ลมหายใจของภูผา
เงาภูผาสูงใหญ่ทอดราวกำแพงยักษ์ขวางโลก ลมเฉือนใบหญ้า อากาศบางๆ เย็นไล้ผิว ปรานวัยสิบเจ็ดปี กำลังหิ้วกระเป๋าเดินลงทางลาดหลังเลิกเรียน น้ำเสียงหัวเราะของเพื่อนสามคน – พงศ์, มะปราง และ เหมันต์ – กระจายแว่วกลางหุบเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้ปราน นายยังแอบกลัวทางผ่านทุ่งไผ่อยู่ใช่ไหม?” มะปรางหัวเราะกระเซ้า ตาพราวระยับ
“เปล่า…ฮึ อย่าพูดให้เสียงมันออกมาเลย เดี๋ยวราตรีนี้ข้าฝันร้าย” ปรานย้อน บังคับแก้มไม่ให้ขึ้นสี
พงศ์สบตาเพื่อนๆ แล้วลดเสียงลงเมื่อเดินผ่านศาลไม้เก่าหน้าปากทางขึ้นดอย “พูดถึงฝันร้าย ช่วงนี้ที่บ้านข้าเหมือนมีเงาผ่านข้างหน้าต่างทุกคืน ว่าจะถามพ่อแต่…ไม่กล้า”
“หยุดซะทีเถอะ! พวกเจ้าจะพากันทำให้ข้าขวัญผวาตลอดทางกลับบ้านรึไง” เหมันต์เสียงต่ำ ขำกลิ่สูงเบา แต่แววตาสะท้อนแสงจันทร์เบื้องหลัง กดดันบางอย่างที่ไม่อาจพูด
ทั้งสี่เดินแทรกเงาต้นไผ่ รากเก่าแก่กอดแน่นพื้นดิน คำร่ำลือเรื่องคำสาปบนภูเขายังซุ่มซ่อนอยู่ในเสียงลม
เมื่อถึงบ้านปราน พลบค่ำคลี่คลุมแผ่นดิน แม่ก้มหน้าต้มข้าวต้ม พ่อกำลังซ่อมหม้อเก่า สโมสรหมู่บ้านเปล่งเสียงเมา ปรานวางกระเป๋ามองเงาไหววูบในหน้าต่างใจเต้นแรง นึกถึงที่พงศ์กล่าว—เจ้าภูผาเคยพรากชีวิตลุงเขาไปแล้วหนึ่งราย
ค่ำนั้น ปรานฝืนหลับบนฟูก พ่อแม่เปิดเพลงกล่อมห้องข้างเคียง เสียงลมสอดสายกิ่งไผ่เหมือนเสียงซุบซิบ คืนนี้ ทุกอย่างดูคุกคาม
เสียงวิ่งลุกลนหน้าบ้าน ปรานสะดุ้ง เงาตะคุ่มกระทบช่องหน้าต่าง—พงศ์โผล่มาหน้าซีดเหงื่อแตก “เหมันต์…มันหายไป! เดินตัดเขาไปตั้งแต่ตะวันยังไม่ตก ยังไม่กลับ!”
บ้านเหมันต์หวี่ปากด้วยเสียงผู้ใหญ่ตะโกนทุกบ้าน เปิดไฟ เดินออกเรือนไร่ตามหา ทุกคนลุยทุ่งหญ้าเพียงแสงไฟและลมหายใจหนาว ปรานหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกผิดที่ปล่อยเพื่อนไปก่อนหน้า
เวลาผ่านไปในความเงียบจัด เสียงร้องเรียกชื่อเหมันต์ขาดห้วง ปรานวิ่งลื่นล้มรากไม้แข็ง พงศ์และมะปรางตามหลังมา กระซิบไวเป็นจังหวะเร่งเร้า “นายไหวไหมปราน?”
“ถ้า…ถ้าเราหาไม่เจอ แล้ว—” ปรานเสียงสั่น ข่มน้ำตาไม่ตก
“เราต้องหาให้เจอ ขืนปล่อยไว้คืนนี้…ภูเขาอาจเอาเพื่อนเราไปจริง ๆ” มะปรางประคองไหล่ปราน น้ำเสียงแกร่งแต่ในตามีรอยหวั่นไหว
พงศ์ใช้ไฟฉายเก่าๆ ส่องระหว่างทุ่งไผ่ เสียงลมกระซิบผ่านใบไผ่เหมือนเสียงเตือนจากอดีตกาล ในหมู่บ้านนี้ ไม่มีใครลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ผู้ใหญ่สิบสามคนหายวับกับความมืดและไม่มีใครพบศพ
กลางทุ่งไผ่ ไฟฉายสะท้อนวัตถุแปลกตา เสื้อแขนยาวของเหมันต์ขาดวิ่นแขวนบนกิ่งไม้ หัวใจของปรานแทบจะหยุดเต้น เขาไม่กล้าแตะต้องของต้องห้ามนั้น ลมหายใจหอบขาดเป็นช่วง ๆ
“เหมันต์! อยู่ไหน!” ปรานตะโกนสุดแรง เสียงตอบแว่วมาเหมือนหลงทางไปในลม พงศ์มองตาพรั่นพรึง
“พวกเอ็งว่าคำสาปมัน…จริงมั้ย? ข้าคิดว่า—” พงศ์ไม่ได้พูดต่อ มะปรางดึงแขนเขาเอาไว้แน่น
ทั้งสามตัดสินใจออกเดินลึกเข้าไปใต้เงาภูผาเป็นครั้งแรก แม้ใจจะลั่น กระแสลมหนาวชวนให้เหลียวหลัง ปรานจำเสียงเล่าเรื่องราวอดีตจากยายที่พูดว่าภูเขานี้มีสิ่งที่ไม่ควรถูกกวน
ลึกเข้าไป สายตาเห็นร่องรอยเท้าบนดินเปียกเป็นชุด ปรานหยุด คำรำพึงในหัวดังขึ้น: “ถ้าย้อนเวลากลับวันนั้น…ข้าคงไม่ปล่อยเพื่อนไปคนเดียว” ความผิดพลาดยังกรุ่น ร่องรอยจูงให้ทุกคนตามไปใต้ต้นสนแก่อย่างหวาดหวั่น
เสียงบางอย่างแว่วเบาในความมืด – เหมันต์นั่งกอดเข่า ใบหน้าซีดไร้เสียง น้ำตาท่วมขอบตา เขามองตาเพื่อนทั้งสามอย่างสั่นสะท้าน
“ไอ้เหมันต์! เป็นอะไร! เกิดอะไรขึ้น!” มะปรางโผเข้ากอด เหมันต์ไม่ตอบ อยากพูดแต่เหมือนคำพูดติดอยู่ในลำคอ
สายลมกระเพื่อมปรานเสียงสั่น โลหิตแล่นแผ่ว หัวใจทุกคนเต้นเร็วเกินปกติ “เกิดอะไรขึ้น ข้าขอโทษที่ปล่อยเอ็งไว้…เอ็งกลัวอะไร”
เหมันต์โงหัวขึ้นมองใบหน้าขาวของปราน น้ำตายังไม่หยุดไหล “มัน…มันเรียกข้า ใต้ต้นสน มีเสียงดัง…เขาอยู่ข้างใน มัน…อยากให้ไปด้วย…ข้ากลัว”
พงศ์สะดุ้งชะงัก เท้าเย็นจนไม่ได้รู้สึกตัว “เสียงใครเหมันต์? ดูหน้าเอ็งสิ!”
เหมันต์ระล่ำละลัก หายใจขาดช่วง สองมือปิดหู “มัน…เสียงคนตะโกนจากดิน! เหมือนเสียงพ่อข้า แต่ไม่ใช่!”
มะปรางโอบ มือแกสั่น “ไม่มีใครอยู่ใต้ดิน ที่นี่มีแต่เรา อย่าคิดมากนะ”
ปรานสัมผัสเงามืดที่ไหลผ่านใจ รู้ดีว่าทุกคนไม่ได้โกหก แต่ความกลัวปิดปากไว้ ความจริงในหมู่บ้านนี้น่ากลัวกว่าคำสาป – คือความเงียบและบาดแผลที่ไม่มีใครอยากพูด
ทุกคนพาเหมันต์กลับหมู่บ้าน เด็กๆ ที่คอยส่องไฟฉายมาจนขอบตาแดง ผู้ใหญ่เลิกตะโกน ตามด้วยคาถาและข้าวเปลือกไว้หน้าศาลไม้
คืนนั้น พ่อแม่ของเหมันต์นั่งเงียบ ปรานเองทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง คำพูดติดอยู่ในลำคอ เขาโทษตัวเองที่ไม่เข้าใจความหวาดกลัวของเหมันต์มาก่อน
รุ่งเช้า หมอกบางพันรัดภูเขา อีกครั้ง กลุ่มเพื่อนชุมนุมที่ข้างห้องเรียน พงศ์เอียงคอซ่อนรอยฟกขาวที่ขมับ มะปรางเงียบผิดปกติ ส่วนเหมันต์นั่งก้มหน้าเลี้ยงหมู่อยู่นาน
“ข้าไม่อยากกลับไปที่ตรงนั้นอีกแล้ว” เหมันต์เสียงพร่า ตากลมดำวาว
“เอ็งแข็งแกร่งมากแล้วนะ เราเอาเพื่อนเรากลับมาได้ ข้าภูมิใจในตัวทุกคน” มะปรางส่งยิ้ม ทว่าปรานเห็นรอยห่วงใยปิดบังในแววตา
“อย่าพูดว่าภูมิใจ ยังไม่จบ” พงศ์ฮึดฮัด “เอ็งคิดว่าที่บ้านข้ายังเชื่อไหมว่าคำสาปมีจริง ข้าอยากรู้ความจริง…พวกเอ็งอยากรู้ไหมว่าทำไมต้องมีศาลไม้เฝ้าปากดอย”
ปรานนิ่งนึก ชั่งใจ “ข้ากลัว…แต่ถ้าไม่รู้ ข้าคงอยู่กับความกลัวนี้ไปทั้งชีวิต ข้าต้องการรู้ความจริง”
สามคนอื่น ๆ สบตากัน แววตาสะท้อนความลังเลแต่ในสายเลือดยังเต็มไปด้วยไฟอยากรู้
ตกดึกอีกครั้ง กลุ่มสี่คนตัดสินใจแอบปีนรั้วไปศาลไม้หน้าดอย ลมหายใจทุกคนหนักแน่น ลมหายใจหอบหน้าไม้กลัวจะมีคนมาเห็น
แสงจันทร์ขาวนวลสาดรถถีบเก่าและตู้ไม้กรอบพัง หน้าศาลไม้มีถ้วยน้ำและดอกไม้ร่วง เปลือกข้าวเปลือกกระจายอยู่บนพื้น
“นายคิดว่าในศาลนั้นมีอะไร?” เหมันต์กระซิบแผ่ว
“แก่บ้านข้าว่าศาลนี้ถูกสร้างไว้เพื่อปกกันบางอย่าง…ไม่ให้หนีกลับขึ้นเขา” พงศ์กระซิบตอบ มะปรางเติมเชิงสำเนียง “หรือ…เพื่อขังบางอย่างไม่ให้ลงมา?”
ปรานใจเต้นแรง รีบร้อนบิดลูกบิดประตูศาลไม้ ประตูกรอบเก่าร้องเอี้ยด—ข้างในมีเพียงพระไม้เก่า รอยข่วนเต็มฐาน ฝุ่นจับหนา คำสาปนั้นยังไม่มีคำตอบ
มะปรางก้มกราบที่พื้น เอื้อมมือไปแตะรอยข่วน เธอเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ “ฝีมือคน…หรือสัตว์กันนะ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตรวจดูรอยข่วน เสียงขยับกรอบประตูแผ่ว ๆ ลอดมากับสายลม เหมันต์สะดุ้ง ถอยกรูด พงศ์ตะโกน “ใครน่ะ!” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแต่เงาจากต้นไผ่เคลื่อนตัวบนพื้นศาล
ปรานชิดตัวเข้ากลุ่ม หัวใจเขาเต้นแรงกว่าครั้งไหน “ที่นี่…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ฉับพลัน เสียงกรีดร้องของหญิงผู้หนึ่งจากในป่า ทุกคนหยุดนิ่ง ยืนฟังในความมืดลึก
“เราควรกลับออกไปไหม” มะปรางเสียงแผ่ว
“ถ้าเรากลับไปตอนนี้…เราก็จะไม่รู้ความจริง” ปรานตัดสินใจ กระชับมือเพื่อน ก่อนตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่า
มะปรางกัดปากน้ำตาไหล เธอกลัวแต่ไม่โต้เถียง พงศ์หายใจแรงตามหลัง ทุกคนพยายามไม่พูดถึงความเย็นวาบปลายเท้า
ลึกเข้าไปในป่าไฟฉายส่องผ่านเงาดำขึงขัง เหมันต์หยุดหัวใจหาย สะอื้นเบา ๆ สองมือสั่น “อย่า…อย่าให้ข้าเข้าไปคนเดียว”
ปรานดึงแขนเหมันต์มากุมไว้แน่น “เราอยู่ด้วยกัน เอ็งไม่ต้องกลัว”
สิ่งที่รออยู่กลางป่าคือเนินดินที่ถูกขุดใหม่ มีกิ่งไม้กางกั้นเป็นรูปแปลก พงศ์เดินเข้าไปดูแล้วยกมือปาดเหงื่อ “นี่มัน…ศพสัตว์?”
ร่างบางอย่างซ่อนใต้ผ้า มะปรางย่อตัวลง ใช้ไฟฉายส่องดูเห็นรอยข่วนที่ขา เธอกลืนน้ำลาย
“ถ้าไม่ใช่สัตว์…ถ้ามันเป็นสิ่งที่เค้ากลัวกันในหมู่บ้านล่ะ?”
เหมันต์ปาดน้ำตา “พ่อตายใต้เนินนี้…ข้าเคยเจอเขาตอนฝนตกปีนั้น จำได้แต่เสียงร้อง”
บรรยากาศเงียบกริบ ปรานหันมองตาแต่ละคน เขาค้นหาคำว่า “ความกลัว” และ “ความจริง” ในแววตาของพวกเขาเอง
เสียงลมหายใจหนักขึ้น ปรานเข้าไปสัมผัสผ้าคลุม เปิดออกเผยร่างสัตว์ป่าโดนลากกัด แต่ที่น่าสะพรึงกว่าคือเหรียญทองเก่า ๆ ที่แขวนอยู่รอบคอสัตว์ตัวนั้น เป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เห็นบนฐานศาลไม้
“มันหมายถึง…อะไรกันแน่?” พงศ์ถาม ทุกคนเงียบ
“ข้าเคยได้ยินยายบอก เหรียญนี้เป็นของ ‘ผู้เฝ้าภูผา’ คนแรก ๆ ที่มาก่อนเรา แต่แก่บ้านข้าไม่คุยเรื่องนี้…” มะปรางเสียงหาย
“ข้ากลัว…ข้ากลัวว่าเราจะเป็นเหมือนพ่อข้า” เหมันต์ผวากอดเพื่อน น้ำตาไหลเงียบ ๆ
เวลาแห่งความจริง ทุกคนต้องเผชิญหน้าความกลัวของตนเอง ปรานตัดสินใจแน่วแน่ “เราจะไปถามความจริงจากผู้เฒ่า ไม่มีใครจะหยุดเรา เพราะถ้ายังกลัวอยู่อย่างนี้ เราอยู่ต่อไปไม่ได้”
กลุ่มเพื่อนพากันหาเฒ่าเนียน ชายชราตามัวมีกลิ่นสมุนไพรคลุ้ง ปรานหน้าซีดแต่พูดตรง “ตา เราขอรู้ความจริงเรื่องภูผา เรื่องศาล เรื่องเหรียญ”
เฒ่าเนียนนั่งนิ่ง ความเงียบยาวนานก่อนเสียงแตกพร่า “เจ้าพ่อภูเขากับคำสาป ไม่ได้ไล่คนออกจากหมู่บ้าน…แต่กันคนไม่ให้เข้ามากกว่า ใครฝืน คนจะหายไป ไม่ใช่เพราะผี แต่เพราะกลัวจนหลงป่า คนในหมู่เรายังไม่ยอมพูดความจริงเพราะกลัวกันเอง”
“แล้วเหรียญพวกนี้…” พงศ์ชูเหรียญมาตรงหน้า
“มันคือเครื่องหมายของผู้เฝ้าเคยอยู่ กลัววันหนึ่งจะมีคนไม่ฟังเสียงเตือน เสียงร้องที่เหมันต์ได้ยินไม่ใช่ผี แต่คือเสียงคนในใจเอ็งเอง”
เรื่องราวค่อย ๆ เปิดเผย คำว่า “คำสาป” กลายเป็นความกลัวในใจ เมื่อเพื่อนทั้งสี่ได้พูดความรู้สึกออกมา ซึบซับบทเรียนของความกลัวและความลับที่ค้างคา ทุกคนเริ่มเรียนรู้การให้อภัยตัวเอง
เช้าวันใหม่ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า ปรานยืนบนเขา เหมันต์ยิ้มบาง ๆ ข้างกัน มือเกาะกันแน่น พงศ์และมะปรางมองตากันถอนใจ ทุกคนเปลี่ยนไปทีละนิด ไม่มีใครกลัวภูเขาแล้ว มิตรภาพเข้มแข็งขึ้น และชีวิตดำเนินต่อไปด้วยความกล้าใหม่
ภูเขายังคงสูงใหญ่เหมือนเดิม แต่ใจของพวกเขาเติบโตขึ้น ไม่ใช่เพราะคำสาปหายไป แต่เพราะพวกเขาเดินผ่านความกลัวด้วยกัน