หมอกเหนือเกาะไร้ชื่อ
กลิ่นเค็มของอากาศทะเลลอยกระทบปลายจมูกทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากเรือ “มายืนยันอีกทีนะ ว่าไม่มีใครกลัวเรือแพไหม?” ใบหม่อนเอ่ยยิ้ม เธอขยับแว่นหนา ดูเหมือนจะกลบเกลื่อนความตื่นเต้นในใจตัวเอง แต่เสียงหัวเราะเบาๆ อย่างฝืนของอาร์ท ทำให้ทุกคนมองมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไม่ได้กลัวเรือแพ แต่เกาะนี่มันดู…วังเวงไปหน่อยหรือเปล่า” อาร์ทว่าพลางแบกเป้ขึ้นหลัง หันไปมองเรือไม้ลำเก่าคลื่นโคลงเคลงที่พวกเขาเพิ่งลงมา
พิมพ์ เดินนำไปก่อน ชายหาดเต็มไปด้วยกรวดกับเศษไม้ เห็นเงาทะมึนของหมอกขาวที่ปกคลุมผืนป่า “เรารีบไปหาที่กางเต็นท์กันเถอะ อย่าให้ฟ้ามืดก่อน” เธอพูด เร่งจังหวะโดยไม่เหลือบแลเพื่อนในกลุ่ม
อตีตะโกนข่มกลัว “ไม่มีอะไรก็แค่ต้นไม้กับทะเลนั่นแหละ อยู่กันหลายคน ไม่ต้องกลัว” แต่ใบหน้าของเขากลับประดับรอยยิ้มเจื่อนแฝงความกังวล
ระหว่างเดินเข้าป่า ออยกระชับสายเป้แน่น ไม่พูดอะไรเลย เธอมักเป็นคนเงียบ แต่วันนี้ยิ่งเงียบผิดปกติ ดูดวงตาแฝงความไม่มั่นใจ จนอบอวลไปด้วยความตึงเครียด
ทุกย่างก้าว หมอกก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนเสียงของคลื่นทะเลด้านหลังเบาบางลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าสะท้อนในป่าดิบที่เย็นชื้น พวกเขาหยุดหน้าเนินเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ “ตรงนี้ดีไหม?” พิมพ์เสนอ สีหน้านิ่ง เรียบ เหมือนไม่รู้สึกอะไร
อตี ถอนหายใจ เดินตรวจรอบบริเวณ เม็ดเหงื่อผุดตามขมับ “ถ้าไม่อยากเจองู ก็กางเต็นท์ห่างต้นไม้นิดหนึ่ง” ทุกคนช่วยกันโยนเป้ลงพื้น ช่วยกันกางเต็นท์ พยายามไม่ขัดแย้งโดยไม่มีเสียงถกเถียง
เหลือเพียงเสียงลมหายใจ หนักบ้างเบาบ้างระคนกัน ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดตนเอง ถ้าไม่ติดว่ามาเป็นกลุ่ม คงไม่มีใครกล้าออกไปไกลขนาดนี้
ค่ำมาเร็วขึ้นอย่างน่าแปลก คลื่นทะเลไม่มีเสียงอีกต่อไป ลมหยุดนิ่ง หมอกขาวห่อหุ้มรอบเต็นท์เหมือนกำแพง “พวกเธอคิดว่าที่นี่…มีบ้านคนหรือเปล่า?” ออยถามเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้เสียงลอดไปถึงสิ่งใดในความมืด
“ไม่มีในแผนที่เลยนะ ไม่มีชื่อเกาะด้วยซ้ำ” อาร์ทตอบเสียงเบา ตาคมสำรวจความเคลื่อนไหวรอบ ๆ แม้ไม่มีอะไรปรากฎในสายตา
อตีจุดไฟ พยายามทำตัวให้ยุ่ง “เกาะนี้ใครจะอยู่ มันเหงาเกินไป ใบไม้ยังไม่กล้าสั่น” เขาพูดพลางหัวเราะแห้ง
“ถ้าเราเจออะไรประหลาด…ก็แค่ฝันไป เดี๋ยวเช้ากลับ” พิมพ์เอ่ยสั้น ๆ เสียงทุ้ม ฟังดูเหมือนไม่แยแส
ทว่า ในใจของแต่ละคน ความเงียบนี้กลับอึกทึกยิ่งกว่าเสียงกระซิบกลางพายุ ทุกคนหลบตากัน กระทั่งเสียงแตกของกิ่งไม้บางอย่างดังขึ้นจากในป่า ความเงียบระเบิดแตก
ออยชะงัก ตัวสั่น พลางหันซ้ายขวา “เสียงอะไร…พวกเราได้ยินไหม?” เธอกระซิบ พิมพ์ขยับมาตรงกลางรอบกองไฟ “ไม่มีอะไรหรอก มันอาจเป็นสัตว์เล็ก แต่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กันเสียจะดีกว่า”
อาร์ทล้วงของในเป้ ก่อนจะหยิบไฟฉายเล็กออกมา “พรุ่งนี้เราควรออกไปสำรวจรอบๆ เผื่อเผชิญหน้าอะไร จะได้รู้ว่าควรกลัวหรือควรหัวเราะ”
“โอเค…แต่คืนนี้ เฝ้ากันสลับ ๆ ดีกว่า” ใบหม่อนเสนอ เธอพยายามไม่ให้เสียงสั่น แต่สายตาเหมือนวิงวอนขอความมั่นใจ
อตีกำลังจะตอบ แต่พลันเปลวไฟสั่นไหว ลมเย็นเฉียบซัดผ่าน ร่างเงาวูบหนึ่งแล่นผ่านขอบสายตา ออยสะดุ้ง อ้าปากเตรียมร้อง แต่กลับกลืนเสียงไว้ในลำคอ
ความกลัวเริ่มซึมเข้าทุกอณู ความจริงก็เหมือนหมอก – ปกปิด ลึกลับ และรอการเปิดเผย…
รุ่งเช้า ฟ้ายังทอดหมอกขาวหนาไม่คลาย อาร์ทกับพิมพ์เดินลึกเข้าไปในป่า ทิ้งเพื่อนที่เหลือไว้ดูแลแคมป์ “ไม่ต้องกลัวนะ อะไรเกิดขึ้นก็วิ่งกลับแคมป์เลย” พิมพ์พูดกับใบหม่อน เธอพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้ใครสบายใจนัก
ระหว่างเดิน เงาสลัวของใบไม้สะท้อนบนผิวหมอก “แกว่าระหว่างเราจะจบกันที่นี่ไหม?” อาร์ทถามเสียงต่ำ สีหน้าสับสน ลึก ๆ ซ่อนบางอย่างไว้
“ไม่รู้ แต่ถ้ามันจะจบ ขอให้จบเพราะเราตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะกลัว” พิมพ์มองเขาตรง ๆ ความเข้มแข็งในเสียงนั้นแฝงความสั่นไหว อาร์ทยิ้มบาง ๆ เดินต่อเงียบ ๆ
สองคนหยุดเมื่อมองเห็นซากเรือนร้าง ไม่ไกล เถาวัลย์พันอยู่รอบบ้านไม้หลังเก่า บนผนังเป็นรอยขูดคล้ายกรงเล็บ “หรือคนเคยอยู่ที่นี่จริง?” อาร์ทกระซิบ พิมพ์ไม่ตอบ เธอเดินอ้อมสำรวจรอบ ๆ ก่อนหยุดที่ประตูไม้ผุ
“ไม่เข้าดีกว่า คืนนี้จะได้ไม่มีอะไรตามกลับไป” เธอว่า แต่สายตาอาร์ทกลับถูกจุดสนใจไปที่แสงสลัว ๆ จากหน้าต่างบ้านเรือนร้าง เขาเดินเข้าไปใกล้ แสงหายวับทันที
ด้านนอกใบหม่อนกับอตีดูแลออยผู้ดูอ่อนล้า “อยากกลับไหม?” อตีถาม ออยส่ายหน้า “ไม่…กลัวนะ แต่รู้สึกเหมือนต้องอยู่ที่นี่ เหมือนเคยมีบางอย่างรอให้ฉันมา” เธอพูดเสียงเบา สองคนนิ่งงัน ไม่กล้าถามต่อ
เสียงในป่าเริ่มเปลี่ยน จากเสียงใบไม้กลายเป็นเสียงเหมือนกระซิบซ้อนกัน แทบจับใจความไม่ได้ ราวกับเสียงเล็กเสียงน้อยตัดกันเป็นระยะ “ฟังเหมือนคำสาปมั้ย?” ใบหม่อนหันมอง ตาสั่นกังวล อตีพยายามพูดเล่นแต่เสียงแผ่ว “เดี๋ยวมันก็เลิกกระซิบ…แต่ถ้าไม่เลิกล่ะ?”
ความหวังเลือนรางในหมอก ใบหม่อนขยับเข้าใกล้ออยและอตี สะท้อนความกลัวผ่านรอยขีดเล็บบนแขนตัวเองที่เพิ่งสังเกต “นี่เธอไปโดนอะไรมา?” อตีชี้ถาม ออยหน้าซีด เธอไม่กล้าตอบเหมือนกลัวความจริงจะไหลออกมา
บรรยากาศอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ใบหม่อนหยิบสมุดจดเล็กขึ้นมาจด “ฉันต้องบันทึกไว้ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริง หรือเราแค่จิตตก”
เรือที่พวกเขามาถูกคลื่นซัดถอยไกลจากฝั่ง คลื่นยกสูงพร้อมหมอกหนาไม่มีใครเห็นทะเลได้ชัดอีก
พลันเสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นใกล้ราวกับสัตว์ใหญ่ อาร์ทกับพิมพ์พยายามกลับมาที่แคมป์ เห็นเงาดำขนาดมนุษย์ยืนปะทะแสงไฟกองเล็ก “รีบเข้าเต็นท์!” อตีตะโกน ทุกคนกรูกันเข้าไป กอดเข่าด้วยความหวาดระแวง
ออยสั่น น้ำตาคลอเบ้า กระซิบบอกใบหม่อน “ฉัน…เหมือนเคยอยู่ที่นี่ เคยได้ยินเสียงนี้เมื่อเด็ก ๆ…” เธอนิ่งเงียบ เหงื่อผุดบนหน้าผาก
ราตรีนี้ยาวไกลกว่าที่คาด เสียงแปลกปลอมกระซิบวนรอบเต็นท์ ราวบางสิ่งกำลังตามหาใครสักคน ทุกคนแทบกลั้นหายใจ จนวันที่สองมาเยือน
เช้าวันใหม่ หมอกยังปกคลุมไม่จาง อาร์ทจำต้องพูด “เราออกไปตอนนี้ไม่ได้ เรือหลุดลอยออกไปไกล ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีใครรู้ว่าเราอยู่ที่นี่”
แต่พิมพ์กลับจ้องหน้าเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว “เรายังอยู่ด้วยกันนี่ แกกลัวใช่ไหม?” เธอยิ้มเศร้า แววตาเหมือนเจ็บช้ำบางอย่างอัดแน่น
“ฉันเคยกลัวอะไรแบบนี้ตอนเด็ก ๆ พลาดตัดสินใจมาเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนแบบโง่ ๆ จนมีคนหายไป…ฉันยังโทษตัวเอง” อาร์ทสารภาพ สายตาก้มต่ำ อึดอัดแต่กลั้นไว้
“ทุกคนมีเรื่องต้องแบก มันไม่ใช่ความผิดของใครคนเดียว” ใบหม่อนปลอบ เสียงเธอสั่น แต่จริงใจ กำมืออาร์ทเบา ๆ
หมอกเริ่มกดทับจนกลายเป็นความกลัวที่มีชีวิต สัญญาณโทรศัพท์หลุดลอย ไร้ชีวิต ทุกการร้องขอความช่วยเหลือจมในอากาศ
กลางคืนที่สาม ความตึงเครียดบดขยี้ความสัมพันธ์ ออยเริ่มเพ้อชื่อคนที่ไม่มีใครรู้จัก “แม่…อย่าทิ้งหนู” เธอกระซิบ อตีประคองไหล่เธอ ใบหม่อนรีบอดทน อาร์ทมองออกไปยังความมืด รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
รุ่งสางเขาเสนอ “เราทุกคนมีอดีตที่กลัว เราไม่พูดถึงมัน แต่มันลากเราไว้ ใครสักคนบนเกาะนี้คงเป็นเหมือนเรา ถ้าเราตามหาอดีตที่นี่ อาจจะเข้าใจสิ่งที่มันตามล่าเรา”
กลุ่มแยกย้ายออกตามหาเบาะแส อาร์ทกับออยไปฝั่งตะวันออก พิมพ์กับใบหม่อนและอตีลงเนินไปฝั่งใต้ พวกเขาเจอรอยเท้าเด็ก ๆ และของเล่นเก่า ฝุ่นจับหนา ออยน้ำตาคลอ “มันใช่…บ้านแม่ฉันเอง ฉันเคยมา แต่แม่ไม่เคยพูดถึง”
ข้างในบ้านเก่ามีสมุดไดอารี่ โทรม โทรม จดบันทึกการหายตัวของคนบนเกาะ หน้าสุดท้ายลงท้ายด้วยข้อความ “มีบางอย่างอยู่ในหมอก มันเอาวิญญาณคนไปที่ยังไม่ได้ให้อภัยตัวเอง”
ใบหม่อนอ่านออกเสียง สิ่งที่หลงเหลือคือความเศร้าปะปนกับสงสัย “ถ้า…เราต้องให้อภัยอดีตไหม?”
คลื่นเสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมพร้อมกัน ทุกคนกุมหู น้ำตาไหล มือของหมอกยื่นมาคล้ายจะฉุดร่างออย ทุกคนช่วยกันดึง เธอสู้สุดแรง
“หยุด! ฉันไม่โทษตัวเองอีกแล้ว!” ออยตะโกน หยุดดิ้นและปล่อยหมอกวิญญาณลอยผ่านไป เงานั้นสลายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
หมอกจางลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ถูกแสงแดดสาดกระทบ อากาศโล่งตึงขึ้น ทุกคนล้มลงด้วยความเหนื่อยอ่อน
บ่ายวันนั้น คลื่นทะเลสงบ เรือค่อย ๆ ลอยกลับคืนฝั่งโดยไม่มีใครแตะ ชายหาดสดใสกว่าเดิม ฝูงนกบินวนเหนือหัวเป็นครั้งแรกที่ทุกคนลุกขึ้นหัวเราะอย่างโล่งใจ ใบหม่อนบันทึกท้ายสุด “หมอกเหนือเกาะไร้ชื่อก็เหมือนความลับในใจเรา…ถ้าเรากล้าให้อภัยตัวเอง พรุ่งนี้จะไม่เคยเหมือนเดิมอีก”
ทุกคนก้าวขึ้นเรือ ใบหน้าคนละอย่างกับวันแรก ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากรอยยิ้มเล็ก ๆ ของออย อาร์ทมองไปยังเกาะที่ค่อย ๆ ลับสายตา แล้วกระซิบเบา ๆ “ขอบคุณที่กล้าเผชิญกับอดีต เพราะงั้น เราจึงได้เจอเช้าวันใหม่จริง ๆ สักที”