เสียงเพรียกจากฟ้าเมฆา
แสงนีออนสีน้ำเงินฉายวาบผ่านม่านเมฆ สะท้อนเป็นลวดลายฟ้าประหลาดบนกำแพงกระจกของ “สตูดิโอศิลปะฟ้าเมฆา” สถานที่ลอยตัวสง่างามอยู่เหนือเมืองใหญ่ในอากาศ ท่ามกลางราตรี เรวัต ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ด เสยผมอย่างเคร่งขรึม ขณะกำลังวาดภาพหญิงสาวผู้ไร้ใบหน้าบนผืนผ้าใบใกล้บันไดวนกลางห้อง เขาพลิกพู่กันมือหนึ่ง เมินหน้าจากงานศิลป์มาดูเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เริ่มทยอยเดินเข้ามาในสตูดิโอ คืนนี้คือวันคัดเลือกศิลปินหน้าใหม่ ใครผ่านจะได้อยู่อาศัยและเรียนกับครูใหญ่ตลอดปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เรวัต งานนายดูน่าหดหู่กว่าเมื่อวานนะ” เสียงหยอกล้อดังขึ้น แมกซ์ เด็กหนุ่มร่างเล็กผมฟูสีน้ำตาล ซุกมือในเสื้อฮู้ด เขามองเราเวตอย่างกึ่งเย้าแหย่ ไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้
“ก็…วันนี้ฝุ่นมันเยอะ” เรวัตตอบเรียบ ๆ หลุบตาลง ถอยเล็กน้อยจากผืนผ้าใบ
นิตา สาวผมดำสั้น เจ้าของรอยสักรูปปีกนกที่ข้อเท้า เดินเข้ามาอีกคน เธอมองเพื่อนทั้งสองกลอกตา “ฝุ่น? อย่าหาข้ออ้างให้ศิลปะของตัวเองสิเรวัต”
เสียงรองเท้าหนังส้นสูงกระแทกพื้นอย่างจงใจ ปิ่น เด็กสาวผู้มีกระเป๋าผลงานใหญ่โตที่สุดในกลุ่ม ก้าวเข้ามา ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น “ฉันได้ยินมาว่า เราต้องวาดหัวข้อ ‘เสียงเพรียกจากฟ้าเมฆา’ คืนนี้ ใครได้คะแนนสูงสุดจะได้สิทธิ์เลือกครูพิเศษเอง”
สุดท้าย วายุ เด็กชายขี้อายผมฟ้า เสียงเบา พึมพำหลังโต๊ะวาด “อยากกลับบ้านแล้ว…”
ครูใหญ่เดินเข้ามา ชายสูงอายุที่แต่งตัวคล้ายวิญญาณโบราณ เขาเอามือไขว้หลัง “ขอต้อนรับสู่ค่ำคืนที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเธอ เชิญแสดงตัวตนที่แท้จริงกับ ‘เสียงเพรียกจากฟ้าเมฆา’ ผลงานของใครสะท้อนหัวใจตนเองที่สุด จะได้อยู่ต่ออย่างสมศักดิ์ศรี”
เรวัตขบกรามแน่น พยายามซ่อนมือที่สั่น คำพูดว่า ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ราวกับชี้ตรงหัวใจเขา
แมกซ์เดินไปหาแคนวาส ใจกระวนกระวาย “มีแต่คนฝีมือดีทั้งนั้น ฉันดูเหมือนไม่ควรอยู่ตรงนี้เลย…”
“ไม่เอาน่าแมกซ์” นิตาเหลือบมอง “นายมีอะไรในใจตั้งเยอะ ออกมาแสดงให้เห็นสิ”
“กลัวว่ามันไม่พอ…” เขาเสียงเบา แล้วมองไปทางเรวัต
ขณะที่ทุกคนเริ่มจรดพู่กันลงบนแคนวาส สายลมจากหน้าต่างเปิดกว้างพัดผืนผ้าใบของวายุปลิวลงพื้น เขารีบคว้าไว้ แต่ก็ทำสีหกใส่กระเป๋าของปิ่นโดยไม่ตั้งใจ
น้ำเสียงของปิ่นฉุนเฉียว “นายช่วยดูอะไรให้มันดี ๆ หน่อยได้มั้ยวะวายุ?!”
วายุหน้าเสีย ก้มขอโทษเบา ๆ เรวัตมองเหตุการณ์นั้นเงียบ ๆ ดวงตาวูบไหวเล็กน้อย
ฤดูร้อนในสตูดิโอศิลปะฟ้าเมฆาไม่เคยง่าย ช่วงค่ำมักเกิดเรื่องราวประหลาดที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง เสียงแปลก ๆ จากห้องเก็บพู่กัน เสียงฝีเท้าข้าง ๆ กำแพงที่ว่างเปล่า ทุกคนต่างแสร้งไม่สนใจ แมกซ์เดินหลบมุมเพื่อระบายสีน้ำ ชำเลืองมองกลุ่มที่ยังมีปัญหากัน แล้วถอนหายใจ
นิตาจ้องผลงานตัวเองนิ่ง ๆ พึมพำกับตนเอง “อยากบินได้เหมือนนกซะจริง…”
เรวัตยังนิ่ง ตัดสินใจจรดพู่กัน ลองเขียนท้องฟ้าใต้แสงจันทร์ แต่มือกลับแข็งเกร็ง ความทรงจำถึงเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วที่เขาทำพังทุกอย่างยังเกาะกุมใจ
เสียงแปลกดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนหันไปจ้องหน้ากัน แมกซ์กลืนน้ำลาย ไม่กล้าพูดว่ากลัวอะไร
ตอนดึก ใกล้หมดเวลา ครูใหญ่เดินตรวจงาน สายตาเข้มขรึม หยุดดูแต่ละชิ้น “ทำไมรูปนี้ถึงว่างเปล่า?” เขาชี้ของวายุ
วายุพูดด้วยเสียงสั่น “ผมไม่รู้จะสื่อยังไง ผม…กลัวว่าถ้าคนอื่นเห็นใจผมจริง ๆ แล้วจะหนีผมไป”
เรวัตสะอึก รู้สึกถึงข้อความนั้นลึก ๆ อย่างไม่เข้าใจ ชั่วขณะหนึ่งเขามองลงไปยังแคนวาสที่ยังไม่เสร็จของตัวเอง มือเขาสั่นหนักกว่าเดิม
พายุกลางดึกกรุ่นขึ้นข้างนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าลอยคลื่นอารมณ์ในสตูดิโอให้ประหลาดยิ่งขึ้น ปิ่นจ้องนิตา “กะจะสื่ออะไรด้วยปีกนกนั่นล่ะ?”
นิตาทอดสายตาไปที่ผลงาน “ฉันรอการให้อภัยของใครบางคนมาเสมอ ปีกนกที่วาด มันคืออิสระจากความเจ็บปวด” เธอพูดจบเสียงเบา
เรวัตเหลือบมอง หวนนึกถึงความผิดพลาดที่เก็บซ่อนมาเป็นปี เขาวาดหญิงสาวไร้หน้าเพราะอยากลบตัวเองจากอดีต
แมกซ์มีแววลังเลในแววตาและเปลี่ยนสีที่จะใช้เป็นเฉดเข้มข้นกว่าปกติ ปิ่นแกล้งทำเป็นไม่สนใจแต่ลึก ๆ กลับสังเกตสายตาเรวัตอย่างเงียบ ๆ
อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงจะหมดเวลา ทุกคนต่างกดดัน เสียงหัวใจเต้นรัวในสตูดิโอราวกับจับพายุในอากาศ ใครบางคนทำแก้วน้ำตกแตกเสียงดัง ทุกสายตามองไปยังวายุที่เผลอใจลอยจนปัดแก้วตก เขาตัวสั่น พูดอะไรไม่ออก
“อย่าทำเป็นซุ่มซ่ามเลย” ปิ่นกระซิบเสียงเย็น แต่นิตาตรงเข้าปลอบ “วายุ มันไม่เป็นไร เสียบ้างก็ได้ ทุกคนเคยผิด”
บรรยากาศแปรเปลี่ยนอีกระลอก แสงฟ้าเมฆาพริบพราวเป็นแสงหลากสีเสมือนเชื้อเชิญให้อธิบายความรู้สึกลึก ๆ ในใจ กลิ่นสีน้ำมันลอยอวล วิ้งแสงสะท้อนบนผนังคล้ายภาพหลอนจากอดีต ความเงียบโรยตัว
เรวัตกำหมัดแน่น พูดกับตัวเอง “ฉันไม่เคยให้อภัยตัวเองได้เลยแม้แต่วันเดียว”
แมกซ์ได้ยินชื่อตัวเองหลุดรอดจากริมฝีปากเรวัต เขาหันมาแทรก “นายพูดอะไรวะ?”
“ฉันอยากขอโทษ แต่ฉันไม่กล้า” เรวัตพูดเสียงเคร่งขรึม
“ใคร ๆ ก็มีอดีต” นิตารำพึง
ขณะที่เวลานับถอยหลัง ทุกคนนั่งหน้าผลงานตนเองและจมกับความเงียบ คนละท่าที ปิ่นกดโทรศัพท์ลับ ๆ ในกระเป๋า เธอเหมือนซ่อนอะไรไว้ในใจ
ครูใหญ่กลับเข้ามา ปรบมือ “อีกสิบนาที ผลงานต้องเสร็จ!”
ทุกคนรีบเร่ง ฝีแปรงสุดท้ายเร่งจังหวะ วายุพยายามเขียนฟ้าเมฆเป็นเส้นสายขวาง แต่อดคิดถึงพ่อแม่ที่จากไปไม่ได้ น้ำตาซึมแอบปาด เรวัตปล่อยพู่กัน วาดใบหน้าหญิงสาวบนผืนผ้าใบในที่สุด แววตาสะท้อนความกลัวและการให้อภัยในคราวเดียวกัน
แมกซ์ทิ้งแปรงทันทีที่นาฬิกาหยุด ปิ่นกับนิตาพากันหายใจติดขัด ผลงานทุกชิ้นถูกนำไปเรียงบนแท่นโชว์ สตูดิโอเงียบกริบ
เสียงลมจากด้านนอกกลายเป็นแบบพิธีเปิด ครูใหญ่เดินไปยืนต่อหน้าผลงานแต่ละชิ้น ค่อย ๆ สะท้อนความรู้สึกออกมา “ทุกแคนวาสมีร่องรอยของความเจ็บปวด ความหวัง และเสียงเพรียกในใจ…”
เมื่อแสงฟ้าเมฆาวาบ สะท้อนบนผลงานแต่ละชิ้น แล้วเกิดเหตุการณ์ประหลาด เงาในห้องสั้นลง ไฟในสตูดิโอดับไปชั่วพริบตา ทุกคนเงียบงัน เสียงจากบางสิ่งในห้องหลังรู้สึกใกล้มากเกินคำอธิบาย
ครูใหญ่พูดเสียงต่ำ “ใครที่ยังซ่อนบางสิ่งในใจ จะถูกเปิดเผยในที่แห่งนี้”
ปิ่นหายใจแรงขึ้น เธอหวนนึกถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ – ความลับที่เธอปกปิดเกี่ยวกับการแข่งขันปีก่อน เธอใช้วิธีสกปรกทำให้คนอื่นแพ้เพื่อจะได้ชนะอดีต แต่ไม่เคยมีใครรู้
แสงสายฟ้าจากฟ้าเมฆาวาบทะลุผนัง กระทบผลงานของปิ่น ผลงานของเธอเปลี่ยนสีโดยไม่มีใครแตะต้อง นิตาสังเกตเห็น เธอก้มกระซิบ “นี่มัน…นายทำอะไรกับผลงาน?”
ปิ่นพูดเสียงเบา “ฉันเคย…โกง ฉันอยากเป็นที่หนึ่งจนทำร้ายเพื่อน”
เรวัตเงียบไปชั่วครู่ แล้วเอื้อมมือไปแตะบ่าเธอ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน ว่าถ้าคนอื่นรู้จักตัวฉันจริง ๆ จะไม่มีใครอยากอยู่ใกล้”
ครูใหญ่ยิ้มให้อย่างสุภาพ “ในค่ำคืนนี้ ทุกคนในห้องนี้มีบางอย่างที่อยากให้อภัยตัวเอง ไม่ใช่มองหาคนที่สมบูรณ์แบบ”
เสียงเครื่องขยายดังกังวานประกาศผลงานที่ได้อยู่ต่อคือผลงานของเรวัตและนิตา แต่นิตากลับปฏิเสธ “ฉันอยากให้วายุได้โอกาสต่อ ฉันอยากเห็นเขาตามหาเสียงเพรียกของตัวเองสักครั้ง”
วายุน้ำตาไหลพราก ก้มตัวขอบคุณ มือที่สั่นค่อย ๆ จับพู่กันเหมือนได้ชีวิตใหม่
แสงฟ้าเมฆาสาดแสงลงมาบนกลุ่มวัยรุ่น ครูใหญ่กล่าว “ศิลปะส่องสว่างเพราะมนุษย์กล้าที่จะเผชิญความจริง ไม่ใช่เพราะมนุษย์สมบูรณ์แบบ”
เรวัตเงยหน้าขึ้นครั้งแรกในรอบปี รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏริมฝีปาก เขาหันไปหาปิ่นแล้วพูดเสียงสั่น “เธอให้อภัยตัวเองหรือยัง?”
ปิ่นเอนศีรษะลง ไหล่สั่นเทา “ยัง ฉันยังทำไม่ได้ แต่ฉันอยากหัดเริ่มใหม่กับพวกนาย”
นิตากุมมือทั้งสองคน “งั้นเรามาเริ่มกันที่ตรงนี้ ที่ฟ้าเมฆา”
ประตูสตูดิโอเปิดรับลมเย็นจากฟากฟ้า เสียงเครื่องยนต์เงียบสนิท ทุกคนเดินออกเรียงแถว ฟ้าเมฆายังลอยฟ่อง สะท้อนแสงแรกของรุ่งอรุณใหม่ พร้อมเสียงหัวใจที่โล่งเบากว่าครั้งไหน ๆ