สายลับในเงาฝัน
เสียงเครื่องขุดเจาะของรถไฟใต้ดินสะท้อนดังก้องในความมืด ขอบสถานีเก่ากำแพงแตกร้าว พื้นเปียกน้ำขัง อมรยืนพิงกำแพง พลางดึงไอเป๋าเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ลมหายใจเป็นไอจาง แม้จะไม่หนาวนักแต่เมืองใต้ดินแห่งนี้เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยบางสิ่งที่คนภายนอกไม่มีวันเข้าใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ข้อมูลใหม่อะไรก็ไม่มีอีกใช่ไหม?” เสียงลากแผ่วของสาวิณ เพื่อนร่วมงานของอมร ดังขึ้นอย่างไม่มีอารมณ์
อมรไม่ได้ตอบในทันที ดวงตากระซิบเงามืด “เด็กหายตัวไปแล้วสามคนในสองสัปดาห์ ทุกเส้นทางปลอดภัยแต่ก็ไม่มีร่องรอย พี่วินัยบอกตรงนี้เคยมีข่าวว่าพบรอยเท้าที่นำไปสู่ซอกกำแพงฝั่งเหนือ”
“เงียบก็เหมือนไม่มีใครอยากพูดถึง พวกเขากลัวบางอย่างที่เรายังไม่เห็นด้วยซ้ำ” อมรก้มหน้า น้ำเสียงแฝงความกังวลลึก ๆ
สาวิณขยับเข้าใกล้ พลางกวาดสายตาไปรอบตัว “คนที่นี่ซ่อนบางอย่าง…รู้สึกมั้ยว่าทุกคนมองเราเหมือนผี”
“เราไปดูที่ซอกกำแพงฝั่งเหนือกันมั้ย”
อมรลังเล ก่อนจะพยักหน้า เลือดในร่างเต้นกระชั้นทำเขานึกถึงสมัยเด็กที่หนีออกจากบ้านกลางดึก แม่ของเขามักเตือนว่าอย่าทะเล่อทะล่าเข้าใกล้ที่มืด แต่ลึก ๆ เขารู้ว่าตรูต้องเดินต่อ ถ้าไม่กล้าก้าวผ่านรอยแผลในใจ…เขาจะไม่รอด
เพียงก้าวสองก้าว สาวิณก็หยุด “นี่…ได้ยินมั้ย?”
เสียงลากวัตถุบางอย่างบนพื้น แผ่ว…เบา…ใกล้เข้ามาทีละชั้น ดูเหมือนมีบางสิ่งในกำแพงขยับ อมรชะงัก ยกไฟฉายส่อง… เงานั้นหายวับ
“ไปกันเถอะ ไม่มีอะไร” เขาข่มเสียงกลัว แต่สาวิณยังขยับไม่ออก สีหน้าขาวซีด
เมื่อเดินถึงซอกมืด เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากเงา ผมสีดำพันยุ่ง หน้าเปื้อนน้ำตา “ช่วยหนูด้วย…” เสียงสั่นสะท้านทั้งร่าง
อมรรี่เข้าไปหา จับไหล่เธอ “เธอชื่ออะไร มาจากไหน?”
“ชลนันท์…หนูหลงทาง แม่บอกว่าหายนะกำลังมา หนูหนีมา—”
ประตูเหล็กหลังสุดในซอกกำแพงดังลั่นเหมือนมีบางสิ่งพยายามผลักออก สาวิณก้าวถอยหลัง “แม่ของเธออยู่ไหน”
“ข้างในนั้น…” เด็กหญิงเสียงขาดห้วง สองมือกอดตัวแน่น ดวงตาหวาดกลัว“มันไม่ใช่แม่อีกต่อไป”
อมรมองหน้าสาวิณ พยักหน้าอย่างรู้กัน ตัดสินใจพาชลนันท์หนี แต่ขาทั้งสามหนักราวกับถูกตรึง สิ่งที่อยู่ข้างหลังกำแพงส่งเสียงแปลกประหลาด ดั่งลมหายใจที่อัดแน่นด้วยความเย็นเฉียบกับกลิ่นสนิมเหล็ก
เสียงหนึ่งกระซิบดังขึ้นในหัวอมร “กลับมา…กลับมาหาฉัน…”
อมรสั่นไปทั้งตัว สายตาเหล่มองเด็กหญิง ดวงตาคุ้นเคยกับชนิดที่รู้สึกเจ็บปวด เหมือนเป็นใครสักคนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยลืม…
ขณะหลบหนี ประตูเหล็กเปิดออก เงาร่างสูงพุ่งผ่านออกมาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เพียงเสี้ยววินาทีอมรดึงสองคนวิ่ง หัวใจเต้นกระหน่ำ เสียงหายใจสับสนรุนแรง
สาวิณสะดุดพลัดล้ม “อมร! ทิ้งฉันไว้!”
อมรลังเล ใจร้าว เขากลัวการสูญเสีย กลัวความผิดซ้ำเติมเด็กในอดีตของตัวเอง แต่สายตาชลนันท์จ้องเขม็ง “อย่าทิ้งใครไว้อีก—”
ปากอมรแห้งผาก เขาย้อนกลับไปคว้าข้อมือสาวิณ พาทั้งคู่หนีต่อ เงาร่างนั้นหยุดไม่ไล่ตาม แต่เสียงร้องครวญครางดังไล่หลังเหมือนคอยเตือนว่านรกใกล้ตัวขึ้นทุกที
เมื่อถึงปลายทางสถานีร้าง อมรหยุด ทุกคนหอบหายใจ สาวิณทรุดตัวนั่งกับพื้น “นี่มันตัวอะไร…อมร?”
อมรเงียบไปนาน “ฉันไม่แน่ใจ…แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริง”
ขณะที่ทุกคนกำลังฟื้นตัว เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งดังจากอีกฟากสถานี ชายแก่ในชุดกันฝุ่นนำขบวนชาวเมืองเดินมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงปะปนความโกรธ
“เธอพาอสูรออกมาอีกแล้ว!” ชายแก่ชี้หน้าอมร
“ผมเจอเด็กคนนี้ หญิงสาวท่ามกลางเงามืด เธอเป็นเหยื่อ ไม่ใช่อสูร”
ความตึงเครียดก่อตัว สาวิณกระซิบบอกอมร “เขาไม่มีวันเชื่อเรา”
“ถ้าคุณทนได้ไหมจะฟังเรื่องจริง…” อมรเสียงสั่นพยายามข่มใจเล่าข้อมูลที่รู้ ชาวเมืองบางคนแสดงสีหน้าสงสัย บ้างก็ควักอาวุธในเสื้อโค้ท
ก่อนจะเกิดความรุนแรง เด็กหญิงชลนันท์ลุกขึ้นยืน “แม่…แม่ยังไม่ตายหรอกค่ะ…”
เงียบกริบไปทั่วทุกโถง อมรเหลือบมองชลนันท์ “เธอแน่ใจ…”
“หนูฝันถึงแม่…แม่บอกให้ช่วยแม่ให้หลุดพ้นจากสิ่งนั้น”
เสียงร้องจากอสูรดังก้องขึ้นอีกครั้ง ทุกคนในสถานีวิ่งแตกกระเจิง อมรจับข้อมือเด็กหญิง “เธอต้องพาเราไปหาแม่”
ดวงตาเด็กหญิงแวววูบ “มันอันตราย…แต่หนูจะพาไป”
ทั้งสามออกเดินทางลึกขึ้น ผ่านเงามืดที่มีบางสิ่งขยับเคลื่อนใต้เงาไฟนีออนสีเขียว อมรอดคิดในใจไม่ได้ว่าสิ่งที่ตามหานั้นอาจไม่ใช่ปีศาจ หากแต่เป็นอดีตที่เขาต้องเผชิญหน้า
เสียงกระซิบอดีตซ้อนเข้ากับกลิ่นสนิมในอากาศ เขาเห็นตัวเองยืนข้างแม่ขณะหนีออกจากบ้านเมื่อสิบปีก่อน วันนั้นเขาตัดสินใจผิดพลาด…ทิ้งแม่ไว้หลังประตูมืดมิด แม่ถูกบางสิ่งกักขังไป
“นายโอเคมั้ย?” สาวิณดึงแขนเบา ๆ
อมรเม้มริมฝีปาก “นายเชื่อใน ‘คำสาปของคนกล้า’ มั้ย – คนที่กล้าเดินเข้าไปเผชิญสิ่งที่กลัวที่สุด?”
“ฉันไม่ถนัดนั้น” สาวิณหัวเราะอย่างเศร้า “แต่ถ้านายจะทำ ฉันก็จะอยู่ตรงนี้”
ทั้งสามเดินไปจนถึงท้ายถ้ำใต้ดิน ผนังมืดมิด แผ่นหินเก่าเปื้อนรอยเลือดสีดำ มีร่างหนึ่งนั่งพิงกับประตูเหล็ก เงาขนาดใหญ่ยืนคลุมร่างนั้นไว้ ประตูดังเอี๊ยด น้ำตาชลนันท์ร่วง
“แม่…”
เสียงตอบกลับมา เสียงสั่นเครือ “นันท์…อย่าเข้ามา”
อมรมองเงาใหญ่ เอื้อมมือจับแขนเด็กหญิง “ถ้าจะช่วยแม่ เธอต้องเชื่อใจตัวเอง”
ทันใดเงาดำขยับกราดใส่ อมรเบี่ยงตัวรับ มันทุบร่างเขาล้มกับพื้น สาวิณกรีดร้อง อมรตะโกน “นันท์ ฟังฉัน อสูรนั่นเกิดจากความกลัว ถ้าเธอไม่กลัวมันก็ไม่มีอำนาจ”
เด็กหญิงน้ำตาไหล “แต่หนูกลัวมาก…”
อมรร้อง “ฉันก็เคยกลัวจนหนีแม่มาก่อน แต่วันนี้ฉันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีก”
อมรผงกหัวลุกขึ้น เงาดำนั้นแปรเปลี่ยน เผยโฉมเป็นหญิงสาวใบหน้าเศร้า น้ำตาไหลเป็นสายธาร “ลูก…ช่วยแม่ที…”
ชลนันท์ก้าวเข้ากอด สิ่งลี้ลับสั่นสะท้าน ก่อนค่อย ๆ เลือนหาย กลิ่นอายโศกเศร้าคลายตัว ประตูกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
อมรหันมองรอบ ๆ อากาศนิ่งราวกับทุกอย่างเพิ่งผ่านพ้นฤดูพายุหนัก ดวงตาเขาแดงจัด “ขอโทษ…กับสิ่งที่ฉันเคยปล่อยมือแม่…”
แสงแรกของเช้าเล็ดลอดเข้าช่องลม อมรมองทั้งสองคนก่อนเอื้อมจับมืออย่างมั่นคง “เราออกไปข้างนอกกันเถอะ”
สาวิณยิ้ม มุมปากสั่น “นายทำสำเร็จแล้ว”
เสียงเครื่องขุดเจาะดังขึ้น เสียงหัวเราะของเด็กหญิงเจือเสียงร้องไห้ ทั้งสามเดินช้า ๆ ออกจากถ้ำ ทุกย่างก้าวแช่มช้าแต่มั่นคงมากขึ้นกว่าทุกครั้งในอดีต
อมรหันกลับไป มือขยับบอกลาอดีต ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนเงาร่างหญิงสาวในถ้ำยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมลายเป็นไอจาง ๆ รวมกับแสงสว่าง