ฟ้าเดียวในหอพักหมายเลขห้า
“แม่ครับ เดี๋ยวผมจัดของเองได้ครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง” เฟิร์สพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ขณะช่วยแม่ขนกระเป๋ากีฬาสีขาด ๆ เข้าไปในห้องพักหมายเลข 521
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงแดดยามเย็นลอดผ่านหน้าต่างไม้เก่า เสียงรถเมล์ที่แล่นผ่านถนนหน้าหอพักดังเข้ามาแผ่ว ๆ เฟิร์สมองผนังที่ลอกเป็นแผ่น ด้านข้างเขาคือเตียงว่างอีกเตียง ไร้ข้าวของขยับไหวใด ๆ
แม่แตะแขนลูกชายเบา ๆ “ถ้าตื่นมาดึก ๆ กลัวอะไรโทรหาแม่ได้ตลอดนะลูก”
สายตาเฟิร์สหลบไปทางหน้าต่าง เขาสูดหายใจลึกแล้วพยักหน้า “ผมโอเคครับ”
หลังจากแม่เดินจากไป เฟิร์สล้มตัวนอนบนเตียง ลมหายใจสั่นนิด ๆ เขาข่มเปลือกตาลง แต่เสี้ยววินาทีเขากลับลืมตามา… ใต้ประตูหน้าห้องคือเงาดำเลือนรางขนาดเท้าคน มันไหวไปมา ไม่เข้าจังหวะกับแสงไฟข้างนอก
เฟิร์สยกโทรศัพท์ขึ้นมองเวลา ตีหนึ่ง หัวใจเขาเต้นแรง หูฟังเหมือนจับเสียงกระซิบแผ่วจากทางเดิน…
เสียงไม้พื้นแกรกกรากทำให้เฟิร์สลุกขึ้นนั่ง พลันมือหนึ่งเคาะประตูดัง เบา ๆ แต่ถี่จนเขาต้องกลั้นใจ เขาเดินไปแง้มประตูช้า ๆ ด้านหน้าคือชายหนุ่ม รูปร่างสูง คิ้วขมวดหนา กระเป๋าเป้สะพายหลังสีดำ “นายน่ะ เพิ่งย้ายเข้ามาเหรอ” เขาถาม
“ใช่ครับ ชื่อเฟิร์ส…”
อีกฝ่ายส่งมือมา “กิ่ง อายุสองปีปีสาม อยู่ห้อง 523 ตรงข้ามนี่แหละ เพิ่งเห็นหน้าตาใหม่ ๆ เลย คิดว่าจะมีผีไหมในหอนี้” กิ่งแซวเสียงจริงจังแต่มีรอยยิ้มหลบอยู่ในแววตา
เฟิร์สหัวเราะแห้ง ๆ “อย่าแซวกันสิพี่ ผมช็อกหมด นี่นอนคนเดียว กลัวจะหลอนเลย”
กิ่งยักไหล่ “ระวังเสียงเคาะห้องตีสามละกัน ได้ข่าวว่ามีเด็กห้องนี้เคยเห็นคนเดินผ่านประตูกลางคืนบ่อย ๆ” เสียงนั้นเหมือนจริงแต่จงใจล้อ
เฟิร์สเม้มปากแน่น มองไปยังเงาใต้ประตูที่เมื่อครู่… ตอนนี้กลับไม่มีแล้ว
…
เช้าวันใหม่ เฟิร์สเดินลงบันได หิ้วกล่องข้าว เขาเจอหญิงสาววาดรูปอยู่ตรงโถงทางเดิน “สวัสดีครับ พี่เป็น…”
หญิงสาวยิ้มให้อย่างเบื่อหน่าย “แคร์ ห้อง 527 ชอบออกมาวาดรูปตอนเช้า ๆ เผื่อจะวาดอะไรได้เคลียร์ ๆ”
เฟิร์สตะกุกตะกักนิดหน่อย “ผมชื่อเฟิร์ส เพิ่งย้ายมาครับ คืนแรกก็หลอนเลย…”
แคร์หัวเราะเบา ๆ ไม่เงยหน้าขึ้นจากรูป “อย่าเพิ่งฟังตำนานอะไรจากพวกผู้ชายชั้นห้านะ ไม่มีจริงหรอก เดี๋ยวก็ชิน”
“นั่นสิ…แต่เมื่อคืนเหมือนผมจะเห็นอะไรเดินผ่านห้องจริง ๆ” เฟิร์สเปรยช้า ๆ น้ำเสียงสะท้อนความกังวล
แคร์หยุดวาด พลิกสมุด เผยให้เห็นภาพวาดเป็นรูปร่างเงามืดคล้ายกับที่เฟิร์สเจอเมื่อคืน “ก็มีอีกคนเคยเห็นเหมือนกัน…”
…
คืนต่อมา ฝนตกหนัก เฟิร์สกับกิ่งและแคร์รวมตัวกันที่ห้องโถง พวกเขาเล่นไพ่ พร้อมแซวเรื่องผี ล้อกันไปมา
แคร์จู่ ๆ ขยุ้มแขนตัวเองแน่น ก่อนมองไปยังมุมมืดของโถง เฟิร์สรู้สึกขนลุก เสียงในหัวดังขึ้นมาแปลก ๆ
กิ่งเอ่ยเบา ๆ “ถ้ามีอะไรกวนใจ อย่าคิดว่าต้องรับทุกอย่างคนเดียวนะ ที่นี่ คนเราต้องมีเพื่อน”
สายตาเฟิร์สมองสบตากิ่ง เงียบงันครู่หนึ่ง เขาเริ่มสงสัยว่าในหอพักแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่เกินกว่าที่เห็น
เมื่อไฟดับลงอย่างฉับพลัน ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบ เฟิร์สรู้สึกถึงไอความเย็นที่ไหลผ่านหลังคอ…
เสียงโทรศัพท์สั่น เฟิร์สเหล่มอง เป็นข้อความแปลก: “อย่าไว้ใจเธอ เด็กผู้หญิงวาดรูปคนนั้นมีความลับ”
เขามองไปทางแคร์ เห็นใบหน้านิ่งเฉยที่เหมือนจงใจซ่อนอะไรบางอย่าง
…
คืนต่อมา เฟิร์สกลับห้องดึก พบว่ารองเท้าของตนเปื้อนโคลน แสงไฟทางเดินดับวูบไปเอง เขารีบไขห้องแต่ประตูติด พอเข้าไปได้ ก็เห็นจดหมายลึกลับวางอยู่หน้าเตียง “ถ้าอยากรู้ความจริง ไปที่ชั้นใต้ดินคืนนี้”
เขาตัดสินใจเล่าให้กิ่งฟัง กิ่งถอนหายใจ “มันเหมือนล้อกันเล่นนะ แต่คนที่เคยอยู่ชั้นห้านี้บอกว่าชั้นใต้ดินห้ามลงไปยามค่ำคืน ไม่งั้น…จะพบความจริงที่ไม่อยากรู้”
เฟิร์สนั่งลังเล มือกำจดหมายแน่น เสียงหัวใจดังขึ้นในอก สายตาฉายแววกลัว แต่แคร์เดินเข้ามาเงียบ ๆ “ถ้าอยากไป ฉันจะไปด้วย”
กิ่งสบตากับแคร์ “ถ้างั้นเราจะไปด้วยกัน”
…
เที่ยงคืน ทั้งสามคนนั่งข้างประตูลับชั้นใต้ดิน เงียบสงัด มีเพียงเสียงนาฬิกาตี ทุกคนดูประหม่า กิ่งหยิบไฟฉายออกมา “พร้อมนะ?”
เฟิร์สสั่นเครือแต่พยักหน้า เบื้องหน้าคือบันไดแคบ ๆ ลงสู่ห้องที่มืดสนิท
แคร์กระซิบแผ่ว “ถ้ากลัว อย่ากลั้นไว้ เฟิร์สไม่ใช่คนเดียวที่เคยกลัวที่นี่”
เฟิร์สสบตาเพื่อนใหม่ทั้งสองคน ความกลัวที่เขาพยายามหนีมาตลอด กลับลังเลในใจ เขาหายใจเข้าออกช้า ๆ ก้าวแรกเหยียบลงบันไดไม้โบราณ…
กลิ่นอับชื้นเข้าจมูก ผนังแตกร้าว ใต้เงาไฟฉายคือประตูไม้เก่าที่ลงกลอนไว้แน่น “ตรงนี้เลยหรือเปล่า…” กิ่งถามเสียงต่ำ
เฟิร์สยกมือลูบประตูเบา ๆ ทันใดนั้นเสียงขูดที่ด้านในดังขึ้น มือลั่นปลดกลอนพร้อมกับแรงผลักจากอีกข้าง ประตูเปิดออกเผยให้เห็นห้องแคบ ๆ กับกำแพงที่มีรอยขีดวัยเด็กซ้ำ ๆ ราวจารึกความลับอะไรบางอย่าง
กลางห้อง มีรูปถ่ายเก่า ๆ กองอยู่ เฟิร์สหยิบขึ้นดู เห็นภาพเด็กผู้ชายในหอพักเดียวกันนี้ ยืนยิ้มคู่กับหญิงสาวผมยาวในเงามืด
แคร์หยิบภาพในมือ “เด็กคนนี้ มีใครจำได้ไหม”
กิ่งนิ่งไปนานก่อนตอบเสียงหนัก “เขาคือเพื่อนสนิทเก่าของฉัน…หายตัวไปเมื่อสามปีก่อน ไม่มีใครเจออีกเลย ตอนนั้น…เราเคยเล่นซ่อนแอบที่นี่แต่ไม่ได้ตามหาเด็กคนนั้นจริง ๆ”
เฟิร์สมองสีหน้ากิ่ง เขารู้สึกถึงบาดแผลในใจเพื่อนใหม่
จู่ ๆ มีเงาบางอย่างพุ่งวูบข้ามห้อง ส่งเสียงกระซิบเศร้าใจ “ทำไมไม่ตามหาฉัน…”
ไฟฉายในมือเฟิร์สดับสนิท แสงสุดท้ายเผยให้เห็นร่างเด็กชายเดินผ่านผนังหายไป กิ่งร้องเรียกชื่อเด็กในภาพเสียงสั่น พร้อมบทสะอื้น
ฝาผนังปรากฏลายมือเล็ก ๆ เฟิร์สแตะเบา ๆ ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านร่าง
“ความผิดของเราทุกคน คือการไม่กล้าเผชิญกับอดีต” เสียงแคร์เบาหวิว “ฉันเองก็เคยกลัว จนวันนั้นวาดแต่ภาพหลบเลี่ยง ไม่กล้ามองความจริง”
เฟิร์สนั่งสงบนิ่ง เขาเผลอร้องไห้ น้ำตาไหลลงบนมือ “เราต้องกล้ายอมรับกันใช่ไหม”
ใต้เงามืด กลิ่นอับยังกรุ่นอยู่ ทุกคนเงียบสักพัก ก่อนแคร์วางมือบนบ่าทั้งสองคน “คืนนี้ เราไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน แต่เป็นเพื่อนที่ต้องผ่านอดีตให้ได้”
…
อาทิตย์ต่อมา เฟิร์สเริ่มใช้ชีวิตหอพักใหม่ เขากล้าเปิดใจแบ่งปันกับทุกคนมากขึ้น กิ่งกับแคร์กลายเป็นเพื่อนสนิท สายตาแต่ล่ะคนอ่อนโยนมากขึ้น เฟิร์สบอกแม่ด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ที่นี่…ผมไม่ได้อยู่คนเดียวครับ”
พวกเขาพากันนำภาพถ่ายกับกระดาษจากห้องใต้ดินไปวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหอพัก เพื่อขอขมาวิญญาณเด็กชาย คืนนั้นทั้งสามคนยืนอยู่ด้วยกัน ท่ามกลางสายลมเอื่อย เฟิร์สยิ้มอุ่นใจในความสัมพันธ์นี้
คืนสุดท้ายก่อนสอบ เฟิร์สกับแคร์นั่งริมหน้าต่างมองดาว
“นายยังกลัวอยู่ไหมเวลาคิดถึงอดีต” แคร์ถามอ้อมแอ้ม
เฟิร์สหันมา ยิ้มเข้มแข็งขึ้น “ผมยังกลัว…แต่ผมจะไม่หนีอีก”
แคร์หัวเราะเบา ๆ “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการไม่กล้ายอมรับตัวเอง ถ้านายทำได้ ฉันก็คงต้องลองเหมือนกัน”
เฟิร์สผละสายตาไปยังเงาจาง ๆ ของดาวบนกระจกหน้าต่าง ความเย็นของค่ำคืนนั้นอบอุ่นขึ้นจากมิตรภาพที่เพิ่งก่อตัว
เสียงกระซิบลึกลับที่ตามหลอกหลอนคืนก่อน เงียบหายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงความผูกพันและรอยยิ้มของหนึ่งมิตรในหอพัก…ที่ต่อจากนี้จะไม่มีใครกลัวความมืดอีกต่อไป