ลมหายใจบนหลังคาโลก
เสียงหวีดของลมหนาวปะทะกระท่อมไม้หลังเก่า ธีร์นั่งเงียบในห้องรับแขก ตาเหม่อมองแสงไฟรถไถที่ลอดผ่านหน้าต่างมาจากไร่ข้างบ้าน เสียงจานกระทบกันเบา ๆ ในครัว อารมณ์ในบ้านหนักอึ้งหลังพ่อแม่เพิ่งทะเลาะกัน ธีร์หยิบซองจดหมายที่วางทับหนังสือเรียนขึ้นมาอีกครั้ง พลางพลิกไปมาอย่างลังเล ไม่มีใครรู้ว่าเขาไม่กล้าเปิดจดหมายนั้นตั้งแต่เมื่อวาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลางเช้าที่หมอกยังขาวโพลน เด็ก ๆ วิ่งตะโกนกันอยู่ในลานหน้าวัด เสียงหัวเราะดังแทรกสายลม วินโถสู้ยิ้มให้เพื่อน ๆ กวักมือเรียกธีร์ “ธีร์! รีบมาดูเถอะ ไอ้อิฐมันจะปีนต้นสนใหญ่นั่นอีกแล้ว!” ธีร์ถอนใจอย่างท้อแท้แต่ก็เดินไป วินหัวเราะลั่นเหมือนจะท้าทายให้ธีร์พบกับช่วงเวลานี้ทุกเช้า
ผู้ใหญ่บ้านประกาศห้ามเด็กเข้าเขตป่าเหนือหมู่บ้าน เสียงผู้คนบ่นว่าเสือหลุดน่าจะวนอยู่แถวนั้น วินกระซิบกับธีร์ตอนเลิกเรียน “ข้าไม่กลัวเสือหรอกน่า แต่กลัวอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วยังไงก็ไม่มีวันรู้จักภูเขานี้จริง ๆ มากกว่า” ธีร์นิ่งสนิท พยักหน้ารับแบบไม่เต็มใจ นิ้วมือขยุ้มสายเป้แน่นหลังโดนวินยุให้แว่บไปเดินเล่นในป่าก่อนกลับบ้าน
แสงอาทิตย์ตอนกลางวันสวนทางกับความเงียบใต้ร่มไม้ใหญ่ วินและธีร์เดินทางขึ้นเนินเล็ก ๆ พลางแลกเปลี่ยนเรื่องซุบซิบในหมู่บ้าน วินหันไปหัวเราะคิก “เจ้าจำได้ไหมวันที่แกกลิ้งตกคูน้ำ มีเลือดไหลเต็มเข่า ใครกันนะที่ร้องไห้จ้า?” ธีร์หน้าร้อนผ่าว พยายามกลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะฝืด ๆ แต่ดวงตาฉายแววเศร้าเมื่อนึกถึงแม่ผู้ล่วงลับ
ระหว่างเดินผ่านแนวหญ้าแฝก วินพลั้งปากเอ่ยถึงพ่อธีร์ “พ่อยังดื่มเยอะอยู่เหรอ?” ความเงียบระอุวาบขึ้นมาทันที ธีร์หลบตา วินสบตาอย่างขอโทษแต่ไม่ลบความหนักอึ้งออกได้ “เอาเถอะ…อย่าคิดมาก ข้าแค่ห่วง”
เย็นวันนั้น วินกลับบ้านช้ากว่าปกติ ไม่มีใครเอะใจ ทุกคืนเขามักแวะร้านโชว์ห่วยเล่นหมากฮอส แสงจันทร์ส่องเฉียงผ่านกระจกหน้าร้าน นายเต็กเจ้าของร้านมองวินด้วยสายตาสงสัย “เดี๋ยวนี้มากนักนะเรา ระวังแม่จะว่าเอา” วินยิ้มเจื่อน ไม่ตอบ
รุ่งเช้า แม่วินร้องไห้เสียงดังทั่วบ้าน วินไม่ได้กลับเมื่อคืน ข้าวของบนโต๊ะยังวางค้าง ชามข้าวยังอุ่น แม่เดินวนหน้าโรงอาหารน้ำตาเปรอะ เต็กหอบรถแจ้งข่าวที่ศาลากลางชาวบ้านมุงกันแน่น “วินหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน คงเข้าป่าแน่”
ธีร์ยืนตัวแข็งใจคอหดขณะพ่อเดินมาคว้าคอเสื้อ “เจ้าเห็นวินไหมเมื่อคืน!?” ธีร์สั่นหัว พยายามเก็บกักน้ำตาไว้ สีหน้าสำนึกผิดชวนให้ปู่ที่ยืนใกล้ ๆ ลอบมองด้วยสายตาเจ็บปวด ธีร์หลบสายตาทุกคน ทิ้งตัวกลางเสียงครหาของเพื่อนฝูง
ที่ลานศาลาวัด หมอกบางลงแต่บรรยากาศกลับแน่นขนัดด้วยกองอาสากู้ภัย วินหายไปเกือบยี่สิบชั่วโมงแล้ว เจ้าเผื่อน เพื่อนร่วมกลุ่มแอบกระซิบกับธีร์ว่าเจอรองเท้าข้างหนึ่งขาดอยู่ชายป่า และมีรอยเท้าลึกลับที่ไม่มีใครฟันธงได้ว่าเป็นของคนหรือสัตว์
อิฐเสียงสั่น “ถ้าวินมันเข้าไปลึกจริง ๆ เราต้องตามไปนะธีร์ ข้าจะไม่ยอมให้อะไรเกิดกับมันอีกแล้ว” ธีร์ลังเลชั่วขณะก่อนยอมพยักหน้า แม้ในหัวใจกำลังจมอยู่กับความกลัวตนเองที่เคยทิ้งวินไว้ใต้ร่มไม้วันนั้น
ทีมค้นหาเริ่มออกเดินเป็นแถวยาว ธีร์เดินขนาบข้างอิฐและเผื่อน น้ำเสียงของอิฐยังไม่หายสั่น “เจ้าแน่ใจนะว่าทางนี้ ข้ากลัวเสือตัวนั้นจะ…” ธีร์ฝืนยิ้ม “เสือมันคงกลัวพวกเรามากกว่า” เสียงพูดติดขัดของตัวเองเหมือนจะเอาใจเพื่อน แต่ความหนักอึ้งในอกไม่สลาย
ข้างร่องห้วยที่พวกเขาพบรอยเท้า ธีร์ค่อย ๆ ไล่สายตามองไปรอบ ๆ ต้นสนสูงชะลูด เงามืดทอดผ่านแนวป่า อิฐหยุด เดินวนกลับมาถามเสียงแผ่ว “ถ้าเกิดเรื่องไม่ดี…คิดว่าแม่วินจะให้อภัยไหม?” เผื่อนเบือนหน้าหนี ไม่กล้าตอบ ธีร์ชะงัก สายตาอ่อนลง พึมพำเบา ๆ “เรา…ทุกคนทำดีที่สุดแล้ว” เสียงขาดหายกลางหมอก
ระหว่างทาง ธีร์เห็นเศษผ้าแดงติดอยู่กับเศษไม้ นึกถึงผ้าพันคอที่วินชอบผูก เขาโน้มตัวเดินนำไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว อิฐจับแขนดึงเอาไว้ “อย่าแยกตัว ข้าขอเถอะ ธีร์” ธีร์หยุด ฉุกคิดถึงเสียงของวินที่หัวเราะและชอบชวนออกนอกเส้นทางเสมอ
ทีมค้นหาเจอรอยเลือดเล็ก ๆ ติดบนใบไม้ เสียงเริ่มดังขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่ “หรือมันโดนสัตว์กัด?” ใบหน้าของแม่วินซีดเผือด เผื่อนเดินมาทางธีร์ กระซิบเสียงเบา “เจ้ารู้ใช่ไหม วินมันไม่เคยกลัวอะไรเลย แต่ข้าเคยเห็นมันร้องไห้วันแม่ตบ” ธีร์เม้มปาก ยืนนิ่งอย่างหนักใจ
แสงเย็นสาดต้องแนวทิวเขา เสียงของอิฐยังวนเวียนในหัวธีร์ “หากวินไม่รอด กลับไปแล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?” ธีร์ไม่ตอบ แต่น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ภายในใจ ความสำนึกผิด ความกลัว และโกรธตัวเองผสมจนแทบสำลักลมหายใจ
คืนสว่างจาง ธีร์นอนหันหลังให้พ่อ เสียงลมหายใจพ่อดังสม่ำเสมอในความมืด พลันพ่อพูดขึ้น “กลัวเหรอลูก ถ้าใช่ ก็ไม่ต้องฝืน” ธีร์นิ่ง เงียบ สองมือกำจดหมายในมือแน่น พ่อเอื้อมมือมากอดบ่าเบา ๆ “โตมาแล้ว อย่าทำผิดซ้ำที่พ่อเคยทำ โกรธใคร อย่าทิ้งเขาไว้ข้างหลังเหมือนที่พ่อ…” ธีร์หลับตา ฟังเสียงจักจั่นจนเผลอร้องไห้อีกครั้ง
รุ่งสาง ทีมค้นหาเตรียมวางแผนใหม่ เสียงผู้ใหญ่กลัดกลุ้มแต่ไม่มีใครยอมแพ้ ธีร์เดินไปหยุดที่ข้างศาลาวัด หอบจดหมายที่ถูกยับมานั่งอ่านในที่สุด ข้างในคือจดหมายจากมหาวิทยาลัยในเมือง เสนอทุนให้เขาไปเรียนต่อ ธีร์สบตากับข้อความที่อ่านไม่จบมาหลายวัน น้ำตาซึมพร้อมเสียงหัวใจเต้นรัว “แล้วเพื่อนล่ะ…จะทิ้งพวกเขาไปหรือเปล่า?”
ธีร์เดินหายเข้าไปในหมอกคนเดียว อิฐวิ่งมาตาม “ธีร์ จะไปไหน! อย่าเข้าไปคนเดียวสิ!” ธีร์ตะโกนตอบอย่างสั่น “ข้าต้องหาเอง ข้าต้องขอโทษมัน ข้า…ข้าเคยน้อยใจ เห็นมันเป็นต้นเหตุที่แม่เสียไปวันนั้น” อิฐตะลึง ไม่พูดอะไร ได้แต่เดินตามธีร์อย่างลังเล
ใจกลางป่า เงาชั่วร้ายคุกคามแน่นขนัด เสียงกิ่งไม้แตกดังแว่ว ธีร์และอิฐกอดคอกันแน่น อิฐกระซิบเสียงสั่น “ข้ากลัวนะ ธีร์ เราคงตายทั้งคู่ถ้าไม่รีบหาทางกลับ” ธีร์ส่ายหน้า น้ำตาคลอ “ถ้าจะตาย ข้าก็ขอเจอมันก่อน…ขอโทษมันก่อน”
พวกเขาเดินต่อจนถึงโพรงหินเก่า พบร่องรอยเสื้อผ้าวินและเป้ขาดวิ่น อิฐเบิกตากว้าง “มันอยู่ใกล้ ๆ นี้จริง ๆ!” ธีร์ตะโกนร้องเรียกเสียงดัง “วิน! ได้ยินไหมวิน!” เงียบงัน เสียงพร่าพรายของลมเท่านั้นตอบกลับ
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงกุกกักดังแว่ว ธีร์รีบเข้าไปในโพรงหิน เจอวินนั่งขดตัวด้วยขาที่ยัง ขยับไม่ได้ สีหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยบาดแผล วินมองธีร์ด้วยสายตาดุดัน “เจ้า…จะมาทำไม ไม่กลัวหรือไง?” ธีร์สั่น “ข้ามา…ขอให้อภัย ข้า…เศร้าเรื่องแม่ แต่ผิดเองที่โทษเจ้า” วินนิ่ง น้ำตาคลอ อิฐทรุดตัวลงข้างวิน
เสียงแผ่วของวินสั่นเครือ “ข้าไม่ได้ตั้งใจ…ข้าเองก็รู้สึกผิด” ธีร์เอื้อมมือไปจับมือวินแน่น มิตรภาพและความกลัวคั่นกลางแต่ไม่ปิดกั้น
กลุ่มช่วยเหลือตะโกนมาแต่ไกล อิฐรีบตะโกนตอบ น้ำตาคลอด้วยความยินดี ทั้งสามประคองกันออกจากโพรง เผื่อนที่วิ่งนำทีมสีหน้าโล่งอกสุดขีด
ทุกคนกลับถึงหมู่บ้านอย่างเหนื่อยล้า แต่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แม่วินโผเข้าไปกอดลูกน้ำตานองหน้า พ่อธีร์ยืนรีรออยู่ข้าง ๆ ก่อนเดินมากอดลูกชายแน่น ธีร์ยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษครับพ่อ ข้าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกแล้ว”
กลางคืน ธีร์นั่งดูดาวบนหลังคา อิฐกับวินนั่งข้างกัน เผื่อนเอาผ้าห่มมาคลุมไหล่ ทุกคนเงียบงัน แต่มิตรภาพและการให้อภัยอบอุ่นในลมหายใจใต้แสงจันทร์เหนือหลังคาโลก