ระหว่างคำว่าเพื่อน กับฤดูฝัน
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าในห้องซ้อมสโมสรดุริยางค์คณะศิลปศาสตร์ดังก้องไปทั่ว มันเป็นบ่ายวันศุกร์กลางฤดูร้อนกำลังจะปิดเทอมอาทิตย์หน้า เหงื่อซึมตามไรผมของอิงดาวขณะคลำหาช่องคอร์ด เธอขยับแว่นสายตา พยายามซ่อนความกังวลในตาไว้ใต้เส้นผมสีน้ำตาลที่รวบตึง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นาย จำท่อนนี้ได้ไหม?” อิงดาวถาม พลางส่งโน้ตเพลงกระดาษยับให้อีกฝ่าย
“ใช่ ท่อนนี้…” ภีมรับกระดาษ เงียบไปนานเหมือนนึกอะไร “…เธอเปลี่ยนคอร์ดตรงนี้ใช่ไหม”
อิงดาวพยักหน้าช้า ๆ “ถึงมันจะหลุดตีมไปบ้าง แต่เหมือนมันสื่อความรู้สึกดีนะ”
ภีมหันไปตั้งสายกีตาร์ใหม่ มือสั่นนิดหน่อย “เวลาเธอแต่งเพลง เหมือนกำลังคุยกับใครในใจตลอด”
อิงดาวทำท่าจะตอบ แต่กลับเงียบ หัวใจเต้นดังกว่าปกติ เธอเพิ่งสังเกตมือซ้ายของเขามีแผลสดจาง ๆ เป็นรอยขีดข่วน
“เล่นกีตาร์โหมไปอีกแล้วใช่ไหมอะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ไม่สบตา
“อืม…บางทีก็ลืมว่าต้องพัก” ภีมหัวเราะ พลางถอดแว่นออกลูบๆ ขมับตัวเอง
เสียงกีตาร์หยุดลง ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาแทรก ทุกครั้งที่อยู่ตามลำพัง อิงดาวรู้สึกว่าทุกสรรพเสียงมากระทบใจชัดขึ้นกว่าเดิม
“พรุ่งนี้นายมีเวลาป่าว?” อิงดาวเอ่ยขึ้นในที่สุด
“มีดิ มีอะไรก็ชวนเลย” เขาตอบทันที รอยยิ้มบางจุดที่มุมปาก
“ไปดูคอนเสิร์ตพี่มิ้นท์กัน ถ้าไม่ติดอะไร…” เธอพูดไม่จบ ถึงจะรู้กันดีว่าใครในกลุ่มชอบใคร
“ก็ต้องไปสิ…” ภีมสบตาเธอชั่ววูบ แล้วรีบก้มหน้าลง “…กลัวเธอโดนเบี้ยวเหรอ”
“กลัวนายเบี้ยวด้วยแหละ” อิงดาวหัวเราะ ฝืนยิ้มสวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกจริง
วันต่อมา ที่คอนเสิร์ตอคูสต์ติกกลางสวน อิงดาวกับภีมนั่งแนบไหล่ด้วยกันบนผ้าปูรองหญ้า เดิมที นี่เป็นแผนของกลุ่มเพื่อน แต่สุดท้ายมีเพียงสองคนเท่านั้นที่มา
“ต้องเศร้าขนาดนี้ไหม เมื่อเพื่อนหักหลังแบบนี้” อิงดาวหยอก พร้อมยกน้ำโซดาขึ้นจิบ
“แต่ฉันไม่เบี้ยวสักหน่อย” ภีมตอบ ริมฝีปากเขาขยับเหมือนจะพูดต่อแต่ก็หยุดไว้แค่นั้น
“นายเชื่อในโชคชะตาปะ” เธอถามขึ้นแบบไร้สาเหตุ
“ไม่รู้สิ บางทีเราก็เลือกเอง บางทีก็แค่โดนลาก”
บทสนทนาในค่ำคืนนี้ปะปนด้วยเสียงเพลงจากเวที ลมเย็นที่เป่าผมของอิงดาวเต้นลู่ตามแรง ภีมนั่งข่มใจ ตัวเองไม่กล้ามองตาเธอนาน ๆ
“ฉันเคยคิดว่า…หากวันหนึ่ง เราต้องเลือกทาง ต่างกับที่เคยฝันไว้” เสียงเธอแผ่วลง “…นายจะยังอยู่ตรงนี้ไหม”
ภีมนิ่งนาน “ไม่รู้…ยังไม่ถึงวันนั้น”
หลังคอนเสิร์ต ทั้งคู่เดินกลับหอเงียบๆ ช้า ๆ ใกล้จะถึงตึก อิงดาวเบรกตัวเอง หันมองภีมเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เงียบงานยามดึกแทนถ้อยคำ
“ก็แค่…ขอบคุณละกัน ที่ไม่เคยปล่อยให้ฉันต้องไปไหนคนเดียว” เธอเอื้อมมือแตะไหล่อีกฝ่ายแล้วผละออกไปช้า ๆ
ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ภีมกับอิงดาวจะปั่นจักรยานไปซื้อข้าวที่ตลาดนัดหน้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน รอยยิ้มในแต่ละวันลดลงเมื่อใกล้สอบใหญ่ เขาพบเธอระบายความกังวลใส่ที่ขอบฟุตปาทเก่า
“มันหนักใช่มั้ย” ภีมพูดขณะยื่นข้าวเหนียวหมูให้ “เรียนเยอะขนาดนี้”
“อืม แต่ก็ต้องสู้ละนะ นายก็เฝ้าแต่ทุ่มวงไปถึงไหนแล้ว นอนไม่ถึงวันละหกชั่วโมงแน่ะ” อิงดาวย้อนอย่างเป็นห่วง
“ถ้าอยากได้ทุนไปแลกเปลี่ยน ต้องอดทนหน่อย” เขาหลบนัยน์ตาเธอ ลมหายใจช้า
“ฝากหัวใจไปด้วยได้ปะ ถ้านายได้ทุนแล้วไปต่างประเทศ” เธอพูดเบาๆ เอียงหน้าขำกลบเสียงในอก
“จะเอาหัวใจฉันไปจริงๆ เหรอ” ภีมกระซิบ รอยยิ้มค้างที่มุมปาก บรรยากาศตลกร้ายปนสารภาพแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“แค่อยากรู้ว่า ถ้าไปแล้ว จะยังคิดถึงกันรึเปล่า” เธอเอ่ยใกล้ๆ หัวใจไล่ความกลัวอยู่แต่ในอก
กว่าฤดูฝนจะมาถึง ทั้งคู่เริ่มห่างกันทีละน้อย ด้วยตารางซ้อมกีตาร์ของภีมและการติวสอบเข้มข้นของอิงดาว สายโทรศัพท์และแชตไลน์จากบทสนทนารายวัน กลายเป็นเพียงไปมาทักทายสั้นๆ
“ช่วงนี้ว่างปะ ขอเรียนกลุ่มมั่งสิ” เสียงอิงดาวกระทบสายอีกฝั่งเหมือนเดิม
“โทษที ช่วงนี้วงจะคัดหาตัวแทน” เขาพิมพ์ข้อความแห้ง ๆ ไม่ทันได้คิดว่าน้ำเสียงมันเย็นชาแค่ไหน
“โอเค ไม่เป็นไร ไว้ถ้าว่างแล้วค่อยว่ากันใหม่” ข้อความสุดท้ายก่อนจะเงียบหาย เหมือนต่างฝ่ายต่างหนีอะไรบางอย่างในใจ
วันสอบปลายภาค อิงดาวนั่งมองหน้ากระดาษคำตอบว่างเปล่าในห้องสอบ ตาแดงก่ำ เธอไม่ได้อ่านหนังสือมาทั้งคืน หัวใจเหมือนเป็นห่วงอะไรที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ในขณะที่ภีมก็เอาแต่ฝึกซ้อมไม่หลับไม่นอนจนร่างกายเริ่มเครียด
คำว่า “เพื่อน” กลายเป็นเส้นบาง ๆ ในชีวิตจริงที่ง่ายต่อการข้ามแต่ใจกลับกลัว
เมื่อถึงวันประกาศผลสอบและผลคัดเลือกวง ภีมได้เป็นตัวแทนวงไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศแบบไม่ทันตั้งตัว ส่วนอิงดาวสอบติดคณะที่หวังไว้ แต่กลับไม่ได้รู้สึกดีใจ
ทั้งสองคนไม่ได้บอกลา ไม่ได้นัดพบ อิงดาวไปนั่งเล่นเปียโนในห้องดนตรีทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ เธอกระซิบกับตัวเอง
“ถ้าเลือกเดินต่อแบบไม่หันหลังมอง จะเหลืออะไรให้คิดถึง”
อยู่ดี ๆ มือถือส่งข้อความขึ้นมา จากหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกชื่อ
“เธอ…ว่างเจอหน่อยได้ไหมก่อนฉันจะขึ้นเครื่อง”
อิงดาวกลืนน้ำลาย มองอักษรในจออยู่นาน ก่อนตอบตกลงด้วยข้อความสั้น ๆ
สนามบินดอนเมืองที่โถงผู้โดยสารขาออก คนเดินวุ่นวาย อิงดาวมาถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อย เธอยืนส่องกระจกในห้องน้ำ เช็ดคราบน้ำตาในเงาสะท้อน สูดหายใจลึกๆ เพื่อข่มเสียงสั่นในจิตใจ
“มานานยัง” เสียงภีมเอ่ยจากข้างหลัง ทุกอย่างชะงักในเส้นเวลาสั้น ๆ
“ไม่…พึ่งถึงเอง” เธอตอบตะกุกตะกัก ชายตาไปที่กระเป๋าเป้ใบเก่าบนบ่าของเขา
ความเงียบอึดอัดเต็มอากาศอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงประกาศขึ้นเครื่องแทรกเข้ามา ภีมพูดเบา ๆ
“จำได้ไหม ก่อนสอบ มีเรื่องหนึ่งที่อยากขอโทษ…”
อิงดาวนิ่งฟัง มือกำโทรศัพท์แน่น
“ขอโทษที่หลบหน้าเธอ เพราะกลัวว่าถ้าเจอกันบ่อย จะยิ่งกลัวเสียเธอ…”
น้ำตาอิงดาวปริ่ม เสียงเธอสั่น “ฉันก็คงเหมือนกันนั่นแหละ — กลัวพูดอะไรผิด จะเสียเธอไปตลอด”
“ถ้าเธออยากรอ…ฉันจะกลับมา”
“อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย ขอให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น” เธอยิ้มบาง ๆ จนถึงวินาทีสุดท้าย มือทั้งสองไม่เคยจับกัน แต่สายตาคู่หนึ่งแทนใจหลายปีที่อยู่เคียงข้างกัน
ตลอดฤดูฝันนั้น ต่างฝ่ายเรียนรู้จะเติบโตและเข้าใจหัวใจตัวเอง ทั้งสองได้เดินแยกจากกันออกไปในโลกกว้างโดยยังมีคำว่า “เพื่อน” คอยค้ำยัน รอวันใหม่ที่อาจจะได้พบกันอีก…หรืออาจไม่ต้องมีจุดจบใดใหญ่โต เพียงเพราะเส้นทางชีวิตแต่ละคนก็ต้องเติบโตในแบบของตัวเอง