สายลมในเดือนกรกฎาคม
เสียงฝนเปาะแปะกระทบหลังคากระเบื้องเหนือศีรษะ กลุ่มวัยรุ่นสองสามคนนั่งรวมกันที่ระเบียงตึกคณะแพทยศาสตร์ แววหลุบตาลงมองโน้ตในมือ ขณะที่เพื่อนข้างๆ กำลังคุยเฮฮาเรื่องซีรีส์ใหม่ล่าสุด เธอไม่ได้พูดแทรก กลับเอาแต่ขีดเขียนเรื่องการตรวจร่างกายตามแนวทางใหม่แต่เหมือนใจลอยไปที่อื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พีทเดินเข้ามาวางเป้กระแทกเสียงบนพื้น เสียงหัวเราะค่อยๆ แผ่วลง เหมือนต่างคนต่างรู้แก่นิสัยของพีท เพื่อนชายผู้มักตีรวนในทุกเรื่อง ยกเว้นแววเท่านั้นที่เขาจะพูดนุ่มนวล “อ่านถึงไหนละแวว?” เขากระซิบถามข้างใบหู
แววยิ้มบาง “ยังข้อแรกนะ ไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไรเลย”
พีทถอนหายใจนิด “คืนนี้ไปอ่านที่ห้องสมุดด้วยกันมั้ย เผื่ออะไรจะเข้าหัวมากขึ้น”
ความเงียบระหว่างคู่นี้อยู่เพียงชั่ววินาทีก่อนที่แววจะพยักหน้า เพื่อนคนอื่นๆ ลอบมองยิ้มๆ แต่ไม่มีใครล้อ เรื่องแบบนี้ในกลุ่มถือเป็นธรรมดา แต่สำหรับแวว มันเหมือนการเดินเข้าสู่เขตแดนที่ยังไม่กล้าก้าวข้าม
ค่ำคืนนั้น ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเงียบกริบ มีแค่ไฟสลัวจากโต๊ะอ่านหนังสือของพวกเขา แววนั่งกอดหนังสือ ขณะแสงไฟส่องใบหน้า สะท้อนความหม่นในดวงตา พีทพลิกโน้ตยื่นให้ พลางมองสีหน้าของเธอ
“แวว…ช่วงนี้ดูเครียดนะ” พีทถามเบา ๆ
แววหยุดเขียน ละสายตาไปทางฝนที่กระทบกระจก “ก็กลัว…กลัวจะสอบไม่ผ่าน กลัวทำให้แม่ผิดหวัง…” เธอเงียบ ปากเม้มแน่น
พีทยิ้มปลอบ “ถ้ามีคนเข้าใจเธอมากสุดคงเป็นฉัน บอกแล้วว่าถ้าไม่ไหวให้พีทช่วย”
แววหลบตา “ขอบคุณนะ…พีท”
ในคลื่นความเงียบคืนนั้น มีเพียงเสียงฝน พีทยื่นมือมาแตะหลังมือเธอโดยที่ไม่ทันคิด แววสะดุ้งน้อยๆ ก่อนที่พีทจะชักมือกลับ เงียบงันชั่วขณะ ทั้งสองกลับไปจมอยู่กับหนังสืออีกครั้ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันเวลาในฤดูกาลสอบดำเนินช้า ๆ กว่าปกติ แววเริ่มขยันมากขึ้น เธอหันมาอ่านหนังสือคนเดียวบ่อยขึ้น พีทสังเกตเห็นว่าเธอเหมือนหลีกเลี่ยงเขาเล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาเอาหนังสือหรือขนมมาให้ แววจะรับอย่างเกรงใจ แล้วรีบขอตัวกลับ
ที่คาเฟ่หลังตึกคณะ พีทนั่งกดโทรศัพท์ ฟังข่าวการสมัครทุนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของเพื่อนร่วมคลาส กลุ่มที่คาเฟ่คุยกันเสียงดังถึงแผนอนาคต บางคนอยากไปต่อเมืองนอก บางคนอยากกลับบ้านทำงานต่างจังหวัด ต่างจากเขาที่ใจยังหลงติดกับที่นี่…หรือคนที่ยังอยู่ตรงนี้
แววเดินเข้ามาช้า ๆ วางกระเป๋าลงตรงข้าม พลางหยิบโน้ตมาเปิดอ่าน
“เธอเงียบไปเลยช่วงนี้” พีทเอ่ยขึ้นโดยไม่สบตา
“ไม่เงียบ…แค่ยุ่ง ขอโทษที ถ้าทำให้คิดมาก”
เสียงรอบข้างดังขึ้นด้วยเสียงหัวเราะของคนอื่น ๆ แต่ในโต๊ะนั้นเงียบงัน แววเผลอจ้องพีทครู่หนึ่ง “พีท…สมัครทุนแลกเปลี่ยนหรือยัง”
พีทแสร้งหัวเราะ “ฉันเหรอ? เธอคิดว่าฉันจะไปไหน? ทุกคนดูมีเป้าหมายกันหมด…”
“แล้วเป้าหมายของพีทล่ะ” แววถามขึ้น ไม่มั่นใจในคำตอบของตัวเอง
อีกฝ่ายนิ่ง “ยัง…ยังไม่รู้เหมือนกัน”
จากวันนั้นทั้งคู่เหมือนห่างกันโดยไม่พูด
ช่วงเวลาแห่งการสอบมาถึง ห้องสอบเงียบสงัด เสียงดินสอขูดกระดาษเบา ๆ แววนั่งเครียด ดวงตากวาดซ้ายขวาราวกับหาคำตอบบางอย่าง เธอมองหาใครบางคน แต่พีทนั่งห่างไกลเหมือนสองโลกขนานกัน
สอบเสร็จ แววเดินออกมา พีทยืนรอที่ระเบียง สายตาเขาอ่อนโยนแต่ระวัง
“เหนื่อยไหม” เขายิ้ม
“มาก…” เธอตอบ “แต่ก็โล่ง”
ทั้งสองยืนข้างกันท่ามกลางลมเย็น สายลมกรกฎาคมเข้าสู่ฤดูใหม่ของชีวิต
นั่นคือค่ำคืนที่ทั้งคู่จะจดจำ
งานเลี้ยงรุ่นเย็นวันเสาร์ แววแต่งกายเรียบง่ายแต่สะอาดตา เธอเดินไปกลางลานหน้าเวที ขณะที่เพื่อนในกลุ่มกำลังล้อมวงเต้นรำ พีทยืนมองจากไกล ๆ พวงดอกไม้ในมือเหี่ยวเฉานิดหน่อยเพราะฝนโปรยก่อนหน้า
พีทลังเลว่าสมควรเข้าไปดีไหม เสียงในใจตีกัน ฉันควรบอกสิ่งที่คิดไหม หรือควรปล่อยให้เธอเดินออกไปช้า ๆ จากชีวิตฉันเอง
แววบังเอิญหันมาเจอพีท สบตากันครู่หนึ่งที่เหมือนทั้งเวลาหยุดนิ่ง ก่อนฝนจะโปรยลงมา เพื่อนๆ โห่ร้องวิ่งหลบ ทุกคนแตกออกจากลานเหลือแต่เขาและเธอยืนอยู่กลางสายฝน
“ทำไมไม่หลบฝน” แววถาม
“เพราะมีคนที่ยังไม่ได้บอก…” พีทพูดไม่จบก็กลืนถ้อยคำลงคอ มองแววที่ยิ้มและยื่นมือมาเก็บเศษดอกไม้ออกจากมือเขา
พีทธรรมดาแต่อีกใจหนึ่งเหมือนจะพูดต่อ แต่เลือกจะเงียบแทน กลับกลายเป็นเราสองคนยืนอยู่กลางฝน ที่ไม่ได้มีถ้อยคำใดๆ เกินกว่าที่หัวใจรับรู้
หลังจากงานเลี้ยง ทั้งคู่คุยกันสั้น ๆ เรื่องอนาคต พีทบอกแววว่าเขาตัดสินใจจะสมัครทุนแลกเปลี่ยนตามที่กลัวนักหนา แววเงียบ คำตอบเดียวในใจเธอคือ “ดีใจด้วย” ปากพูดแต่หัวใจปวด
วันเวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน พีทสอบสัมภาษณ์ทุนผ่าน อยู่ดี ๆ กลับกลายเป็นคนใกล้จะจากไป แววทำใจไม่ได้ เธอหาข้ออ้างหลีกเลี่ยงการเจอหน้าบ่อยขึ้น จนเพื่อนในกลุ่มเริ่มพูดคุยกันว่าอะไรทำให้คู่เพื่อนสนิทห่างกันมากขึ้นทุกที
บ่ายวันศุกร์ แววกับพีทต้องร่วมทำโปรเจคต์กลุ่มท้ายเทอม ในคลาสเรียนว่างเปล่ายกเว้นสองคนที่ต่างคนต่างนั่งอยู่คนละฝั่งโต๊ะ ทุกครั้งที่เสียงคีย์บอร์ดหยุดลง คือช่วงว่างที่พร้อมจะระเบิดเป็นถ้อยคำที่อัดอั้นไม่ยอมเอ่ย
แววยกมือเสยผม ลอบมองพีทด้านข้าง
“จะไปเรียนอังกฤษเพราะอะไร” เธอถามเบา ๆ
พีทนิ่งไปนาน “เพราะ…กลัวชีวิตที่ซ้ำซาก” เขาเสียงแผ่ว “แต่กลัวเสียเธอมากกว่า”
เขาหัวเราะกลบความประหม่า ก่อนจะพูดต่อ “กลัวเจอที่ใหม่ กลัวไม่มีใครเข้าใจเหมือนแววอีก…”
แวววางปากกา ตัดสินใจหยุดทำงาน “รู้ไหม พีท ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวอยู่ที่นี่โดยไม่มีนาย กลัวจะล้ม ถ้าหากไม่มีใครคอยรับ…”
คำพูดนั้นแขวนอยู่ในอากาศ ไม่มีใครพูดต่อจนโปรเจคต์ใกล้เสร็จ วันนั้นทั้งสองแยกย้ายกลับโดยที่แต่ละคนยังต้องคิดถึงสิ่งที่กลัวที่สุด
หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น วันเดินทางของพีทมาถึง สนามบินดอนเมืองคึกคักแตกต่างกับหัวใจแววที่ร้อนรุ่มจากการวิ่งฝ่าฝูงชน เธอฝืนสีหน้าไม่ให้ใครเห็น พอถึงจุดนัดพบ เธอเห็นพีทยืนเตรียมพาสปอร์ต ข้างกายมีแม่เขายืนปลอบเบา ๆ
แววพยายามยิ้ม “ขอให้นายโชคดีนะ” เธอพูดเสียงสั่น
พีทลากสัมภาระไปใกล้แวว หยิบหนังสือเล่มเก่าจากกระเป๋ายื่นให้ “เล่มนี้…ให้อ่านเวลาเครียด ๆ เผื่อจะนึกถึงฉันบ้าง”
แววรับหนังสือมาแน่น “แล้วนายจะเขียนมาบ้างไหม”
พีทพยักหน้า “จะเขียน…แต่เธอก็ต้องเขียนกลับด้วย เข้าใจนะ”
สายตาสองคู่ประสานกันเหมือนฟ้าคะนอง กึกก้องแต่ไม่กล้าพูดมากกว่านั้น พีทยิ้มจาง “ลาแล้วนะ”
เสียงตามสายเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง แววเงยหน้าสูดลมหายใจเข้าลึก เธออยากตะโกน อยากรั้งเขาไว้ แต่ก็ทำไม่ได้
วัน เดือน ปี ผ่านไป แววดูเหมือนตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก ชีวิตนักศึกษาแพทย์หนักหนาสาหัส เธอเริ่มมีเพื่อนใหม่ มีคนเข้ามาจีบ แต่ใจยังคิดถึงพีท เมื่ออ่านหนังสือเก่าเล่มนั้น เธอเจอข้อความสั้น “ขอบคุณที่เป็นเธอ”
ทั้งคู่ส่งข้อความหากันเป็นระยะ ครั้งแรกๆ คือคำถามเรื่องเรียน สารทุกข์ เงียบเหงาในต่างแดน ค่อยเปลี่ยนเป็นบทสนทนาสั้นๆ ทว่าสม่ำเสมอ
วันหนึ่งพีทส่งรูปตัวเองบนสะพานลอนดอนฟ้าเทา “คิดถึงเวรตรวจของโรงพยาบาลจัง”
แววยิ้ม ส่งรูปตัวเองตอนกำลังกินข้าวแกงหน้ามหาวิทยาลัย “นึกถึงมั้ย ข้าวแกงที่นี่อร่อยสุดแล้ว”
ทั้งคู่คุยกันต่อเนื่องบ้าง ขาดหายบ้าง ฝ่ายหนึ่งมีเวรหนัก อีกฝ่ายต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่ จนบางคืนพีทเงียบหายไปสามวัน แววจนใจไม่รู้จะทักอย่างไร จนในที่สุดก็ปล่อยใจให้เหงา
ระหว่างนั้นเอง ในกลุ่มเพื่อนของแววมีหมอชายหนุ่มมาร่วมกลุ่มใหม่ รุ่นพี่ที่หน้าตาอบอุ่น พาเพื่อน ๆ ไปกินข้าวบ่อย ๆ อย่างสนิท แววรู้สึกวูบไหว แต่ยังไม่พร้อมเปิดใจซ้ำ
จนค่ำหนึ่ง เธอได้รับอีเมลจากพีท “วันนี้เหนื่อยมาก คิดถึงตอนที่แววนั่งขีดโน้ตข้าง ๆ ใจเย็น ๆ นะ มีอะไรจะเล่าให้ฟังเสมอ”
แววอ่านข้อความนั้นก่อนปิดไฟ เธอวางหนังสือ ข่มตาหลับ เอ่ยคำหนึ่งเบา ๆ “ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกัน”
ฤดูกาลเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง พีทกลับมาเมืองไทยในฐานะศิษย์เก่าต่างแดน เพื่อนกลุ่มเดิมกลับมารวมตัวกันที่ร้านคาเฟ่แห่งเดิม เสียงหัวเราะคุ้นเคยแต่พีทกลับมองหาใครบางคนตลอดเวลา
แววมาสาย เธอเปลี่ยนทรงผมใหม่ มีรอยแผลเล็ก ๆ จากเวรตรวจอุบัติเหตุ เธอนั่งข้างพีทโดยไม่ได้ทักกันตรงๆ เพียงแต่แววตานั้นบอกทุกอย่าง
ในช่วงพลบค่ำ พีทเดินเคียงข้างแววที่ลานว่างหลังมอ สายลมหวนเย็น “ฉันเปลี่ยนไปเยอะเลยที่อังกฤษ แต่สิ่งเดียวที่ยังไม่เปลี่ยน คือคิดถึงเธอ…”
แววหัวเราะ “นายโกหกแน่ ชีวิตคนที่นั่นสนุกออก นายมีเพื่อนไหม”
เขาพูดจริงจัง “สนุก…แต่ไม่มีใครแทนเธอได้”
แววหยุดเดิน เสียงลมหอบเข้ามา “นายเคยสงสัยไหม ว่าเรารออะไรอยู่…”
พีทจ้องหน้าขณะลมเย็นข้างใบหู “เธอกลัวอะไรที่สุดแวว”
“กลัวจะรักนายแล้ว…เจ็บเหมือนเดิม”
ความเงียบขนาดใหญ่คั่นกลาง ทั้งสองมองลึกถึงหัวใจตัวเอง ต่างรู้ว่าอดีตที่เคยเจ็บจากการตัดสินใจผิดยังตามหลอกหลอน แต่ช่วงเวลานี้ต่างให้โอกาสกันอีกครั้ง
“เราควรลองไหม” พีทถามเสียงสั่น
“ถ้าเราลอง…ต้องสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือก่อนนะ”
พีทยื่นมือให้ แววลังเลแต่คว้ามือเขา สายลมกรกฎาคมพัดผ่านเหมือนเป็นสักขีพยานในใจทั้งสอง
ในที่สุด การให้อภัย การเติบโต และความกล้าที่จะเผชิญอดีต เป็นเครื่องพิสูจน์รักครั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวด้วยความลังเล อ้อมค้อม ค่อยใกล้ ค่อยห่างจนแทบเกือบเสียกันไป แต่สุดท้าย การยอมรับความเจ็บปวด เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเดินร่วมกัน
เสียงหัวเราะของเพื่อนในคาเฟ่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ท่ามกลางบทสนทนาของคู่รักสองคนที่ไม่ได้ต้องการคำยืนยันว่านี่คือรักแท้ใดๆ ขอแค่วันนี้มีมือที่จับกันไว้…ก็พอ