เกาะคำสาบกับฤดูฝนครั้งสุดท้าย
ตะวันเริ่มลับขอบท้องฟ้า รอยแดงไหลอาบเส้นขอบน้ำทะเล หาดทรายหยาบขุ่นของเกาะชื่อแปลกที่ไม่มีใครในกลุ่มรู้จัก รองเท้าผูลุ่ยเสียดสีผิวทราย ก้าน ผู้ชายรูปร่างสูงแต่หลังค่อมเล็กน้อย มองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ข้างเขา ทราย สาวผิวแทนหน้าดุ พ่นลมหายใจแรง ๆ พลางยกเป้ขึ้นพาดบ่า “ก็ใครบอกว่าจะมีข้าวเย็นพร้อมคอย เดี๋ยวก็รู้…หายนะกับกิจกรรมนี้นะ” เสียงระฆังลอยลมของเรือนำกลับเงียบสนิท กิจกรรมนี้ ไม่มีครู ไม่มีคนดูแล มีแต่คำสัญญาเหงา ๆ ว่า “เจอกันอีกทีเช้าเดือนใหม่ ถ้าทุกคนรอด”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โม สาวแว่นเงียบขรึมก้มหน้ากัดริมฝีปากตัวเอง มือกำสมุดโน้ตแน่น ไฟฝังใจเมื่อต้องมาร่วมกิจกรรมกับคนแปลกหน้าห้า คน ไม่รู้จักใครเลย ลมหอบความเงียบกับร่องรอยตึงเครียดแปลก ๆ แทนความร่าเริงสนุกสนานแบบค่ายลูกเสือที่เคยเจอ
เจ ชายแก้มแดงผมหยิก หัวเราะประหลาดในลำคอเมื่อทรายพูดว่าไม่มีข้าวเย็น เขาหยิบลูกอมออกจากเป้โยนใส่อากาศสำอาง “กินลูกอมนี่แทนข้าวก็ได้ป่ะนะ หรือใครจะจับปูมาเผาเอง” ไอซ์ ชายหนุ่มผิวเข้มตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม เบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากแลอะไรพวกนี้จริง
ตาม นศ.ปีสามรูปร่างผอมใส่เสื้อลายดอก นั่งลูบข้อมือที่สักคำว่า ‘อดทน’ ท่ามกลางความว่างเปล่าของเกาะ เขามองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง ก่อนหลบสายตาไปทางต้นไทรใหญ่ที่อยู่ท้ายหาด
ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองต้องเผชิญอะไร ได้แต่เดินตามกันไปยังเพิงร้างหน้าแหลม แน่นขนัดด้วยความกลัว ในหัวใจแต่ละคนต่างอ้างว้างแบบไม่กล้าเอ่ยระบาย เสียงเท้าหกคู่กดแน่นลงบนกรวดหยาบประหนึ่งห้วงใจที่ต้องมีเป้าหมาย ไม่อย่างนั้นทุกอย่างคงสลายไปกลางความเงียบนี้
คืนนั้น ทะเลใจกลางเกาะกลายเป็นคนละแดนจากแสงสว่างภายนอก ก้านจุดไฟแคมป์ เงาไฟกระพริบขลุกขลิกบนใบหน้าทุกคน แต่ไฟใจแต่ละคนกลับไม่ได้อุ่นขึ้น
โมพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่ว “ใครก็ได้… ถ้ามีใครขี้กลัวหรือป่วยช่วยบอกกัน จะได้ช่วยทัน” ไม่มีเสียงตอบ ทรายเองแค่หัวเราะหยัน ไอซ์ยังนั่งตัวแข็งข้างกองไฟ
เจพลิกลูกอมในมือเล่น ถามเสียงล้อเลียน “กลัวเหรอ แล้วกลัวอะไร กลัวผี หรือกลัวจะอดข้าวตายก่อน” โมสบตาก้านแวบหนึ่งก่อนหลบ เธอยกมือขึ้นกอดอกแน่น คำว่ากลัวค่อย ๆ คลี่คลายในใจราวจะฟุ้งแทรกออกไปทางกระแสลม
คืนแรกผ่านไป พวกเขาแทบไม่ได้หลับ ฝนยังไม่ตก แต่อากาศอึน ๆ อะไรบางอย่างในหมู่ต้นไทรส่งเสียงร่วงแทบพื้นทราย ทุกคนตื่นกลางดึกเมื่อไอซ์โวยวายเสียงดัง “มีคนเดินรอบเพิง กูได้ยินเสียง!”
ก้านลุกพรวด จับไม้สั้น ๆ ที่เจอในป่า “จะไปดูเอง ใครมาก็มา!!” ไม่มีใครพูดอะไร โชยกลิ่นหวาดกลัวลอยอบผสานไปกับความสงสัยข้นคลั่ก
เจกลืนน้ำลายแรง ทรายหยิบไฟฉาย ไฟกะพริบแบบแบตสำรองเกือบหมด พวกเขากระจายกันไปข้างเพิง พบเพียงรอยเท้าเปื้อนดินรอบวง สายฝนแรกเริ่มโปรยปราย ท่ามกลางความเงียบ ไฟฉายดับ ก้านพูดเบา ๆ ว่า “นอนกันเถอะ พรุ่งนี้ยังอีกไกล” ไม่มีใครหลับตาลงสักคน
รุ่งเช้า เมฆหมุนวนคล้ำเทา ทรายประกาศเสียงเหนื่อย ๆ ว่า “คนจะรอด ต้องมีอะไรกิน” ทุกคนออกเดินหาของกิน เจขำเย้ยชะตา คุ้ยกองใบไม้จนพบหอยฝาชีสักสามสิบตัว หัวเราะออกมาดัง ๆ “นี้แหละอาหารเช้า เชิญจับจองครับ!”
ตามหลบมุมเงียบ อยากให้ใครสังเกตตัวเองน้อยที่สุด โมเข้าไปนั่งข้าง ๆ “เธอโอเคไหม” ตามไม่ตอบ กัดฟันแน่นเหมือนจะพูดแต่ก็กลืนคำลงคอ
ทั้งกลุ่มนั่งล้อมวง อาหารเช้าง่าย ๆ ทำให้ต่างฝ่ายต้องเปิดใจ ทรายเริ่มเล่าเรื่องบ้านเกิดว่าตัวเองเป็นคนกลัวที่แคบ แต่จะไม่ยอมตายเป็นศพบนเกาะ เจย้อนคำติดตลก “ใคร ๆ ก็ไม่อยากตายได้เปล่า” ไอซ์เมินหน้าไปทางทะเล โมเงียบ แต่ยิ้มบางเบาให้กับบรรยากาศที่เริ่มเบาบางจากความกลัว
ฝนตกหนักช่วงสาย เสียงฟ้าร้องสนั่น ไอซ์ตะโกนโวยว่าเห็นอะไรสีขาว ๆ ตรงชายป่า เจวิ่งออกไปดูทันที ทรายก็ตาม ไฟฉายแทบไร้แสง โมลังเลแต่รีบก้าวตาม กลางโคลนเฉอะแฉะ ร่างเด็กผอมกระโดดออกมาเบื้องหน้ายิ้มกว้าง “หวัดดี…”
ทุกคนผงะ เด็กตาคล้ำสวมชุดนักเรียนเก่าขาดรุ่ย แนะนำตัวสั้น ๆ ว่า “ชิน ผู้ดูแลเกาะ” ก่อนจะเดินจมหายไปในป่าทั้งที่ฝนโหมหนัก เจหายใจแรงเหมือนจะถามแต่กลับนิ่ง กลิ่นคำสาบซ่อนลึกในดวงตาชินชั่วขณะ ทุกคนสับสนแต่เลือกเดินตามเข้าไปในป่า
กลางป่าไม้ชื้น ฉากแปลกตา พวกเขาเจอศาลเล็ก ๆ ทรุดโทรม ข้างในมีเศษกระดาษเขียนบางอย่างอ่านไม่ออก ชินหุบยิ้ม พูดช้า ๆ “ถ้าใครทำผิด…เกาะนี้จะทวงคืนทุกอย่าง” ตามตัวแข็ง ทรายสบถเสียงต่ำ โมหลบตาเจ ไอซ์สั่น กลัวจนไม่ขยับ
เด็กปริศนาหายตัว เจพยายามไถ่ถามว่าจะออกจากเกาะได้ยังไง ให้อภัยหรือแก้คำสาบได้แบบไหน ไม่มีคำตอบจากป่า มีแค่เสียงลมหายใจของตัวเองแต่ละคน
กลางคืนวันถัดมา ฟ้าคะนองซ้ำ แป้งเปียกเจือไปบนรอยแผลตามแขนของตาม โมถาม “เกิดอะไรขึ้น” ตามส่ายหน้า “ไม่สำคัญ คนอย่างฉัน ไม่ควรอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ” โมกุมมือเขา เงียบ ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าสบตานาน
ไอซ์นั่งกอดเข่า “รู้สึกว่ามีคนจ้องหลังตลอด ฉันเกลียดความรู้สึกนี้” ทรายเสยผมขึ้น “ก็แค่กลัวไปเอง ถ้ากลัวก็ออกไปหาเด็กนั่นซะสิ เอาสิ!”
เจหัวเราะแบบฝืน ๆ โมแกล้งตบมุข “ไปกับไอซ์มั้ย เราไปด้วยกันก็ได้” ไอซ์ไม่ตอบ แค่กลืนน้ำลายและลุกเดินหนีไปทางดงไม้
บรรยากาศระวังภัยเข้มข้นขึ้น ทุกคนโดนกดด้วยความหวาดกลัวและความเงียบของป่า ไฟใจที่เริ่มติดกลับมอดลงอีกครั้งเมื่อข่าวร้ายคืบคลานเข้ามา
รุ่งเช้าวันที่สาม รอยเท้าชินโผล่ใกล้รอยเท้าพวกเขาอีก ทุกคนต้องโทษกันเองเพื่อหาว่าใครเป็นคนละเมิดคำสาบ หายไปหนึ่งคน—ตามล้มพับอยู่ใต้ต้นไทร ก้านวิ่งเข้าไปดูเรียกทุกคนด้วยเสียงสั่น โมเอามือปิดปาก ฝนซัดหน้าชนหาด
ก้านน้ำตาซึม “จะยอมให้เรื่องแย่กว่านี้เกิดไหม” เจกลั้นสะอึก ทรายสบถ ไม่ยอมรับว่าร้องไห้ ไอซ์เดินหนีออกไปที่ชายหาด ไม่พูดกับใคร
สถานการณ์บนเกาะยิ่งตึง ท่ามกลางฝนที่หลั่งและความลับขยาย เงาสุขเศร้าของแต่ละคนเผยออกมาทีละน้อยจากบทสนทนาและสายตาวูบไหว ทุกคนต่างเริ่มสารภาพบาปที่ตัวเองปกปิด คราบแผลของใจฉายออกราวกับใบไม้เปียกฝน
โมเล่าเรื่องพ่อแม่หย่ากัน เธอทนไม่ได้กับคำว่าผิดหวังและกลัวจะไม่ถูกรัก เจสารภาพเคยทรยศเพื่อนรักตอน ม.ปลาย ทรายรับว่าตัวเองโกหกกับบ้านทุกเรื่อง ก้านเผยว่าเขาเคยขโมยเงินของน้องเพื่อจ่ายหนี้ ไอซ์น้ำตาร่วงสารภาพว่าชอบผู้ชาย แต่กลัวถูกตราหน้าว่าแปลก ทุกคนเงียบ ต่างใจเต้นแรงจากการเปิดเปลือยที่ผ่านมา
ชินปรากฏตัวอีก “บางที…มิตรภาพต้องแลกมาด้วยความกล้าหาญรับความจริง อะไรที่ซ่อนอยู่ ถูกปลดปล่อยหรือยัง?” เด็กชายพูดพลางมองทะเล ฝนโหมหนักขึ้น เงาร่างชินจางหายไปราวไอน้ำในสายฝน
โมมองไปที่รอยเท้าในโคลน นิ้วมือแตะมือของก้านที่ซ่อนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ก้านหันมาสบตา พูดเสียงแผ่วเต็มไปด้วยความเสียใจ “กลับไป…ฉันอยากขอโทษน้อง อยากเริ่มใหม่”
ไอซ์เดินเข้าวงน้ำตาระรื่น “ถ้ารอดได้ ฉันจะบอกแม่ตรง ๆ ว่าฉันเป็นใคร” ทุกคนจับมือกันในวงไฟ ฝนยังตกหนักแต่ไฟใจของทุกคนอุ่นขึ้นเป็นครั้งแรก
ความจริงที่ถูกปลดปล่อยสะเทือนก้องในใจแต่ละคน ชินโผล่มาอีกครั้ง หน้าตาเศร้าขรึม “ถ้าเลือกให้ใครรอดได้เพียงคนเดียว จะเลือกใคร? หรือจะเลือกทุกคนแล้วแบ่งเบาคำสาบด้วยกัน?” ไม่มีใครตอบทันที โมว่าเสียงสั่น “ฉันเลือกทุกคน…เราอยู่ด้วยกันก็ต้องรอดด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน”
พายุกลางคืนสุดท้ายกระหน่ำ ร่างของตามในเงามืดเหมือนได้ขยับ มือแข็งแรงของก้านแบกร่างเขาไว้ข้างกาย เงาขาวของชินลอยรำไรปกคลุมทุกคน ต่างกุมมือแน่นไว้ในเงาไฟจาง “อภัยไหม?” ชินถามอีกครั้ง ทรายพูดย่นย่อ “อภัยสิ…แต่ขอมีโอกาสได้ชดใช้”
เช้ารุ่งขึ้น แดดชุ่มฉ่ำสาดเกาะ ฝนหยุดตก ทุกคนนอนเคียงกันรอดชีวิต พบรอยเท้าชินเดินหายจากชายหาดไปทะเล ร่างของตามนอนหลับสนิทแต่ปลอดภัย
เสียงเรือเครื่องแรกโผล่มาพอดี คนขับชูมือโบก ทุกคนวิ่งไปทางเรือ รอยยิ้มเปียกไปด้วยคราบน้ำตา ชินปรากฏกายสุดท้ายโบกมือลาจากฝั่ง
ทั้งหกคนต่างกลับไปคนละเส้นทาง แต่คราบคำสาบถูกชะล้างด้วยความเข้าใจ ให้อภัยตัวเองและกันและกัน ประสบการณ์บนเกาะกลายเป็นรอยต่อของชีวิตใหม่ เสียงฝนตกครั้งสุดท้ายถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะและคำว่า “เรา…รอด เพราะไม่ทอดทิ้งกัน”