เธอในความเงียบ
เสียงกริ่งออดชั้นเรียนสุดท้ายของวันดังดังก้องไปทั่วตึกเรียน สร้างแรงสั่นสะเทือนในท้องฟ้ามืดมัว ปุณณัตเดินออกจากห้อง ดวงตาเรียบนิ่งมองหาโต๊ะไม้ตัวโปรดใต้ต้นหูกวางหน้าตึกสถาปัตย์ กลิ่นยางไม้จาง ๆ กับลมเย็นสร้างพื้นที่สงบเล็ก ๆ ให้โลกที่เต็มไปด้วยเสียงดังวุ่นวายรอบข้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ดูเหมือนวิชานี้จะให้งานกลุ่มอีกแล้ว…ใครอยากจับกลุ่มกับฉันบ้าง?” เสียงอรณิชาดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงมั่นใจเกินเหตุและดวงตากลมโตที่มองผ่านใครต่อใครไปทั่วกลุ่ม
ปุณณัตหลบสายตาของเธอเหมือนกับเคยทำทุกครั้งก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะไม่ชอบเป็นจุดสนใจ
“นัต! นายทำงานเนี้ยบดีนะ มาร่วมกลุ่มกับชะได้เปล่า?” อรณิชาหันมาพูดตรง ๆ เสียงของเธอดังชัดในขณะที่คนรอบข้างแอบหัวเราะเบา ๆ
“…ถ้าไม่มีใครแล้ว ฉันโอเค” ปุณณัตตอบเบา ๆ ไม่สบตา มือขวาแตะสเก็ตบุ๊กในกระเป๋าแน่นเพื่อข่มความกังวลในใจ
“ดี! งั้นไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้านไหม?” อรณิชาพูดจริงใจแต่ท่าทางไม่ได้สนใจคำตอบ ก่อนเดินจ้ำไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมารอ ปุณณัตไหลตามหลังเหมือนเด็กตามนกฮูกที่บินนำ
ร้านข้าวหน้ามหา’ลัย โต๊ะริมหน้าต่างที่แสงแดดบ่ายส่องแหวกผ่านม่านเก่า ๆ เงาแสงท้อมายังโต๊ะที่สองคนเพิ่งนั่งลง
“นายดูไม่ชอบคุยกับคนเลยนะนัต” อรณิชาทักขึ้นหลังจากสั่งกะเพรายอดนิยม น้ำเสียงติดยิ้มล้อเลียน
“ฉันคุยถ้ามีเรื่องสำคัญ” ปุณณัตตอบเรียบ ๆ ไม่มองหน้า สายตายังคงจับจ้องสมุดเหมือนพยายามหนีบางอย่างในตัวเอง
“โลกมันไม่ได้หมุนเพราะความสำคัญหรอก บางครั้งแค่มองหน้ากันก็มีเรื่องจะพูดได้แล้ว” อรณิชาพูดยิ้ม ๆ แต่แฝงแววเปลี่ยวอยู่ในแววตาที่ไม่มีใครสังเกต
“ฉันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก” เขาสารภาพเสียงพร่าต่ำ “บางอย่าง…เหมือนไว้ใจใครไม่ได้”
“เอาน่า อย่างน้อยก็ไว้วางใจเรื่องมื้อเย็นนี้ได้ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง” อรณิชาพูดแล้วหัวเราะ แต่ในยิ้มมีร่องรอยของวงกลมเก่าบนพื้นใจ
ช่วงบ่ายวันถัดมา ห้องสมุดชั้นสาม เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงแป้นพิมพ์กับเสียงจิบน้ำจากแก้วพลาสติกเก่า ปุณณัตกับอรณิชานั่งตรงข้ามกัน โน้ตบุ๊คถูกเปิดไว้ระหว่าง เผยโฟลเดอร์ภาพร่างสถาปัตยกรรมรูปแบบต่าง ๆ ที่ต้องผสมผสานสำหรับงานกลุ่ม
“ฉันคิดว่าหน้าต่างควรเปิดรับแสงด้านนี้นะ” อรณิชายกนิ้วชี้กลางอากาศ ใบหน้าจริงจังขึ้นผิดจากปกติ
“แต่ถ้ารับแสงทางนั้น มันจะร้อนในตอนบ่าย…” ปุณณัตเสนอ
“งั้นเราจะออกแบบให้มีบานพับปรับได้ซิ?” อรณิชาพูดเร็ว ๆ
“ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่างบที่เขากำหนด เราควรหาทางออกพื้น ๆ แล้วใส่กิมมิกด้านอื่นแทน” เสียงปุณณัตอ่อนโยนแต่เด็ดขาด
อรณิชาเงียบไปคล้ายกำลังกลืนบางอย่างไว้ เธอยกน้ำขึ้นจิบ เบี่ยงสายตาออกนอกหน้าต่าง เห็นมุมใบไม้ไหวแผ่วเบาในลมเย็น
…
ช่วงค่ำ ปุณณัตเดินกลับหอพัก มือถือสั่นจากสายไม่ได้รับ “แม่” เด้งขึ้นซ้ำ ๆ ในหน้าจอ เขาไม่กล้ากดรับ ปล่อยให้เสียงเพลงรอสายนั้นดับขาดเงียบ ๆ ในใจ
อรณิชามองดูข้อความตัดพ้อจากพ่อที่ส่งเข้ามาว่า ‘เมื่อไหร่จะหยุดเล่นสนุกและเอาจริงกับชีวิตเสียที’ หัวใจบีบแน่น เธอโยนโทรศัพท์ลงเตียง หอบลมหายใจยาว ๆ
งานกลุ่มเริ่มขยับ คนสองคนที่ไม่เคยนั่งทำงานด้วยกันมาก่อน กลับต้องแชร์ดินสอ ไม้บรรทัดไฟเบอร์ และไอเดียโรยเกลือแห่งอดีตซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายามซ่อน
“นายไม่ชอบเสียงดังใช่ไหม?” อรณิชาแกล้งกระซิบขณะวาดแบบในโรงอาหารที่แสนพลุกพล่าน
“ไม่ได้เกลียดหรอก แค่บางที…มันเหมือนรบกวนเสียงในหัวตัวเอง” ปุณณัตเงยหน้าขึ้น สบตาเธอครั้งแรก
รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของอรณิชา เธอวางดินสอ ยื่นขนมเยลลี่ให้โดยไม่พูดอะไร
ทั้งสองค่อย ๆ หัวเราะกับความแตกต่าง ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่หัวใจเปิดกว้างที่สุดไม่มีถ้อยคำใด ๆ แค่สายตาที่เข้าใจกัน
หลายวันผ่านไป งานกลุ่มใกล้เสร็จสมบูรณ์ทั้งในแง่ของแบบก่อสร้างและ…สิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาว่ามันกำลังก่อตัว
จนคืนหนึ่ง ปุณณัตเดินหลบฝนออกจากห้องสมุด พบว่าอรณิชากำลังรออยู่ใต้ร่มไม้
“ทำไมนายไม่รับโทรศัพท์เลย?” อรณิชาเริ่มพูด น้ำในเสียงคล้ายพรั่งพรูทุกอย่างที่เคยอดทนเงียบไว้
“แม่…โทรมาทุกวัน ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับแม่อีกแล้ว…” ปุณณัตเสียงสั่นเล็กน้อย ดวงตาคล้ำด้วยความอ่อนล้าในใจ
อรณิชานิ่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่ซัก ไม่เตือน ปล่อยให้ความเงียบเยียวยา และลมเย็นใต้ต้นไม้ช่วยประคองใจ
“ฉันอยากเปลี่ยนแปลง อยากเป็นคนที่แม่ภูมิใจ…แต่ทุกครั้งแม่คอยย้ำว่ามันไม่พอ” ปุณณัตเอ่ยแผ่วเบา เหมือนพูดกับตัวเองซ้ำ ๆ
“นายรู้ไหม บางทีฉันก็อยากเป็นคนล้มเหลวซะที จะได้ไม่ต้องแบกรับคาดหวังใครอีก” อรณิชาหัวเราะกลบความหม่นในน้ำเสียง
สายฝนตกหนักขึ้น เงาสองร่างในคืนเปียกๆ สะท้อนในแอ่งน้ำใต้ฝ่าเท้า… ความใกล้ในความเปียกชุ่มคล้ายทำให้เส้นแบ่งชีวิตค่อย ๆ จางลง บางอย่างคล้ายบางเบา แต่อบอุ่นพอประทับใจกลางฤดูฝนปีนั้น
หลังจากวันนั้น ปุณณัตเริ่มกล้าทักไลน์อรณิชาบ่อยขึ้น แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่าง “กินข้าวหรือยัง” หรือ “ฝนตกวันนี้ดูแลตัวเองหน่อยนะ”
อรณิชาตอบกลับด้วยมุกตลกบ้าง แซวกลับบ้าง ทว่าในใจมีคลื่นบาง ๆ ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทุกคำพูดพลิกเนื้อหาเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่ง ห้องเรียนวิชาวิศวะ เสียงพูดคุยเรื่องคะแนนสอบก้องไปทั่ว อรณิชานั่งรอปุณณัตที่มาช้าอย่างผิดปกติ
“ครูส่งลิสต์คะแนนออกมาแล้ว! นายได้ B+ ฉันได้ C แต่ฉันไม่เสียใจนะ” อรณิชาพูดขำ ๆ แต่แววตาเธอแอบรอการปลอบใจจากใครสักคน
“เราเกือบได้ A กันทั้งกลุ่มเลย อยู่ในมือแล้วแท้ ๆ” ปุณณัตยิ้มบาง อมยิ้มให้ความพยายามของเธอ
“นาย…ถ้าฉันตั้งใจจริงกว่านี้ พวกเราคงได้ A ไปแล้ว” เธอเอ่ยเสียงอ่อย ๆ มองนอกหน้าต่างทันที
ปุณณัตเว้นจังหวะ เงียบไปนาน ก่อนพูดแผ่ว “ไม่มีใครสมบูรณ์ ไปกินข้าวฉลองดีกว่า พรุ่งนี้เรายังมีโอกาสใหม่”
เวลาผ่าน ความไว้ใจก่อร่างขึ้นระหว่างรอยร้าวในอดีต อรณิชาถามเรื่องครอบครัวปุณณัตโดยไม่ย้อนลึก แต่รับฟังอย่างแท้จริง ส่วนปุณณัตเริ่มเห็นรอยบอบช้ำในแววตาของหญิงสาว รอยแผลเก่า ๆ ที่หยิบมาเล่าเป็นเรื่องตลกแต่แฝงความฝังใจเสมอ
คืนหนึ่งหลังทำงานกลุ่มเสร็จ อรณิชาชวนปุณณัตนั่งเล่นข้างสนามฟุตบอล “ขอบคุณนะ ที่อยู่ฟังฉันเพ้อบ้างเป็นบางวัน” เธอพูดพลางหยิบเศษหญ้ามาปั่นเล่น
“ขอบคุณเหมือนกัน นายทำให้ฉันกล้าเผชิญอะไรหลายอย่าง” ปุณณัตพูดช้า ๆ สายตาสบตากันท่ามกลางธรรมชาติอ่อนโยน
แค่เพียงตรงนั้น ไม่มีถ้อยคำใด สองมือที่วางใกล้กันแต่ยังมีช่องว่างเล็กน้อย โลกเหมือนหยุดหมุนชั่วครู่
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันชมผลงานกลุ่ม สำนักวิชานัดหมายตัดสินผู้ชนะการออกแบบ ปุณณัตกับอรณิชามาด้วยกัน เสียงของคณะกรรมการแต่ละท่านพิพากษา ทุกวินาทีเหมือนชะตาชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป
แต่เสียงฮือฮาก็เกิดขึ้น… รุ่นพี่ในกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่าทั้งสองขโมยไอเดียแบบบ้านที่คล้ายจากเฟซบุ๊กกลุ่มเปิด
“ไม่จริง! ฉันกับนัตวาดแบบเองหมด!” อรณิชาดีดตัวลุกขึ้นตะโกน เสียงเคร่งเครียด
ปุณณัตนิ่งไม่เถียง อดทนรับทุกสายตาที่เวียนมองด้วยความอึดอัด
“นายไม่พูดอะไรเลยหรือ!?” อรณิชาตะโกนขณะประชุมเลิกกลางคัน ใบหน้าแดงจากทั้งโกรธและเสียใจ
“บางที…การเงียบคือการยอมแพ้ต่อข้อกล่าวหาโดยไม่จำเป็น ฉันเชื่อว่าเราไม่ได้ผิด” ปุณณัตพูดอย่างหนักแน่น
“แต่ฉันอยากให้นายปกป้องฉันเหมือนที่ฉันปกป้องนายบ้าง” อรณิชาเสียงสั่นเร้าความจริงใจลึก ๆ ที่เพิ่งเผยได้ในที่สุด
ค่ำคืนนั้นกลายเป็นอึดอัดที่สุด ทั้งสองไม่ได้คุยกันอีกเป็นวัน ๆ ช่องว่างที่เพิ่งเลื่อนเข้าใกล้กลับฉีกกว้างออกเพราะความเงียบและการโกรธกัน
อรณิชาทบทวนตัวเอง เธอหยิบโทรศัพท์กลั้นใจพิมพ์ข้อความ “ขอโทษที่ตะคอกนายวันนั้น ฉันแค่กลัวจะเสียบางอย่างที่สำคัญ” แต่ลังเลอยู่เฉย ๆ หลายชั่วโมง ก่อนกดส่งในที่สุด
ปุณณัตอ่านข้อความแล้วนั่งนิ่งอยู่นาน เขาไปรับโทรศัพท์แม่เป็นครั้งแรกในรอบเดือน
“แม่…ผมคิดถึงแม่…ขอโทษที่ไม่กล้าพูดอะไรเลย” เสียงของเขาแหบแห้งน้ำตาเอ่อเต็มขอบตา
ค่ำวันถัดมาปุณณัตเดินไปหาอรณิชาที่ยืนรออยู่ใต้ต้นหูกวาง ภายใต้แสงไฟดวงเก่าสุดขอบเขตมหาวิทยาลัย
“ขอโทษที่ฉันไม่ยอมพูดให้มากกว่านี้…ฉันขี้ขลาดเกินไป” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย
อรณิชาส่งรอยยิ้มจาง ๆ “บางทีเราแค่ไม่กล้าที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง”
ความเงียบคลุมคลั่งอยู่พักนึง สายตาทั้งสองสบกันกว่าเดิม เธอกลืนความลังเลในลมหายใจ
“ถ้านายยังอยากจับกลุ่มกับฉันต่อ…ในกลุ่มที่ไม่มีงานรออยู่ก็ได้…” เธอเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจน
ปุณณัตยิ้มทั้งน้ำตาครั้งแรก “ฉันก็ยังอยากอยู่ตรงนี้กับเธอ…ถึงไม่จำเป็นต้องมีงานกลุ่มแล้ว”
ไม่มีเสียงฝน ไม่มีเสียงอธิบายอะไร ทุกอย่างจบด้วยการที่ต่างคน ต่างเติบโตและกล้าเผยใจตัวเอง
ใต้ต้นหูกวางที่เดิม สองร่างนั่งเงียบ ๆ เคียงข้างกันในความสงบของค่ำคืน ทั้งคู่เข้าใจว่าความรู้สึก…คือผลลัพธ์ของเรื่องราวที่ได้ผ่านมาด้วยกัน