เสียงกระซิบใต้เงาไม้
ใบไม้บนยอดไผ่ไหวริกในแสงแดดเช้าขณะที่ธนาเดินตามทางดินเล็กแคบ เขาสะพายเป้ใบเก่าซึ่งมีแต่สมุดรายงานและของว่างสอดไว้ด้วยความลับ ตอนที่เขามาถึงต้นไทรใหญ่กลางหมู่บ้าน เสียงจ๊อกแจ๊กก็ลอยมาเป็นระยะจากร้านขายของชำ ทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องเดิม — ปราณ ลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน หายไปตั้งแต่เมื่อคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ธนา เธอคิดว่าปราณจะถูกผีป่าพาไปไหม?” อิ่มถามขณะที่เดินเคียงข้างกัน เธอสวมเสื้อยืดหลวมกับกางเกงผ้าลายดอก มีแววตาขี้สงสัยและซ่อนความหวาดระแวงลึก ๆ เอาไว้ ธนาหันมาสบตาแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
“ถ้าเป็นผีจริง ฉันคงต้องช่วยได้ล่ะสิ” เขายิ้มกลบเกลื่อนแม้ในใจเต้นแรงตั้งแต่ได้ยินเสียงเล่าลือ “แต่แม่ฉันบอกว่าผีไม่มีจริง มีแต่คนเท่านั้นที่น่ากลัวที่สุด”
อิ่มกัดริมฝีปากล่างแล้วนิ่งไปชั่วครู่ “เมื่อคืน ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่สวนหลังบ้าน เหมือนเสียงผู้หญิงกระซิบ…ฟังไม่ออก แต่รู้สึกแปลกมาก”
ธนาเงียบ หวนคิดถึงคืนก่อนที่ตนเคยฝันจาง ๆ ถึงเงาดำโบกสะบัดใต้ต้นไม้ ไฟที่หัวใจเต้นรวนกลายเป็นความกลัวซึ่งไม่ยอมรับออกเป็นถ้อยคำ
“ไปดูที่เกิดเหตุกันไหม?” ธนาเบนสายตาไปยังโขดหินหลังบ้านปราณ อิ่มลังเลเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้า — การไม่ทำอะไรเลยเหมือนคนที่หายไปทีละคน ไม่ใช่นิสัยของพวกเขา
บริเวณโขดหินที่ว่ามีแต่เศษใบไม้และตะไคร่ ท่ามกลางกลิ่นดินเปียก เสียงกระซิบแว่วเบา ๆ ไหลผ่านอากาศอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองหยุดหายใจและมองหน้ากันเหมือนจะถามว่าได้ยินเหมือนกันหรือเปล่า ความเงียบนั้นหนาหนักจนรู้สึกว่าลมหายใจตัวเองดังเกินไป
“เสียงนั้น…” อิ่มกระซิบเบา ๆ ธนาพยายามตั้งสมาธิ แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรอีก เขาขยับเข้าไปใกล้โขดหิน เหลือบเห็นด้ายแดงขาดที่พันอยู่ตรงตอไม้ “นี่อะไรนะ?”
เขาเก็บด้ายแดงใส่กระเป๋า ในใจมีแต่เครื่องหมายคำถามมากขึ้น ความกลัวที่เคยซ่อนลึกเริ่มไต่ขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง แต่ก็มีบางอย่างผลักดันให้ไปต่อ
ตลอดบ่ายนั้น ทั้งสองทำเหมือนเป็นกิจวัตร — แบกข้าวสารเข้าวัด เดินเก็บเศษขยะรอบหมู่บ้าน แต่ในสายตากลับไล่สอดส่องทุกเงามืดว่าในนั้นจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
ตกเย็น พวกเขานัดกันใต้ต้นไทรเพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อนอีกคน — เจษ เด็กหนุ่มหัวแข็งพูดจาโผงผาง ผู้หลงใหลเรื่องไสยศาสตร์ เจษถึงก่อนใคร สายตาจับจ้องไปยังด้ายแดงในมือธนา
“ของแบบนี้ไม่ควรแตะนะ มันเป็นของต้องห้าม” เจษกระซิบเสียงต่ำ “คนที่หายตัวไป ถ้าเคยมีด้ายแดงผูกข้อมือ ซวยทุกราย”
ธนาเลิกคิ้ว “แต่นี่มันขาดแล้ว มันจะมีอะไรได้?”
เจษถอนหายใจ “มันคล้ายกับคำสาป ถ้าด้ายขาดตอนกลางคืน คน ๆ นั้นจะได้ยินเสียงกระซิบ แล้วก็จะไม่เหมือนเดิมอีก” เขากระตุกเสื้อเบา ๆ “อย่าเอากลับบ้านล่ะ ตายจริง ๆ นะ”
ขณะที่ความกังวลก่อตัว อิ่มพึมพำ “หรือ…เสียงเมื่อคืนที่ฉันได้ยินจะเกี่ยวจริง ๆ?” เจษมองหน้าอิ่มแล้วพูดเบา ๆ “เธอยังมีด้ายแดงอยู่ไหม?”
อิ่มคลำข้อมือตัวเอง พบว่าด้ายแดงที่เคยผูกไว้ขาดตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ใบหน้าเธอซีดลงทันที ธนาจ้องหน้าเพื่อนรักสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดปนความกลัว
ทั้งสามตัดสินใจสืบหาความจริงเกี่ยวกับด้ายแดงในหมู่บ้าน โดยเริ่มจากยายผ่อง ผู้เฒ่าที่รู้ตำนานทุกอย่าง ยายผ่องนั่งอยู่ใต้ระเบียงบ้านไม้ ดูเหมือนนอนหลับแต่หูตาไวเกินวัย
“ด้ายแดงพวกนี้นะ ลูกเอ๋ย มีไว้ผูกกันไม่ให้อะไรที่ไม่ควรมาเอาตัวไป… แต่ว่าถ้ามันขาดโดยไม่ตั้งใจ ใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้หรอก มันจะมาคืนที่เจ้าฝันร้ายที่สุด มีใครฝันแปลก ๆ เมื่อคืนนี้ไหม?”
ธนากับอิ่มหลบตากันเอง ไม่มีใครอยากเล่าคืนหนึ่งซึ่งไม่มีใครกล้านอนต่อจนรุ่งสาง ทุกอย่างเงียบลง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องระงมในเงามืด
คืนนั้น ธนานั่งเหม่อมองเพดานห้อง เสียงกระซิบแว่วมาใกล้หู ร่างกายเย็นเยียบ เขากัดฟันลุกไปดูที่หน้าต่าง เห็นเงาตะคุ่มใต้ต้นไทร ใจเต้นระรัวพลางพึมพำว่า “ฝัน…ใช่ไหม”
เช้าวันต่อมา อิ่มโทรมาเสียงสั่น สาบานว่าเห็นปราณเดินวนใต้ไทรทั้งที่หาไม่เจอมาหลายวัน ธนาไม่เชื่อ แต่เลือกจะเงียบ แล้วรีบแต่งตัวออกจากบ้านด้วยใจร้อนรน