เงาในสตูดิโอศิลปะ
เสียงไม้แปรงขูดเบา ๆ บนผ้าใบปะทะความเงียบสงัดของสตูดิโอศิลปะกลางกรุงเทพ บ่ายนั้นแดดส่องลอดหน้าต่างสูงพาดเงาทอดยาวเหนือพื้นไม้ขึ้นสนิม ซันวาดยืนหลังค่อมขณะขีดเส้นสีดำหนาบนผ้าใบ สีหน้าจดจ่อแต่รอยกังวลปรากฏบนใบหน้า ข้าง ๆ เขาเป็นผลงานวาดมือแนวเหนือจริง—ร่างคนล่องลอยบนทะเลสีเทา รังสีแดดปลอม ๆ คลี่ออกมาจากภายในกระดาษ แต่ข้างในดวงตาของชายหนุ่ม สะท้อนความอึดอัดลึกซึ้งกว่าแสงใด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขิมเดินเข้ามาในห้อง เสื้อลายสะพายเปื้อนสี ดวงตาของเธอกระจ่างแต่มีรอยคิดมากติดอยู่ เธอหยิบชิ้นส่วนดินเหนียวขึ้นมาปั้นโดยไม่พูดอะไร สายตาชำเลืองไปทางรูปของซันวาด ก่อนเบี่ยงหนีไปทางกล่องอุปกรณ์กระจัดกระจายบนพื้น
“วันนี้วาดหนักไปหน่อยนะ” ขิมพูดเสียงเบา คล้ายตั้งใจให้ได้ยิน แต่ก็เหมือนไม่แน่ใจ ซันวาดนิ่งอยู่สักพัก ก่อนตอบโดยไม่หันมามอง
“บางที…ถ้ามันไม่หนัก มันก็ไม่ใช่ของจริง”
ขิมขมวดคิ้ว มือยังคลึงดินเหนียว “แล้วของจริงมันต้องเจ็บขนาดไหน”
เงียบยาว ซันวาดถอนหายใจ ขิมวางโมเดลดินลง “นายเหมือนมีคนเดินตามหลังอยู่ตลอด”
ซันวาดหันขวับ จังหวะนั้นเงาใต้มุมห้องขยับวูบวาบคล้ายจะเป็นรูปร่างบางอย่าง ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างชั่วแล่น “เธอเห็น…?”
ขิมหลบตา “เปล่า แค่เดา”
เสียงลากขาโต๊ะเล็กใต้ร่มเงาทำให้ทั้งสองหยุดพูด ลมหายใจของซันวาดติดขัด ขิมถอนหายใจ ปั้นดินต่อ แล้วเสียงจิ้งหรีดในห้องก็ดังขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“นายเชื่อเรื่องที่เรามองไม่เห็นไหม” ขิมถามอีกครั้ง ขณะก้มหน้ากับงาน โมเดลดินเหนียวกำลังกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนใบหน้าเด็กเล็กเศร้า ๆ
ซันวาดลังเล “บางที…ผมไม่อยากเชื่อ แต่คงต้องเชื่อ เพราะมันอยู่ตรงนี้เสมอ”
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ขาดช่วงสนทนา บ่าวสาวในชุดนักศึกษาคู่หนึ่งโผล่หน้าเข้ามา ทั้งสองรีบเก็บความตึงเครียดไว้แล้วทักทายด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“คืนนี้เขาว่าห้ามอยู่ดึกนะ มีอะไรแปลก ๆ” เด็กสาวพูด ขิมแกล้งหัวเราะ “ถ้ามีผี ฉันจะให้มันช่วยปั้นงานส่งครูเลย” ฝ่ายชายหัวเราะตาม ก่อนเดินจากไป ทิ้งห้องกลับสู่ความเงียบ ทิ้งประโยคหนึ่งค้างกลางอากาศ
ขิมค่อย ๆ มองซันวาด “ที่นายกลัวจริง ๆ มันใช่ผีหรือเปล่า”
ซันวาดเม้มปาก พยายามตอบแต่เสียงติดค้างในลำคอ เขาหลบสายตา กลางห้องสีเหลืองจาง ๆ เงาดำบนพื้นเหมือนเอนไหว ใกล้เข้ามาทีละนิด
ยามเย็นกลิ่นเทียนไขลอยฟุ้ง แสงส้มกระพริบบนผนัง ขิมนั่งปรับแสงสตูดิโอให้ยืดยุ่น บ่อยครั้งเธอแอบมองไหล่ซันวาด ซึ่งดูจะเบียดตัวเองติดกำแพงทุกครั้งที่เดินผ่านผ้าม่านเงาดำมุมห้อง ซันวาดจ้องรูปวาดเก่า ๆ ที่ตั้งพิงกำแพง มีรูปเด็กชายยิ้มละไมปนเศร้า ราวกับเขากำลังจ้องมองตนเองเมื่อสิบปีก่อน
“นายวาดรูปนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ขิมยื่นนิ้วแตะ
“ตอนแม่เสีย” เสียงตอบขาดสั้น ดูจงใจตัดบทสนทนา
ขิมนิ่งแล้วพยักหน้าเงียบ ๆ เธอนั่งลงข้าง ๆ มองดูรูปเหมือนกับกำลังรื้อฟื้นอะไรในใจตน “เราวาดเงาของตัวเองทิ้งไว้ไม่ได้หรอก” เธอพูดแผ่วเบา
ซันวาดเมินหน้า ไม่คิดเห็นด้วยหรือแค่อยากเลี่ยงบทสนทนา เสียงในสตูดิโอเงียบอีกครั้ง นานเข้าขิมเริ่มเก็บข้าวของ แต่เธอก็เหลือบตามองไปยังเงาตรงมุมห้องเช่นเดียวกับเขา
คืนนั้นตอนสตูดิโอล้างไฟ ขิมเดินกลับหอพัก ซันวาดยังยืนอยู่บนบันไดกั้นระหว่างชั้น เหม่อมองไฟฟ้าสลัวลงมาบนมือ เขายืนลังเลอยู่หลายวินาที ก่อนตัดสินใจกลับเข้าไปในห้องศิลปะคนเดียว
เสียงประตูปิดเบา ๆ ทุกอย่างกลับสู่ความมืดสนิท มีเพียงแสงสะท้อนจากหลอดไฟฟ้าพริบ ไอเย็นจากรอยแตกผนังแทรกเข้ามา ซันวาดเดินผ่านเงาของตัวเองบนพื้น ก่อนหยุดชะงักเมื่อจู่ ๆ รูปเด็กชายเศร้าในกรอบวางเอียงล้มจากกำแพงตกพื้นอย่างไม่มีลม
เขาเอื้อมมือจะหยิบ แต่เงาในมุมไม้ข้างกระจกกลับเคลื่อนไหวร่างโปร่งใส ใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงเลือดในหู หยาดน้ำตาเกาะขอบตาแต่ไม่ไหลออก ซันวาดขยับถอย คำพูดของขิม “ที่นายกลัวจริง ๆ มันใช่ผีหรือเปล่า” คล้ายกระแทกหัวใจ
ซันวาดสูดหายใจเข้า หยิบรูปขึ้นมากอดแน่น พึมพำกับตัวเอง “ถ้าแม่อยู่นี่….” แต่น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า เงาบนผนังกระตุกเข้าหาเศษซากของเขาเอง ร่างนั้นหัวเราะเบา ๆ ฟังไม่ได้ศัพท์
เกิดเสียงประตูแกร่ง ๆ ทำลายทุกความนิ่งงัน ขิมโผล่กลับมา มือหนึ่งขยุ้มกุญแจ อีกมือถือโคมไฟเล็ก “นายไม่ควรอยู่คนเดียว” เธอพูดเหมือนคำเตือนแต่เสียงอ่อนโยน ซันวาดฝืนยิ้ม
“ขอบคุณ” เสียงสั่น ๆ
ขิมเดินเข้ามา คุยด้วยเสียงเงียบ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน” เธอปล่อยความเงียบไว้สั้น ๆ “แต่ถ้าเรากลัวด้วยกัน มันอาจง่ายขึ้น”
ทั้งคู่เงียบ หายใจแผ่ว ๆ ขิมนั่งลงข้าง ๆ ซันวาดบนพื้นไม้ เย็นหนักสู่กระดูก ต่างคนต่างไม่มีใครกล้าสบตา เงาบนนั้นคล้ายจะกลืนพวกเขา แต่แล้วแสงโคมไฟจากมือขิมส่องเข้าหางของเงาดำ เงานั้นสั่นไหว รูปร่างลอกหลุดคล้ายสีดำที่โดนน้ำจางออกจากผืนผ้าใบ
“นายเคยลองยืนดูเงาตัวเองในที่มืดนาน ๆ ไหม มันจะเหมือนเดินเข้ามาหานายเอง” ขิมกระซิบ ชุปฝ่ามือลูบหลังซันวาดเบา ๆ
“ผมพยายามหนี” ซันวาดเสียงแผ่ว “มันตามผมทุกที่…”
“เราอาจต้องหยุดหนี แล้วลองถามมันว่ามันอยากอะไร” ขิมพูด เดินไปหยิบสีขาวมาวางตรงหน้า “ถ้าเงาคือบาดแผล เราอาจแต้มสีอะไรบางอย่างกับมันได้”
ซันวาดมองแปรงในมือของขิมอย่างลังเล “มันจะหายเหรอ”
ขิมวางมือลงบนฝ่ามือเขา “แต่เราจะไม่โดดเดี่ยว” เสียงนี้เบาแต่เด็ดขาด ซันวาดกัดปากแน่น ก่อนจับแปรงสีขาว ปาดทาทับลงบนเงาสีดำบนกระดาษอย่างกลัว ๆ
ในแสงไฟสลัว เงานั้นกลับกลายเรืองจาง ๆ บาดแผลในหัวใจเผยผ่านรอยแปรงมัว ๆ ขิมยิ้มมุมปาก “สวยกว่าที่นายคิดนะ”
ซันวาดยิ้ม รอยยิ้มแรกของค่ำคืนนี้
วันถัดมาในสตูดิโอกลิ่นเทียนหอมจาง ขิมวางลายดินเหนียวเสร็จ รูปใบหน้าเด็กเล็กตอนนี้แต้มรอยยิ้มจาง ๆ เธอยื่นให้ซันวาด “บางทีเราก็ปั้นแผลให้กลายเป็นรอยยิ้มได้”
ซันวาดรับไว้ อายเล็กน้อย “ผมต้องเริ่มวาดรูปแรกใหม่มั้ง”
ขิมยิ้มกว้าง “วาดรูปใหม่ อย่าลืมเก็บเงาเก่าไว้ด้วยนะ”
เย็นนั้นแสงสะท้อนบนภาพวาดเดิมจางซาลง เงาดำในห้องศิลปะนิ่งลงเหมือนยอมจำนน ซันวาดนั่งวาดรูปใหม่ ใบหน้าของแม่กลับมีรอยยิ้มหนึ่งที่เขาไม่เคยวาดได้มาก่อน
ขิมเดินเข้ามานั่งลงข้างเขา ไม่พูดอะไร แค่แบ่งพื้นที่เงาตัวเองและหัวใจสีขาวที่เริ่มชัดขึ้นบนผืนผ้าใบเล็ก ๆ ในห้องนั้น
ข้ามสัปดาห์ ซันวาดมองผลงานตัวเองบนผนัง นิ้วสั่นน้อยลง เงาบนพื้นมุมห้องเรียนศิลปะเคลื่อนไหวเบากว่าทุกวัน ทุกครั้งที่เขานั่งลง ขิมจะยื่นดินเหนียวให้ พร้อมรอยยิ้มที่บอกว่า—ไม่ต้องหนีอีกแล้ว
ในนิทรรศการศิลปะของคณะ ผลงานใหม่ของซันวาดได้รับเสียงซุบซิบจากนักศึกษาหลายคน สีขาวแต้มรอยบาดเจ็บบนผืนดำ และรูปใบหน้าเด็กชายที่ยิ้ม เงาสะท้อนในรูปคล้ายรอยยิ้มของขิมนักปั้นดินเคียงข้าง
ค่ำหนึ่งหลังนิทรรศการปิด ซันวาดกลับมามองห้องโล่ง แสงไฟฉายตกลงพื้น เงาที่เคยไล่ล่า ตอนนี้เหลือแค่เพื่อนเดินทางบนผนัง
เสียงเท้าของขิมสะท้อนเข้ามาในห้อง “พร้อมเริ่มใหม่หรือยัง” เธอถามด้วยรอยยิ้มจริงใจ
ซันวาดหันมาสบตาเป็นครั้งแรก แสงจากโคมไฟเล็กในมือขิมสะท้อนพื้นเป็นเส้นสีขาว เงาทั้งหมดในสตูดิโอตอนนี้เหมือนภาพวาดที่พร้อมถูกแต้มสีใหม่
“พร้อมแล้ว”
เสียงแปรงลากเส้นใหม่ลงบนผ้าใบ แสงและเงาเคียงข้างกัน เงาที่เคยกลืนกิน ตอนนี้กลายเป็นฉากหลัง เรื่องราวใหม่เริ่มขึ้นในสตูดิโอศิลปะอันเงียบงันที่คืนถัดไปจะไม่มีใครกลัวเงาอีก