ข้างหน้าต่างแห่งความฝัน
เสียงฝนโปรยบางเบาตกกระทบขอบหน้าต่างห้องเรียนวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเช้าวันหนึ่ง เสียงสีเทียนขีดเขียนลงบนสมุดสเก็ตช์นั้นเงียบกว่าปกติ ทุกสายตาในห้องต่างหลบเลี่ยงกันเอง ยกเว้นหนึ่งคนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง – เจ, นักศึกษาชั้นปีสาม ผู้มีเสื้อฮู้ดสีเขียวซีดและดวงตาเศร้าฝ้าฟางไม่ค่อยสบตาใคร เขาถูกปลุกจากความคิดเมื่อเสียงแว่วของอาจารย์ดังขึ้นว่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ให้งานกลุ่มสองคน หาคู่และมาส่งชื่อภายในสิบห้านาที”
เสียงพลิกสมุด และเสียงจับกลุ่มหลากหลายดังขึ้นเร็ว เจก้มหน้ามองสมุดตัวเองอย่างวิตก ไม่กล้ากวาดสายตามองไปรอบห้อง เหมือนจะรอให้ใครเดินมาหา แต่เวลาผ่านไปจนเกือบหมดเวลา ทันใดนั้นขิง – หญิงสาวผมยาวประบ่า ใส่เชิ้ตขาวติดเข็มกลัดชมรมนักกิจกรรม มุ่งหน้าตรงมาที่โต๊ะของเขา เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังน้ำเสียงนิ่ง
“นายยังไม่มีคู่ใช่มั้ย? ฉันด้วย เลือกคู่กับฉันก็แล้วกัน”
เจช้อนตาขึ้นแล้วยิ้มเจื่อน หัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด “…โอเค งั้นส่งชื่อเลยหรือ?”
ขิงพยักหน้า “เดี๋ยวฉันแจ้งอาจารย์ให้” เสียงของเธอกระด้างนิด ๆ เหมือนไม่ได้ชวนด้วยความสมัครใจนัก เจเองก็ไม่ได้ปริปากบอกความรู้สึกอะไร นอกจากเก็บของเงียบ ๆ
วันต่อมา ทั้งสองนัดพบกันที่คาเฟ่ใกล้คณะ โต๊ะริมกระจกที่ฝนยังจาง ๆ อยู่ เจนั่งห่างจากขิงเล็กน้อยมือกำดินสอแน่น ขิงเปิดโน้ตบุ๊กทันที รวบผมขึ้นอย่างคล่องแคล่ว “ฉันไม่ค่อยชอบศิลปะน่ะ แต่เข้าใจว่าต้องให้คะแนนกันคนละครึ่ง ฉันขอเน้นเรื่องไอเดีย นายเน้นพวกภาพวาดได้ไหม?”
“อือ…ได้” เจตอบกลั้วเสียง หยิบปากกาออกมา แต่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ “ขอบขิง…คือ เราต้องเลือกธีมด้วยนะ อาจารย์อยากให้มัน ‘เล่าเรื่องความฝัน’”
ขิงหลบตาลง หัวเราะเบา ๆ “ความฝันเหรอ นายมีฝันอะไร?”
เจเงียบไปราวสิบวิ คิ้วขมวด “ฝันอยากวาดรูปขายเป็นอาชีพจริง ๆ แต่บ้านไม่เข้าใจ…”
ขิงเลื่อนสายตา พลันนิ่งไปเช่นกัน “คล้ายกันเลย พ่อแม่ฉันอยากให้รับราชการ แต่ฉันชอบกิจกรรม ชอบลงมือแก้ปัญหา ไม่ได้อยากอยู่กับกรอบ”
ทั้งสองจมอยู่กับความเงียบแปลก ๆ ต่างเพียงแต่ยิ้มจาง ๆ ให้กันโดยไม่ได้หันหน้ามาเจอโดยตรง
ฉากถัดไป เจและขิงเริ่มนัดพบในห้องศิลป์เสาร์เว้นเสาร์ ขิงคร่ำเคร่งวางแผนงานในขณะที่เจตั้งใจวาดพื้นหลังภาพใหญ่ด้วยมือสั่น หากแต่ละวันเสร็จไปน้อยมาก
“เอ้า นายทำไมนั่งวาดตั้งนานแต่ยังไม่ลงสีสักที” ขิงถามพลางขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้
เจอ้ำอึ้ง “…กลัวมันไม่ดี พลาดทีไรก็แบบ…” เขาทำท่าจะลบภาพอยู่สองสามหน ก่อนจะถูกขิงจับมือเบา ๆ “ไม่ลองก็ไม่รู้ว่าสวยไหมปะ?”
มือขิงเย็นเฉียบ เจสะดุ้งใจวูบ เขาดึงมือกลับช้า ๆ ฝืนหัวเราะ “ฉันไม่เก่งหรอก”
ขิงยิ้มออกมาบ้าง แต่สีหน้าก็ยังเก็บงำบางอย่าง “นายดูไม่มั่นใจเท่าไหร่เลยนะ”
เจถอนหายใจเสียงต่ำ ๆ “ก็…เคยส่งเข้าประกวด แม่ล้อ พอแพ้ก็ไม่กล้าทำอะไรอีกเลย”
ขิงโน้มตัวเข้าใกล้กว่าเดิม เสียงนุ่มลง “ถ้าเธอเชื่อฉันสักครั้งล่ะ?” แขนเธอแนบข้างแขนเจจนเขารู้สึกชัดเจน
เจไม่ตอบ ทั้งคู่หันกลับไปสนใจงานต่อ ทว่า อะไรบางอย่างในบรรยากาศเปลี่ยนไป
สองสัปดาห์ต่อมา ทั้งคู่เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น จากบทสนทนาสั้น ๆ และความเงียบแปลก ๆ ที่แทรกแซม “นายว่าคนเราควรฟังตัวเองหรือฟังครอบครัวมากกว่ากัน?”
เจนิ่งสักพัก ก่อนกล่าว “บางที…ถ้าเราเลือกตัวเอง ก็จะเหมือนทำร้ายพวกเขา”
ขิงกัดฟันเล็กน้อย เสียงสั่นเศร้า “แต่ถ้าเลือกตามใจพวกเขา เราก็หายไปเองรึเปล่า?”
เจพยักหน้ารับเบา ๆ ทั้งสองเงียบไปนาน ต่างคนต่างใช้เวลาไขว่คว้าคำตอบในใจตัวเอง
ขิงลากเจไปร่วมกิจกรรมชมรม ชวนนั่งวาดโปสเตอร์เพื่อช่วยจัดงานบริจาค “ฉันนึกว่าเธอจะกล้าขึ้น เวลาคนเยอะ ๆ”
เจหลุบตามองฝูงชน เหงื่อตรงขมับซึมชัด “ฉันยังไม่ชิน…แต่มีขิงอยู่ก็ดีกว่าเดิม”
ขิงหัวเราะเบา ๆ แล้วปล่อยให้เจทำงานของตัวเอง ทั้งสองเริ่มเข้าใจบางสิ่งในกันและกันผ่านความเงียบระหว่างมือที่ลงสีและเสียงจอแจนอกรอบงาน
ระหว่างเตรียมโปรเจ็คต์ เจมีงานบ้านหนักขึ้น แม่โทษว่าทำโปรเจ็กต์แล้วเกรดตก เจเริ่มขาดการนัดเจอ ขิงพยายามโทรหาแต่เจไม่กล้ารับสาย
“ถ้าให้เลือก นายจะเลือกแม่หรือฝันตัวเองก่อน?” ขิงถามในข้อความ
เจอ่านข้อความแต่ไม่ตอบ ทิ้งมือถือไว้จนดึก
โปรเจ็คต์เริ่มผิดกำหนด ขิงจึงตามถึงบ้าน เห็นเจนั่งอยู่กับสมุดวาดภาพว่างเปล่า แม่เจบ่นเรื่องเกรดต่อหน้าขิง ขิงยืนอึ้ง รู้สึกผิดที่ดึงเจเข้ามาทำงานกลุ่มหนัก ๆ
ออกจากบ้านเจมา ฝนเริ่มตก ขิงโทรหาเพื่อนร้องไห้ ขณะที่เจนั่งในห้องเงียบ ๆ มองผลงานเก่า พลางฉีกกระดาษทิ้งทีละแผ่น
อีกสองวันต่อมา ขิงโทรหาเจซ้ำ ๆ ในที่สุดเจรับสาย เสียงแผ่วเบา “ขิง ขอโทษ ฉัน…”
“นายโอเคมั้ย” เสียงขิงสั่นเครือ ปลายสายเงียบ
“ไม่รู้สิ ฉันแค่…กลัวไปหมด กลัวจะเสียทุกอย่าง แล้วก็กลัวตัวเอง”
“ฉันไม่ได้โกรธนาย ฉันแค่ไม่อยากให้นายหายไปเฉย ๆ”
เสียงฝนข้างหน้าต่างยังคงตกไม่หยุด
วันรุ่งขึ้น เจปรากฏตัวที่ห้องทำงานศิลป์ มาคืนสมุดสเก็ตช์ให้ขิง “ขอโทษ ฉันคงทำให้ยากขึ้น”
“นายจะเลิกจริง ๆ เหรอ?” ขิงถาม จุดน้ำเสียงผิดหวังแฝงอยู่ เจเงียบ
“ฉันก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร ทุกอย่างที่ทำก็เหมือนจะดีแต่ในสายตาคนอื่น ไม่ใช่ในใจตัวเองหรอก” ขิงพร่ำพลางยิ้มเศร้า “แต่นายเคยบอกว่าชอบวาดรูปนี่ ขิงก็แค่อยากเห็นนายวาดจนสุดทาง”
เจยืนคิดนาน นานจนขิงทำท่าจะลุกกลับก่อนจะคว้าข้อมือขิงไว้เบา ๆ “ถ้าจะวาด ขอให้เธออยู่ดูด้วยได้ไหม?”
สายตาทั้งคู่นิ่งนานเหมือนตอบกันโดยไม่ต้องพูด
ขิงนิ่งไป ทว่าในดวงตามีรอยยิ้มราง ๆ
ฉากถัดมา เจตั้งใจกับงานมากขึ้น แม้มีความกังวลแต่เขาเริ่มปรึกษาขิงเสมอ พอขิงมีปัญหาเรื่องกิจกรรมหรือบ้าน เจก็กล้าที่จะแชร์ความรู้สึกกลับบ้าง
“นายว่าถ้ามีความฝันแต่ทำไม่ได้จะเสียใจมั้ย?” ขิงถามระหว่างนั่งคาเฟ่เงียบ ๆ ใต้ร่มไม้
เจมองออกไปนอกร้าน หยาดฝนตกใส่ใบไม้ตอบเบา ๆ “อย่างน้อยถ้าพยายามสุดแล้ว คงไม่เสียใจเท่าไม่เคยเริ่ม”
ขิงพยักหน้า คำพูดนั้นถูกเก็บไว้ในรอยยิ้ม
เมื่อถึงวันแสดงผลงาน เจและขิงได้โชว์ผลงานภาพใหญ่ที่สะท้อนความฝันและความกลัวของทั้งสองคนในชื่อ “ข้างหน้าต่าง” ภาพประกอบด้วยหน้าต่างกระจกโปร่งฝนตกข้างนอก ด้านในมีสองเงาจาง ๆ ยืนฝั่งละบาน คนหนึ่งถือพู่กัน อีกคนมีต้นกล้าในมือ
ขณะที่นิทรรศการเริ่ม ขิงเห็นครอบครัวตัวเองเดินมา แม่ของเจที่เคยไม่สนใจงานศิลปะก็ปรากฎตัวเช่นกัน ทั้งสองครอบครัวนิ่งขรึมเงียบ เจลังเลแต่เดินเข้าไปหาแม่ เอ่ยเสียงค่อย ๆ “แม่ หนูขอโทษที่เคยพูดไม่ดี หนูยังอยากวาดรูป…เพราะมันคือหนู”
ขิงกุมมือเจไว้ในเงาโรงนิทรรศการ “ถ้าวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกตัวเอง…จะยอมแพ้ต่อใครอีกครั้งมั้ย?”
เจสบตาขิง ก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ “ถ้ามีเธอ ไม่มีวัน”
ตอนจบของฤดูฝน ฉากสุดท้ายที่หน้าต่างกระจกอันเดิม เจและขิงนั่งเงียบ ๆ มองสายฝนและรอยซึมของหยดน้ำบนกระจก เจวาดรูปอีกภาพ ขิงจ้องต้นกล้าในมือ
“นายกลัวไหม ว่าสักวันจะต้องแยกทาง?”
เจเหลียวมองขิง แววตาแน่วแน่กว่าครั้งไหน ๆ “กลัว…แต่ถ้ามันถึงวันนั้นจริง ๆ เราควรภูมิใจที่ได้ลองฝันไปด้วยกัน”
ขิงพยักหน้า รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฎขึ้นในความเงียบเซื่องซึมของสายฝน
โลกด้านนอกหน้าต่าง ยังคงมีฝนโปรย แต่โลกภายในใจของทั้งคู่เริ่มเปลี่ยนแปลง ความกลัวบางอย่างหายไปพร้อมหยาดฝน