ลมหายใจแห่งเกาะลับแล
เสียงหัวเราะก้องทั่วบริเวณท่าเรือ ในขณะที่เรือแคนูเหล็กโยกคลอนรับมือกับกระแสคลื่นในยามสาย สี่เด็กหนุ่มสาวจากโรงเรียนมัธยมปลายศิลป์วิทยา—ภีม, อากิระ, น่านฟ้า และจีน—กำลังช่วยกันขนข้าวของลงเรือ เนตรครูปิ่น ยืนจ้องพวกเขาด้วยรอยยิ้มเจื่อน “อย่าลืม สมุดบันทึกชีวะ สำคัญกว่ากล้องถ่ายรูปนะ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใครมันจะเอาสมุดมาถ่ายรูปกันล่ะ” อากิระหัวเราะเบาๆ พลางส่งกล้องให้ภีม น่านฟ้าส่ายหน้า ถอนหายใจเล็กน้อย “อย่าเสียงดังไป เดี๋ยวครูจะให้ไปเดินป่าคนเดียว”
จีนยิ้มขำ ลอบมองไปที่ตัวเกาะกลางทะเลที่โผล่พ้นผิวน้ำออกมา มันเหมือนกับยักษ์ขี้เซานอนหลับอยู่ตรงนั้น “ได้ข่าวว่าเกาะนี้ ผีดุมาก”
“ไร้สาระ” ภีมหยิบสมุดออกจากกระเป๋าเสื้อ “ถ้าผีมีจริง ขอแค่เปิดไฟคงกลัวบ้างล่ะ”
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น พวกเขาออกเดินทางสู่เกาะปาล์มลับแลที่ครูปิ่นบอกว่าจะเป็นแค่งานภาคสนามธรรมดา ท้องฟ้าเปิดโล่ง เสียงหัวใจเต้นแรงตลอดทางเรือโยกคลอนบอกไม่ได้ว่า เพราะตื่นเต้นหรือหวาดกลัวกันแน่
เมื่อเหยียบเท้าลงบนหาดกรวด ภีมหันมาเช็คกล้องกับสมุดอีกครั้ง “ทุกอย่างโอเค” เขาจ้องหน้าชาวคณะ อยากทำงานให้ผ่านและกลับกรุงเทพโดยไว
อากิระส่งกล้องถ่ายรูปให้จีน “ฉันจะหาผีในกล้องให้ได้”
น่านฟ้าก้มลงเก็บเปลือกหอยริมฝั่ง ใบหน้าเปื้อนเหงื่อแต่สายตาขุ่นมัว ภีมเห็นแววหม่นในดวงตาเพื่อนแต่ก็เงียบเสีย ไม่กล้าถามอะไร แม้จะรู้ดีว่าน่านฟ้าเพิ่งผ่านเรื่องครอบครัวแตกแยกมาไม่นาน
ครูปิ่นพูดเสียงจริงจัง “เกาะนี้ธรรมชาติรุนแรง อย่าห่างจากกัน ไปไหนให้ไปเป็นกลุ่ม” แล้วหันหลังเดินขึ้นหาด ปล่อยให้เด็ก ๆ ประจันหน้ากับต้นปาล์มสูงรูปร่างประหลาดที่โบกใบช้า ๆ เหมือนโบกมือเชื้อเชิญ
ภีมเดินนำเข้าไปในป่า พยายามเขียนบันทึกอย่างขยันขันแข็ง “เราจะเริ่มสำรวจจากแอ่งน้ำด้านตะวันออกก่อน”
อากิระแกล้งเดินชนไหล่จีน “เธอกลัวป่ามั้ย?”
จีนหัวเราะกลบเกลื่อน “กลัวความเงียบมากกว่า”
ทุกคนหัวเราะ ก่อนที่เสียงจะจางหายไปกับสายลมที่แปลกประหลาด ไม่มีนก ไม่มีแมลง ทำให้รู้สึกถึงบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่
ระหว่างเดินเข้าสันทราย เสียงฝีเท้าชัดเจนในความเงียบ “เห็นมั้ย ตรงนั้น” จีนชี้ไปยังศาลเพียงตาไม้ผุ ๆ
น่านฟ้าหันไปมองแล้วถอนใจ “อะไร ๆ ก็ผีเนอะ” แต่เสียงในใจของเขากลับดังไม่ต่างเพื่อน ว่าด้วยเงามืดในชีวิตที่คอยเฝ้าไล่ตาม แม้จะข่มตาหลับก็ไม่มีวันดับสิ้น
อากิระยื่นมือไปโอบไหล่เพื่อน “ถ้าโดนผีหลอก จะกอดให้จนคลายกลัวเลย”
ภีมอดยิ้มไม่ได้ มองดูเพื่อน ๆ ผลักไสความหวาดระแวงด้วยเสียงหัวเราะที่แทรกด้วยความกลัวบางเบา
แต่จังหวะที่จีนหยุดชะงัก ทุกคนก็ชะงักตาม “เมื่อกี้…ได้ยินเสียงมั้ย”
เปล่งเสียงกระซิบผ่านสายลม เหมือนเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้แผ่วๆ หลบอยู่หลังต้นปาล์ม ทุกคนเงียบกริบ ภีมหันไปสบตาอากิระที่หน้าซีดจาง ๆ
“อย่าทำเสียง” ภีมกระซิบเบา ๆ “มันอาจเป็นสัตว์ มั้ง…”
อากิระกลืนน้ำลาย น่านฟ้ายืนตัวแข็ง ถอนหายใจติดขัด
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น หลายเสียงซ้อนทับ พาให้บรรยากาศหนักอึ้งเหมือนมีมือเย็น ๆ จับยึดหัวใจทุกคนไว้
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เสียงก็สงบลง พร้อมไอเย็นที่ลอยฟ่องภายในป่า ทุกคนเดินช้า ๆ อย่างเงียบงัน คล้ายกำลังเดินเข้าไปในความทรงจำของเกาะ ที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง
เมื่อถึงแอ่งน้ำ ข้างศาลเพียงตา ภีมก้มหน้าผ่านกล้องขึ้นถ่าย น่านฟ้าเดินเข้าไปใกล้ ถามเบา ๆ “เรา… กลับกันดีมั้ย?”
อากิระลังเล แล้วพูดเบา ๆ “ไม่เอาดิ ไกลจะตาย เพิ่งมาถึงเอง อย่าทำเสียเที่ยวเลย”
จีนมองเพื่อน “ถ้ากลัวก็ไปนั่งตรงหาด รอได้”
น่านฟ้าส่ายหน้า ไม่พูดอะไร ต่อสู้กับความลังเลของตัวเอง
ทันใดนั้น เสียงไม้หักดังแปลกหู ทุกคนผวาหัน อากิระคว้าแขนภีมไว้แน่น รูปร่างดำโตยืนค้ำฟ้า ก่อนจะถอยหายไปกับต้นปาล์ม ภีมใจเต้นแรง กลืนน้ำลาย “นั่นมัน… คน?”
ไม่มีใครขยับ มีเพียงเสียงลมหายใจขาดช่วง น่านฟ้าสะกดกลั้นน้ำตาในแววตาสั่นเครือ “ไปจากตรงนี้… เถอะ”
ทุกคนเงียบ วิ่งหอบกลับไปยังกระต๊อบริมชายหาดอย่างไม่พูดอะไรสักคำ
แสงเย็นย้อยตกกระทบหน้าต่างไม้ ทุกคนมองหน้ากันบนพื้นไม้เก่า ๆ เสียงคลื่นกลืนความเงียบ อากิระเป็นคนเปิดปากก่อน “เมื่อกี้ เราเห็นเหมือนกันหมดใช่มั้ย?”
จีนพยักหน้า “เงา… หรืออะไรก็ไม่รู้”
น่านฟ้าหันหลัง สายตาหลบเลี่ยง “เรา… ขอโทษที่ทำเป็นกลัว ทำให้พวกนายลำบาก”
ภีมเงียบงัน มือกำสมุดแน่น “ฉันเองก็กลัว ไม่ได้เหนือกว่าใครหรอก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทันทีที่ครูปิ่นเดินเข้ามา ทุกคนก็ผ่อนลมหายใจ
คืนนั้น สายฝน (ไม่ตก) แต่เมฆดำทะมึนกว่าทุกคืนบนเกาะภายนอก เสียงบางอย่างคล้ายร้องไห้ ลอยมาจากนอกกระต๊อบ อากิระเอาหมอนปิดหู หันข้างหาเพื่อน “ถ้ามันเป็นเสียงเราเองล่ะ?”
ไม่มีใครตอบ มีเพียงเงามืดที่ทอดยาวจากหน้าต่างเสียบเข้าห้อง
รุ่งเช้า ทุกคนยื่นหน้าออกไปจากกระต๊อบ พบว่าครูปิ่นหายตัวไป เหลือแค่รองเท้าแตะหนึ่งข้างจมอยู่ในโคลนข้างต้นปาล์ม
“ครูไปไหน?” จีนถามเสียงสั่น อากิระพยายามโทรศัพท์ แต่ไร้สัญญาณ ตัวเกาะราวกับปิดกั้นโลกภายนอก
“เรา… ต้องออกไปตามหา” ภีมตัดสินใจ ทุกคนไม่พูดอะไร เดินตามเข้าไปในป่าด้วยกันอีกครั้ง
เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันเหนือหัว อากิระเดินถึงหน้าศาล ริมป่าเห็นรูปถ่ายเก่าภาพเด็กผู้หญิงสองคน ถือดอกไม้ไว้ในมือ
“ใครเอามาไว้…” อากิระหยิบขึ้นมา สายตาเหมือนจะร้องไห้ทันที
จีนหยิบรูปดูด้วยมือสั่น “นี่มัน… ใคร”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม “ออกไป… ออกจากเกาะ…”
น่านฟ้ากลั้นน้ำตาไม่อยู่ “มันเหมือนเสียงแม่…”
ทุกคนชะงักงัน กับคำพูดของน่านฟ้า
จู่ๆ เงามืดรูปร่างมนุษย์ใจกลางต้นปาล์มผุโผล่ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยืนจ้องกลุ่มเด็กไม่กระพริบตา
อากิระเดินถอยช้า ๆ “เรา…ไม่ได้ทำอะไร…”
เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร่ำไห้โหยหวน ภีมรวบรวมความกล้าตะโกนใส่ “ต้องการอะไร!”
เสียงหยุด เงามืดยังคงอยู่ “อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว…” ก้องในหัวทุกคน
จู่ ๆ พื้นดินตรงศาลยุบฮวบลงเป็นหลุม ดึงน่านฟ้าและอากิระตกลงไป จีนพุ่งไปคว้าตัวทั้งคู่ไว้ ภีมรีบเข้าช่วยอย่างลนลาน ริมเรือนฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่สุดท้ายสามารถฉุดทั้งสองขึ้นมาได้
น่านฟ้ากอดเข่า น้ำตาไหลพราก “เรากลัว… กลัวว่าจะต้องอยู่คนเดียว…”
จีนดึงมือน่านฟ้าแน่น “เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ด้วยกัน”
เสียงในป่าเบาขึ้น เงามืดค่อย ๆ หายไป พร้อมกับลมเย็นที่เบาบางลง
ทุกคนยืนกอดกัน ใจเต้นแรง
“มันเกี่ยวกับความกลัวเรา…” ภีมพูดแผ่ว ๆ
“มันเหมือนของในใจเราถูกปลุกขึ้นมา” อากิระต่อท้าย
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าดังขึ้น ครูปิ่นโผล่ออกมาจากป่าด้วยเสื้อผ้าเปรอะโคลน “ทุกคน… ขอโทษนะ ที่ปล่อยให้กลัว อยู่คนเดียว”
เด็กทั้งสี่วิ่งเข้าไปโอบครูพร้อมน้ำตา เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียว
แสงเย็นสาดส่องเข้ามาในป่า เงามืดเหลือเพียงความว่างเปล่า กลุ่มเด็กมองหน้ากัน เหมือนผ่านคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
“ฉันเคยผิดพลาด ปล่อยคนสำคัญให้เหงา” น่านฟ้าสารภาพ หน้าตาเศร้าจนเห็นได้ชัด “และฉันไม่อยากเป็นแบบนั้นอีก”
ภีมจับไหล่เพื่อน “จดบันทึกไว้เลย—ว่าเราชนะความกลัวตัวเองมาแล้ว”
อากิระหัวเราะน้ำเสียงสั่น “จนกว่าคราวหน้าจะกลัวใหม่…”
แม้จะเหลือบาดแผลในใจ ความทรงจำผ่านเกาะลับแลจะติดตามพวกเขาไปตลอดชีวิต แต่ทุกคนก็เติบโตเข้าใจตัวเองมากขึ้น
เมื่อเรือรับส่งมาถึง ใต้แสงแดดยามเช้า เสียงหัวเราะของเด็กทั้งสี่กับครูปิ่นลอยล่องขึ้นฟ้าเหนือเกาะต้องห้าม ทิ้งไว้เพียงลมหายใจแห่งความกล้าหาญ และมิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย