เงาของความรัก
แดดเช้าวันเสาร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเล็กของบ้านไม้เก่าที่ตั้งอยู่ตรงประตูหมู่บ้าน กลิ่นหอมของข้าวสวยและน้ำพริกจากห้องครัวของอุ่ยทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ความรักที่เติบโตในหมู่บ้านนี้นั้นชุ่มฉ่ำดั่งแสงแดด แม้ว่าเบื้องล่างของมันจะมีเงาแห่งความลับซ่อนอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอจะเรียนต่อจริง ๆ เหรอ?” เสียงอุ่ยร้องถามขณะกำลังจัดของใส่กระเป๋าเดินทาง อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าหนักแน่น เพียงแค่คิดถึงการจากไปของเธอก็ทำให้หัวใจเขาเจ็บ
“ใช่ ฉันต้องทำเพื่อครอบครัวเรา” เสียงของแพรวดังกระเส่ามากขึ้น ขณะที่นึกถึงความคาดหวังจากพ่อแม่
รองเท้าบูทของเขากระทบกับพื้นไม้ เกิดเสียงเบา ๆ ขณะที่เขาค่อย ๆ ย่างก้าวเข้าไปหาเธอ พวกเขาสบตากัน ภายในนัยน์ตาของทั้งคู่มีทั้งหวั่นไหวและแรงดึงดูดที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
“ถ้าชีวิตนี้ไม่มีเธอ ฉันจะอยู่ได้ยังไง” เสียงของอุ่ยทุ้มต่ำ โดยไม่สนใจว่าเสียงของตัวเองจะเริ่มสั่นเทา
แพรวหลบสายตา อาการที่ผ่านมาทำให้มิตรภาพของพวกเขาต้องข้ามกำแพงไปแล้ว ในคืนที่มีจันทร์เพ็ญ สถานที่เดิมที่พวกเขาเคยนั่งคุย วางแผนและรอคอยอนาคต
คืนนั้นเป็นคืนที่ทั้งสองคนได้พบกับความรักที่ลืมไม่ลง แต่ว่าอนาคตของพวกเขากลับเต็มไปด้วยปัญหาและข้อกำหนดที่ดูเหมือนจะเกินความสามารถ
“นายก็รู้ว่าฉันต้องเลือกครอบครัว” แพรวเริ่มพูดเสียงต่ำ แต่ดวงตาของอุ่ยกลับวูบไหวยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิด ผิดที่ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้
อุ่ยพยายามจะไม่ให้ความรู้สึกเบียดเบียนเข้ามา เขารู้ว่าครอบครัวของแพรวมีนโยบายที่เข้มงวดต่อการศึกษา เขายังคงสู้เพื่อเธอ แม้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร
สองสัปดาห์ต่อมาเป็นวันที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าแพรวจะออกจากบ้านและไปเรียนต่อกรุงเทพฯ เหตุการณ์นั้นเหมือนเป็นเหมือนการกดปุ่มชีวิตของอุ่ยอีกครั้ง มีเสียงสะท้อนจากชีวิตที่เขาไม่สามารถหลีกหนีได้
“อุ่ย! ห้ามมองเธอ!” ท่ามกลางเสียงเจ้าของร้านค้าปากเหม็นของหมู่บ้านเสียงหนาๆ จากผู้คนที่เฝ้ารอดูการเดินทาง มันเป็นช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองจะต้องเก็บซ่อนความรู้สึกนี้ไว้ใต้ดิน
“แต่จะไม่ติดต่อกันจริงเหรอ?” เขาถามเสียงแผ่ว บางครั้งใจของเขาก็กระวนกระวาย รู้สึกเหมือนจะจมน้ำ
แต่แพรวกลับไม่ตอบ อย่างไรก็ดีที่เขารู้คือเธอจะต้องทำเพื่อครอบครัวและอนาคต
ทำให้ทุกวันหลังจากนั้นชีวิตของเขากลับไปสู่ความว่างเปล่า ยิ่งเดินออกไปนอกบ้านก็พบว่าหลังจากเพื่อนที่เหลืออยู่ต่างก็มีชีวิตของตัวเอง
เสียงฝีเท้าที่ดังขัดกับความคิดของเขา เขาเห็นพ่อแม่ของแพรวรออยู่ที่หน้าบ้าน ขณะที่แพรวเก็บของเข้ารถเหมือนเป็นการบอกลาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ตอนที่อุ่ยกำลังจะข้ามถนน มิตรภาพของเขากับแพรวดันสะท้อนกลับมาที่เขา หัวใจเขาสั่นพลางรู้สึกว่ามีสิ่งต้องทำ
การเลือกจะเดินทางไปไหนกับชีวิตของตนเองนั้นจำเป็นต้องมีการสูญเสียกันเสมอ
และอีกฝั่งของถนนนั้น ดูเหมือนจะมีเงาของเหล่าความรักที่รออยู่
แต่ด้วยเสียงขับขานของรถที่สัญจรไปมา ทำให้อุ่ยไม่สามารถตัดสินใจได้ จะข้ามไปหรือจะรอ
ในขณะที่เขายืนลังเลจนไม่ได้ยินเสียงแพรว จากเสียงในใจดังมากขึ้นและลงลึกไปกว่าการเคลื่อนที่ของรถที่แย่งความสนใจ
“มาเถอะ” เสียงของแพรวดังขึ้นจากอีกฝั่ง ขัดกับความรู้สึกผิดในใจ ในความรักของทั้งคู่ที่ต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ที่นั่นเองที่อุ่ยรู้ว่า ในทุกการกระทำมีผลที่จะติดตามเราไป แม้อดีตจะอยู่เหมือนเงาที่ตามมา
หลายปีต่อมาเขากลับผ่านมายังหมู่บ้านนี้อีกครั้งด้วยใจที่หายไปเหมือนกับการบีบทิ้งกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เขาได้เติบโตไปพร้อมกับความรักที่ต้องกลับมาแล้วแต่ว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนเสมอ
แต่คำสาปของความรักที่ต้องห้ามไม่มีวันหายไปเลย
“กลับมาที่จุดเริ่มต้น” อุ่ยพูดกับตัวเอง ขณะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไม่มีวันกลับมาซ้ำอีก
เมื่อแพรวหันมายังบ้านไม้หลังเก่า น้ำตาในดวงตาของเธอนั้นมีความคิดถึงที่ยากจะตัดใจ
“ครั้งหน้า ถ้าเรามาที่นี่อีก เราจะเอาความหวังกลับมา” เสียงอุ่ยสั่น จากเวลาที่เขารอคอยราวกับรู้ว่าจะกลับมาอีกครั้งในความรักที่เชื่อว่าผ่านไปแต่ไม่เคยจางหายไป
ความรักของเขาจะกลายเป็นแค่ประวัติศาสตร์ที่เดินย้อนกลับไปได้จริงหรือไม่? ในขณะที่ความรักรออยู่ที่ประตูบ้านหลังนั้น คำตอบของทุกสิ่งอาจจะนำไปสู่อนาคตที่ไม่เหมือนเดิม