ระยะห่างของหัวใจ
เสียงฝนพรำรินในยามเช้าเคลือบลานหน้าหอพักด้วยแววสะท้อนของหยาดน้ำ ธีร์ยืนอยู่ใต้ชายคา เป้สะพายหลังพาดบ่า เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วถอนหายใจเงียบ ๆ ขณะเพื่อนร่วมห้องเอ่ยออกมาจากข้างใน “จะไปแล้วเหรอธีร์ ฝนยังไม่หยุดเลยนะเว้ย”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เดี๋ยวคงซาน” เขาตอบสั้น ๆ สายตาชะโงกมองตรงทางเดินร่ม ๆ ที่เต็มไปด้วยคนยืนรอฝนเบาบางเพื่อเดินทางไปเข้าค่ายรับน้องมหาวิทยาลัยวันแรก
กลุ่มเสียงพูดคุย ปริตาเพื่อนใหม่เดินสวนแทรกกลุ่มมา เธอสังเกตเห็นธีร์กับเป้ใบใหญ่เลยส่งยิ้มให้ “ไปเข้าค่ายพร้อมกันไหม?”
ธีร์ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนพยักหน้า ทั้งสองจ้ำเดินฝ่าสายฝนพราวเล็ก ๆ ไปด้วยกัน การพูดคุยสั้น ๆ กระทั่งถึงใต้ตึกกิจกรรมที่จอแจด้วยสีของเสื้อค่ายและเสียงเพลงต้อนรับ
ตรงนั้นเอง พัดชา นักศึกษานิเทศฯ ที่โดดเด่นด้วยรอยยิ้มสดใส เธอกำลังช่วยงานอาสาสมัครถือกรรไกรตัดริบบิ้นแจกทีมเจ้าน้องใหม่ ตาเธอหันมาสบกับธีร์ชั่วครู่ ลมหายใจเธอสะดุดแต่ยังปั้นยิ้มต่อ ก่อนเดินเข้ามาทัก “มารอตั้งแต่เช้าเลยเหรอคะ?”
“ฝนมันตกน่ะ” ธีร์ตอบเสียงเรียบ ฟังดูตัดสัมผัสแปลก ๆ
พัดชากระพริบตาเหมือนประเมิน ไม่ตอบโต้อะไร พาไปยังจุดลงทะเบียนต่อ ก่อนทำหน้าที่แนะนำกิจกรรม เธอมีวิธีพูดจาที่ทำให้คนฟังรู้สึกอบอุ่นแต่ไม่ได้เสียงดัง เธอถามธีร์ว่า “กลัวคนเยอะไหม?”
ธีร์เงียบอยู่พักหนึ่งเหมือนจะไม่ตอบแต่กลับยกไหล่เล็กน้อย “แค่ไม่ค่อยชินเฉย ๆ”
“อ๋อ…เหมือนกัน เวลาอยู่ในกลุ่มใหญ่ ๆ แล้วแบบนะ…ไม่รู้จะวางตัวยังไง”
เสียงฝนเริ่มซาลง ผู้คนทยอยเข้าห้องกิจกรรมเมื่อพิธีเปิดค่ายเริ่ม เสียงพูดจอแจแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบระคนตื่นเต้นในห้องประชุมใหญ่ ธีร์กับพัดชานั่งใกล้กันเพราะบังเอิญเจอที่ว่างเรียงกันท้ายแถว หลังจากแนะนำตัวสั้น ๆ และกิจกรรมเริ่มต้น ทั้งคู่ต่างลอบมองกันบ้างแต่เงียบ
หลังพิธีเปิด ทุกคนจับกลุ่มทำกิจกรรมเวิร์กช็อปกลุ่มเล็ก ๆ พัดชาถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกับธีร์ เธอหัวเราะเบา ๆ เวลาเพื่อนในกลุ่มเล่นตลก แต่ธีร์สีหน้ายังเย็นชา เขาทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่โต้ตอบมากนัก
“คุณดูจริงจังจังเลยนะ” พัดชายิ้มเอ่ยขึ้นหลังเกมจบขณะเดินกลับด้วยกัน
“แค่ไม่ถนัดพวกนี้” ธีร์ตอบ หวังให้จบการสนทนา แต่น้ำเสียงพัดชานุ่มนวล
“แปลว่าคุณต้องถนัดอะไรสักอย่างสิ ใช่ป่ะ?”
ธีร์ยิ้มมุมปาก “ผมว่า…ผมถนัดอยู่เงียบ ๆ นะ”
“บรรยากาศมันเงียบเกินว่ะ” เธอหัวเราะ แล้วเงียบลง มีอะไรบางอย่างในสีหน้าของเธอที่ดูเศร้า ทันใดนั้นเสียงเพื่อนเรียกขัดจังหวะ พัดชาหันไปหาพวก พร้อมโบกมือบ๊ายบายเล็ก ๆ
วันต่อมา ฝนหยุดแล้ว มหาวิทยาลัยดูสดใส แสงเช้าอาบสนามหญ้า พัดชาเดินผ่านโรงอาหารในช่วงเที่ยง เห็นธีร์นั่งกินข้าวอยู่ลำพัง เธอหยิบกล่องข้าวของตัวเองเดินเข้าไปนั่งด้วยโดยไม่รอการเชื้อเชิญ
ธีร์มองเธอแล้ววางช้อน “…มีอะไรหรือเปล่า?”
“ก็เห็นนายกินข้าวคนเดียวไง ไม่เหงาเหรอ?”
“ชิน” เขาตอบสั้น ๆ
พัดชาหัวเราะ หยิบตะเกียบเขี่ยกับข้าวเล่น “แต่ฉันไม่ชิน ขอกินด้วยได้เปล่า?”
ธีร์ไม่ตอบ แต่วางขวดน้ำไว้กลางโต๊ะเป็นเชิงแบ่งปัน พัดชาสังเกตแต่ไม่พูดอะไร เธอเริ่มคุยเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรมมหาวิทยาลัย เธอพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ธีร์เงียบแล้วค่อย ๆ เปิดใจทีละนิด
หลายวันผ่านไป พัดชากับธีร์กลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันโดยปริยาย เพื่อน ๆ ในค่ายเริ่มแซว “เฮ้ย ไอ้ธีร์ ตกลงจีบพัดชารึเปล่า?” ธีร์เลิกคิ้วขึ้น เงียบ ไม่ตอบ โยนลูกบอลไปให้คนอื่นคุยต่อแทน
หลังค่าย พัดชาชวนธีร์ไปเดินเล่นริมบึงน้ำกลางมหาวิทยาลัย บรรยากาศเย็นสายลมพัดลูบผิวน้ำ เล่นแสงพระอาทิตย์ตก พัดชาถาม “นายเคยคิดบ้างมั้ยว่ามิตรภาพกับความรักมันอยู่ใกล้กันแค่ไหน?”
ธีร์นิ่งคิด ก่อนตอบ “คิดนะ…แต่ผม…ไม่แน่ใจว่ามันต่างกันยังไง”
“บางทีมันอาจยังไม่ถึงเวลาล่ะมั้ง” พัดชากระซิบ น้ำเสียงแผ่วลงเล็กน้อย เธอดูเหม่อลอยเหมือนกำลังเก็บบางสิ่งในใจ
เรื่องราวดำเนินไป เทอมพิศษใกล้จบ พัดชาได้รับเลือกให้ไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ 3 เดือน ในขณะที่ธีร์ยังต้องเรียนหนักที่เชียงใหม่ วันสุดท้ายก่อนเธอเดินทาง ทั้งสองมานั่งที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างมหาวิทยาลัย
“นาย…” พัดชาเริ่ม แต่หยุดชั่วครู่ “…จะคิดถึงฉันบ้างมั้ย?”
ธีร์จ้องแก้วกาแฟ “ผมไม่รู้ว่ามันควรตอบยังไง…แต่ถ้าคุณหายไป ก็คงแปลก ๆ นะ”
ความเงียบโอบล้อม ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนพัดชาจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ขอบใจที่ไม่โกหก อย่างน้อยนายก็คือ…นาย”
3 เดือนต่อมา การห่างไกลทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้ซึ้งถึงความสำคัญของกันและกัน ผ่านแชท ผ่านการโทรศัพท์วิดีโอแบบเก้อเขิน พัดชามักพูดเรื่องงาน เรื่องความกดดันในวงการสื่อ เธอเล่าให้ธีร์ฟังว่าหัวหน้าชมผลงานแต่เพื่อนร่วมงานบางคนกลับดูถูก เธอซ่อนน้ำตาในเสียงหัวเราะเสมอ
ธีร์พยายามจะปลอบ แต่เลือกลากประโยคให้สั้น พูดไม่เก่ง “ถ้าไม่ไหว…ก็กลับบ้าน”
“ฉันไม่ถอย” เธอกัดฟันแล้วนิ่ง
บางคืน ธีร์นอนไม่หลับ เขาเลื่อนดูแชทเก่า ๆ ซ้ำ ๆ อยากคุยแต่ไม่กล้าโทร เพราะกลัวเป็นภาระใจ ส่วนพัดชาเองก็มีคืนที่แอบร้องไห้เพราะรู้สึกเหงา ทั้งสองค่อย ๆ ผูกพันกันมากขึ้นอย่างไม่มีใครยอมรับกับตัวเอง
เมื่อฝึกงานจบ พัดชากลับมหาวิทยาลัย เธอดูเปลี่ยนไป สีหน้ามีอะไรบางอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน ธีร์เองก็เริ่มกล้าพูดคุย เปิดใจมากกว่าเดิม ทั้งสองคุยกันเรื่องอนาคต พัดชาฝันอยากทำงานสื่อสารมวลชนในกรุงเทพฯ ธีร์อยากอยู่เชียงใหม่ต่อและศึกษาต่อด้านเทคโนโลยี เส้นทางชีวิตเริ่มแยกจากกัน
“เราจะทำยังไงกับ…สิ่งนี้ดีล่ะ?” พัดชาถาม โดยไม่กล้าสบตา
ธีร์นิ่ง เขาพูดช้า ๆ “ผมไม่รู้…ถ้าเราเดินไปคนละทาง มันจะยาก…”
“แต่ถ้าเราไม่พยายามเลยล่ะ” พัดชาวางมือลงบนโต๊ะ หัวใจเต้นแรง ได้แต่กระซิบถามในใจ ตัวเธอเองก็ตอบไม่ได้
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ยังคงค้างอยู่ในเขตเฟรนด์โซน พัดชารู้สึกอึดอัด เธอหลีกเลี่ยงเจอธีร์ ไม่รับสายบางครั้ง ธีร์สังเกตแต่ไม่กล้าถามตรง ๆ เพราะกลัวเจ็บ เงื่อนไขของชีวิตและความฝันกลายเป็นผนังบาง ๆ ระหว่างทั้งสอง
วันหนึ่ง พัดชาถูกเรียกตัวกลับบ้านกะทันหันเพราะแม่ไม่สบาย เธอต้องดูแลแม่ที่บ้าน ทิ้งความฝันเรื่องกรุงเทพฯ และกิจกรรมทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ธีร์ทราบข่าวเดินไปหาพัดชาที่หอพัก
“เป็นไงบ้าง?” เขาถามเสียงเบา
พัดชาฝืนยิ้ม “ก็…ไม่รู้สินะ ทุกอย่างเหมือนพังหมดเลยอ่ะ”
ธีร์ลังเลอยู่นานก่อนจะพูดออกมา “ผม… ผมอยากไปช่วย แต่…ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย”
พัดชาหน้าสลด น้ำตาคลอ ก่อนเธอจะเบี่ยงหน้าหนี “แค่รู้ว่ายังมีใครแคร์ก็พอแล้วล่ะ”
หลังจากนั้น พัดชาใช้ชีวิตที่บ้านแต่ไม่ยอมติดต่อธีร์ อยากปล่อยใจให้ผ่านพ้นไปตามเวลา แต่คำถามในใจก็ยังวนเวียน “ถ้าเขาไม่ติดต่อมาเลย เขาจะยังคิดถึงเราไหม?”
ฤดูฝนอีกครั้ง พัดชากลับมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมฝึกงานรอบใหม่ เจอกับธีร์โดยบังเอิญตรงทางเดินหลังตึก ธีร์แกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่สุดท้ายกลับหยุดเดิน
พัดชาเอ่ยเบา ๆ “นาย…ยังอยู่ที่เดิมสินะ”
ธีร์ตอบเสียงขรึม “ผมยังไม่ได้ไปไหน”
ทั้งสองยืนเงียบ มีเสียงสายฝนเบา ๆ กลบ ปากต่างก็อยากพูดแต่ลังเล
ในห้องสมุดเย็นวันนั้น พัดชามานั่งใกล้ ๆ ธีร์ เธอเปิดหนังสือที่ไม่ตั้งใจอ่าน “รู้ไหม…ฉันรู้สึกเหมือนเรากำลังหลงทาง”
ธีร์เอื้อมมือไปปิดหนังสือของตัวเอง “ผมก็เหมือนกัน”
“นายกลัวอะไรที่สุด?”
ธีร์นิ่งไปนาน ก่อนจะตอบเบา ๆ “กลัวการต้องเสียใครไป โดยที่ยังไม่ได้พูดในสิ่งที่ควรพูด”
พัดชาหลับตา น้ำเสียงสั่น “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่า…จะอยู่คนเดียว สู้คนเดียว แล้วสุดท้ายไม่มีใครรอเรา”
เงียบอยู่นาน พัดชาตัดสินใจลุกเดินออกไป ธีร์มองตามไปอย่างลังเล
วันสุดท้ายก่อนพัดชาจะเดินทางไปฝึกงานรอบใหม่ ทั้งสองมานั่งข้างบึงน้ำเดิม พระอาทิตย์ใกล้ตก
“ถ้าครั้งนี้ฉันไป…” พัดชาว่า หยุดแล้วกลืนน้ำลาย “นายจะรอไหม?”
ธีร์หันมาสบตา เงียบนานเหมือนประมวลใจ ก่อนจะพูด “ผมจะรอ…แต่ถ้าคุณกลับมาแล้วผมยังอยู่ที่เดิม ก็ไม่ต้องรอผมหรอก”
พัดชาน้ำตาคลอ เธอพยักหน้า แล้วลุกขึ้นเดินออกไป ทิ้งธีร์ไว้กับเงาร่างที่สะท้อนน้ำยามค่ำ
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ค้างคา ต่างคนต่างพยายามทุ่มเทกับเส้นทางชีวิตของตัวเอง แต่ต่างก็ยังไม่ลืมกันอย่างแท้จริง
วันหนึ่ง หลังฝึกงานเสร็จ พัดชากลับมาอีกครั้ง พยายามหาธีร์ตามมุมมหาวิทยาลัย แต่ไม่พบ กระทั่งเจอเขาที่ห้องแลป ธีร์กำลังนั่งแก้โค้ดหน้าอุปกรณ์ไฟฟ้าเงียบ ๆ
พัดชาหายใจลึก “ฉัน…กลับมาแล้ว”
ธีร์เงยหน้า ยิ้มบาง ๆ “ยินดีต้อนรับกลับ…แต่ผมคงเหมือนเดิม”
“นายเปลี่ยนไปแล้วนะ” พัดชากระซิบ น้ำเสียงอ่อนโยน “แค่เราไม่เห็นเองว่ามันเปลี่ยนตอนไหน”
ธีร์นิ่งไปนาน ก่อนจะถาม “แล้ว…คุณล่ะ”
“ฉันกลัวเสียใจ…เลยวิ่งหนี” เธอหลับตา “แต่วันนี้ไม่วิ่งหนีแล้ว”
ธีร์ยิ้ม ก้มหน้ากลั้นน้ำตา “ถ้าคุณจะเดินต่อ ผมขอเดินไปด้วยได้ไหม ถึงจะไม่รู้ว่าถนนข้างหน้าจะไกลแค่ไหน…”
พัดชานั่งลงข้าง ๆ มือเธอซุกในกระเป๋า ก่อนจะค่อย ๆ วางลงใกล้มือธีร์
“ฉันยังไม่กล้าสัญญาหรอก…” เธอพูดเสียงสั่น “แต่จะไม่หนีอีกถ้าเหนื่อย จะหยุดหันมาเจอ…นาย”
บนทางเดินกลับหอพัก เย็นนั้น สายฝนเริ่มลงเม็ด ทั้งสองเดินเคียงข้างกันโดยไม่ได้จับมือกันอย่างที่เคยเห็นในหนังรัก แต่รอยยิ้มและแววตาของพวกเขาอบอุ่นเกินกว่าคำพูดใดจะอธิบาย