งั้นเสียงมันจะเพราะได้ไงล่ะ” รัฐพลเงยหน้าตอบ พยายามกลั้นยิ้ม แต่ในตาของเขามีแววเศร้าแวบ
บรรยากาศเงียบอยู่นาน ปวริศาไล่นิ้วตามลายเส้นบนกระดาษ “…เดี๋ยวจะไปซ้อมวาดงานประกวดที่ห้องสมุด แกจะไปมั้ย”
“ไปดิ แล้ว…อาทิตย์หน้าแกว่างมั้ย วันประกวดน่ะ” รัฐพลเน้นเสียงประโยคหลัง
เธอเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนผงกหัว บนแก้มมีรอยแดงจาง ๆ
เบื้องหลังรอยยิ้มจางในห้องดนตรี รัฐพลแบกความหวังไว้เต็มอก แต่ก็ไม่เคยกล้าเอ่ยความรู้สึกเหล่านั้น ทั้งห้องสะท้อนอารมณ์อึมครึมที่ไม่มีใครพูดถึง
คณะศิลปกรรมศาสตร์แดดยามเช้าทำให้สนามกว้างละลานตา กลุ่มเพื่อนต่างเดินคึกคัก ปวริศาเกลียดเสียงหัวเราะดังๆ เธอเลี่ยงไปนั่งใต้ต้นมะพร้าวคนเดียว รัฐพลเดินตามมานั่งข้างๆ แบบไม่ขออนุญาต
“นี่ แกจะเข้าประกวดประกอบเพลงจริงจังเลยเหรอ” เธอถามในจังหวะที่ลมพัดใบไม้ไหว
เขาพยักหน้า สีหน้าเครียด “แม่เราชอบนะ เคยบอกว่าถ้าเราได้รางวัลจะยอมให้เรียนต่อดนตรีเลย”
“แต่บ้านแกอยากให้เป็นหมอนี่”
“ใช่ ทุกคนอยากให้เป็นหมอ…แต่เราแค่อยากเล่นดนตรี” รัฐพลเสียงแผ่ว
ปวริศาก้มหน้าลูบตา ปลายนิ้วหยิกกระโปรง “บ้านเราก็ อยากให้ได้รางวัล จะได้ทุน ถ้าไม่ได้เราต้องกลับไปช่วยแม่ที่ร้านข้าวแกงเลย”
“ไม่อยากกลับเหรอ” รัฐพลถาม
เธอเงียบไปนาน “อยาก…แต่ก็ไม่อยาก”
เขาพยักหน้า พลางหยิบขนมถั่วกวนจากกระเป๋ายื่นให้ เหมือนต้องการเติมบางอย่างที่ขาดไป
ตอนสายของอีกวัน โถงตึกคณะว่างเปล่า รัฐพลเดินหาเปียโนให้เจอก่อนเขียนโน้ตเพิ่มลงในสมุด เพลงค้างอยู่ที่ท่อนสุดท้าย ปวริศานั่งมองอยู่ห่างๆ ช่วงระยะปลอดภัยนั้นกลับยิ่งเพิ่มความกระหายจะก้าวเข้าใกล้
“ท่อนสุดท้าย แกไปฟังที่สนามไหม”
ปวริศาลังเล แต่สุดท้ายก็ลุกเดินตาม มือกำกระดาษลายเส้นไว้จนยับ
เสียงเปียโนดังก้องในสนามร้าง แค่เสียงกับแสงแดดอ่อน ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนคำแนะนำทีละน้อย ปวริศาทำใจกล้าเสนอ “มันควรมีเสียงไวโอลินแซมนะ”
“แล้วใครจะเล่น”
เธอยิ้มอาย “เราพอเล่นได้นิดหน่อยนะ ถ้าซ้อม แค่ท่อนที่ต้อง”
รัฐพลหยิบไวโอลินเก่าในเคสออกมายื่นให้ สายตาเขามีความคาดหวังสิ้นเชิง
เสียงเครื่องสายแผ่วเบาเติมเต็มกลางวันใหม่ ทั้งสองหยุดฟังกันและกัน โดยที่ไม่เอื้อนเอ่ยความในใจ
วันต่อมาในห้องสมุด โซนหลังสุด ทั้งสองนั่งซ้อมจนลอบสบตากันบ่อยขึ้น ปวริศาเอ่ยเบาๆ ใต้เสียงแอร์ “ถ้ามันพัง เราอาจจะต้องเลิกซ้อมกลุ่ม เลยนะ”
รัฐพลมองตาเธอ “เราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิด…แต่คงทนให้มันเป็นแค่กลุ่มงานไม่ได้เหมือนกัน”
มือทั้งคู่แตะขอบโต๊ะใกล้กันแต่ยังไม่มีใครกล้าสัมผัสฝ่ายตรงข้าม
ใกล้วันประกวด ความตึงเครียดค่อยๆ เพิ่ม รัฐพลนั่งซ้อมจนดึก เพื่อนในกลุ่มเตรียมหาทางถอนตัว ปวริศานั่งรอเงียบๆ หน้าร้านสะดวกซื้อ เข้ามอบน้ำเย็นโดยไม่พูดถึงความเหนื่อย มองเขาซ้อมอย่างอ่อนโยน
“แกหิวมั้ย”
“ไม่หรอก แต่อยากให้อยู่ด้วย”
น้ำเสียงของรัฐพลมีบางอย่างที่แตกต่าง ปวริศานิ่งหน้านิ่ง ก่อนแอบยิ้มบาง ๆ ในเงามืด
ในบ่ายวันหนึ่ง ปวริศากลับเจอแม่ตัวเองนั่งรอที่หน้าคณะ แม่พูดตรง “งานประกวดก็แค่ของเล่น เรียนให้จบแล้วกลับบ้าน จะได้มีร้านข้าวแกงใหม่กัน”
เธออยากปฏิเสธแต่ก็นิ่งเฉย ร้องไห้เงียบในห้องน้ำ รัฐพลผ่านเข้ามาเห็นเธอเช็ดหน้า ท่ามกลางน้ำตา เขาตัดสินใจนั่งเงียบข้างๆ ไม่พูดอะไร เพียงแตะไหล่เบาๆ
“ขอบใจนะ” ปวริศาพูดทั้งที่ไม่มองหน้า
ในเย็นวันหนึ่งที่ฝนตก รัฐพลนั่งคิดอะไรซักอย่างที่หน้าต่าง ปวริศานำซองจดหมายมาให้ เขารับมาเปิดพลางถาม “อะไร”
“จดหมายรับรองทุน ให้เอาไปยื่นถ้าได้รางวัล” เธอไม่มองหน้าเขา ขณะพูดเสียงต่ำ “ส่วนเรา…คงอยู่ที่นี่ไม่ได้นานถ้าไม่ได้รางวัล”
รัฐพลอ่านจดหมายเงียบ มือสั่นนิดๆ
“ทำไมแกรู้สึกเหมือนจะหายไปจากกันจริงๆ วะ”
“มันก็อาจเป็นอย่างนั้น” ปวริศาตอบตรงๆ
คืนนั้นรัฐพลซ้อมเปียโนจนมือชา เทียนไขถูกจุดข้างเปียโนราวกับยืนยันความมุ่งมั่น เขาสับสนว่าจะเดินตามความฝันหรือหยุดเพื่อครอบครัว
งานประกวดมาถึง การแสดงรอบสุดท้ายในโรงละครมหาวิทยาลัย รัฐพลนั่งหลังเปียโนหน้านิ่ง ปวริศายืนข้างเวที มือกำคันชักไวโอลินจนขาว
ในห้องแต่งตัว รัฐพลเอ่ยเสียงเครียด “กลัวว่าถ้าเราเล่นพลาด ทุกอย่างจะจบ”
ปวริศาเดินเข้าไปจับไหล่เขาแน่น “เราก็กลัว แต่อย่างน้อยเราได้ลองแล้ว แกไม่อยู่คนเดียวหรอก”
ระหว่างแสดง เสียงดนตรีที่ผสมระหว่างความหวังกับความกลัวสะท้อนก้อง อารมณ์ของท่วงทำนองถูกเติมเต็มจากความจริงใจของทั้งคู่ กลางช่วงโชว์ ปวริศาสะดุดเพลงท่อนหนึ่ง มือสั่น แต่รัฐพลส่งสายตากำลังใจให้ ไวโอลินจึงค่อยๆ ดำเนินต่อจนจบ
เสียงปรบมือดัง รัฐพลกับปวริศาไม่พูดอะไร เพียงสบตา เหงื่อหยดบนหน้าผากแต่แววตาทั้งคู่เปล่งประกายบางอย่างที่ไม่กล้าเอ่ย
คืนนั้นใต้แสงไฟสลัวในโรงเรียนเก่า ปวริศาเดินออกมาก่อน รัฐพลวิ่งตามฝ่าสายฝนทัน “เดี๋ยว”
เธอหันมา ทั้งสองยืนมองหน้ากันในความเปียกปอน
“แกรู้มั้ย ว่าเราหวงความรู้สึกนี้”
ปวริศาก้มหน้า น้ำตากับฝนแยกไม่ออก
“ถ้าเราต้องกลับ…”
“อย่าเพิ่งพูด” รัฐพลตัดบท สูดลมหายใจ “ขออยู่กับแกตอนนี้ก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง”
ในสองสัปดาห์ที่รอฟังผล ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงอนาคต ทั้งสองถอยห่างกันแต่ก็เฝ้ามองกันเสมอในห้องเรียน แค่เดินผ่านก็เหมือนหัวใจจะหล่น
วันประกาศผล ปวริศาเดินถือกระดาษผลประกวด น้ำตารื้น เธอได้รางวัลที่สาม ไม่พอทำให้ได้ทุนเต็มจำนวน
รัฐพลนั่งข้างๆ เงียบ อดไม่ได้ที่จะจับมือบางคนแน่น “สุดท้ายแกก็ต้องไป”
เธอไม่ตอบ เพียงแต่นั่งนิ่งหลับตา ราวกับอยากบันทึกความทรงจำสุดท้าย
รัฐพลตัดสินใจบอกความลับที่ไม่เคยบอก “เราเอง…จะไปเรียนหมอก็ได้ถ้ามันช่วยแม่ แต่เราไม่อยากเสียแกไป”
ปวริศายิ้มเศร้า ๆ “ความฝันไม่เคยรอใคร รัฐ”
เวลาผ่านไป ปวริศากลับบ้านตามสัญญา ขณะที่รัฐพลพยายามลงเรียนวิชาบาลานซ์ระหว่างดนตรีกับแพทย์ เขาเล่นเปียโนในผับเล็กๆ ยามค่ำ บางคืนหยิบโทรศัพท์มาดูรูปวาดของปวริศา
ผ่านไป 6 เดือน สองคนแทบไม่ได้คุยกัน แต่คืนหนึ่งรัฐพลเล่นเพลงที่แต่งร่วมกัน มีคนส่งคลิปไปให้ปวริศาที่ต่างจังหวัด เธอเปิดฟังหน้าแสงไฟลานวัดเงียบๆ น้ำตาไหลแต่ริมฝีปากคล้ายจะยิ้ม
วันหนึ่งปวริศากลับมาเมืองกรุง แวะไปที่ห้องดนตรีเก่า เสียงเปียโนสั่นเบา ๆ ที่หน้าต่าง มีคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่ รัฐพลเงยหน้าขึ้นยิ้มช้า ๆ
“เราแอบหวังว่าแกจะกลับมาอีก”
ปวริศายืนเงียบอยู่นาน “เราเองก็ยังอยู่ที่นี่ เผื่อใครคนนั้นจะเล่นเปียโนท่อนสุดท้ายให้ฟัง”
เสียงเปียโนแผ่วเบา สองคนสบตากัน แววตาของอดีตหล่อเลี้ยงความหวังใหม่ ในห้องดนตรีเงียบงัน คราวนี้ไม่มีอะไรต้องซ่อน หรือกลัวอีกต่อไป