คืนฟ้าที่สตูดิโอศิลปะ
ลมเย็นแรงปะทะหน้าต่างกระจก แสงไฟถนนส่องลอดบานประตูหน้าสตูดิโอศิลปะแห่งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศแจ่มใส ที่ภายนอกกลับถูกบดบังด้วยเมฆประหลาดหนาทึบ ยามค่ำอยู่ที่นี่ต่างจากที่อื่น บนเนินสูงตอนกลางคืน สตูดิโอแห่งนี้ดูคล้ายหลุดออกมาจากกาลเวลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อิ้ง เร็วเข้า จะติดเทปผ้าให้รูปไม่หล่น!” กานต์เอ่ยขึ้นมาด้วยความร้อนรน หญิงสาวร่างเล็กยิ้มเก้อ ควานหาเทปกาวสีขาวในกระเป๋ากางเกงยีนส์ เธอเป็นคนที่ชอบทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง วาดรูปก็ดีใจตอนเริ่ม เบื่อกลางคันทุกที คืนนี้ก็เช่นกัน งานนิทรรศการที่มาพร้อมคำว่ากำหนดเส้นตาย ใครๆ ในกลุ่มก็ตึงเครียด
เสียงหัวเราะของภีมดังอยู่ปลายห้อง เขาวาดรูปแนวเหนือจริงฝีมือฉกาจ แต่มักแฝงอารมณ์ประชดประชัน พอเพื่อนมองเขาแปลกๆ ก็ยักไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เทียนไขบนโต๊ะกลางส่องเงาพาดผนัง ท่ามกลางบรรยากาศสลัวที่เสียงพูดคุยเริ่มซ้อนด้วยความกังวลเล็กๆ
“นายคิดว่าไฟจะดับอีกไหม” เจ คนชอบสะสมของแปลกเอ่ยเสียงเบา สายตาเหลือบมองหลอดไฟฟ้าที่เริ่มกระพริบผิดจังหวะกันเป็นระยะ
กานต์ไม่ตอบ เอาแต่จัดเรียงรูปตัวเองนิ่ง อิ้งเองก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ หลงคิดถึงบ้านระคนชิงชังรูมเมทที่ทิ้งให้เผชิญคืนเส้นตายคนเดียว เพื่อนอีกสามคนนั่งล้อมวงรอเวลา
เสียงฟ้าร้องกึกก้องขึ้นใกล้กว่าคืนก่อน พลังงานประหลาดแผ่ซ่านทั่วห้อง ถ้วยกาแฟสั่นบนโต๊ะราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นผลัก ทุกคนหยุดค้างกันชั่วครู่ก่อนภีมหัวเราะกลบเกลื่อน
“บ้านเก่าที่ไหนก็หลอนแบบนี้ทั้งนั้น อย่าไปคิดมาก” เขาหรี่ตามองไปยังภาพสีน้ำมันใบโตที่แขวนติดผนัง เหมือนมีรอยเปียกน้ำซึมแปลกประหลาดโผล่มาเงียบๆ ตรงมุมภาพ
ฟ้าผ่าครั้งหนึ่ง แสงวาบสว่างเต็มห้องทิ้งเงาทอดยาวเหนือพื้นไม้เก่า ประตูเหล็กหน้าสตูดิโอปิดลงเองอย่างแรง ทุกคนหันขวับไปมอง—และเสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นจากห้องเก็บของหลังม่านกำมะหยี่
อินัง เพื่อนร่วมคณะผมฟูวิ่งถลาออกมา ใบหน้าซีดขาวมือสั่น เธอไม่พูดสักคำ เพียงแต่ยกมือขึ้นชี้สิ่งที่เพิ่งเห็นในความมืด คำพูดแน่นในลำคอ ทุกคนเดินเข้าไปช้าๆ ตรงห้องเก็บของ ข้าวของกระจัดกระจาย มีรอยน้ำหยดยาวเป็นทางเข้ามาจากหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งควรจะปิดสนิท
เจเข้าไปหยิบไฟฉายมือถือ กานต์ตามติด เขาค่อยๆ ส่องแสงไปตามทางน้ำอย่างระวัง ภายในมีเพียงเสียงหายใจเบาๆ กับความเงียบขรึม แบบที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรอีก…
เสียงโทรศัพท์มือถือหายไปดื้อๆ สัญญาณขาด อินังหันมาเอ่ยเบาๆ “เหมือนตอนเด็กๆ เลย วันนั้น…” เธอหยุด ไม่ต่อท้าย เปลือกตาลู่ต่ำเหมือนกลัวจะเผลอพูดอะไรออกมากว่านี้
ไฟฉายสะท้อนกับวัตถุโลหะด้านหลัง เจหยิบขึ้นมาพลิกดู สันเหล็กโค้งมนเปื้อนรอยบางอย่าง—เหมือนเลือดแห้ง เขาสบตาอิ้ง ทุกคนเก็บความเงียบแต่ความรู้สึกร่วมรุนแรง ปริศนาในห้องดูเหมือนไม่ใช่แค่เรื่องหลอนธรรมดา
ฟ้าข้างนอกยังคงร้อง ทุกคนกลับมานั่งล้อมวงกลางห้อง ร่างกายแนบชิดกันยิ่งขึ้น แขนขาถูกกอดแน่นเพื่อสร้างความอุ่นใจ อิ้งลากขาเข้าใกล้ภีมเล็กน้อย พยายามพูดขำกลบเกลื่อนความกลัว “งั้นใครอยากเล่าเรื่องผีบ้าง เอาให้ลืมเส้นตายกันไปข้างนึงเลย”
กานต์แค่นหัวเราะ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบโดยไม่มองใคร สายตาซ่อนอะไรบางอย่างลึกเกินจะอ่านออก เด็กหนุ่มที่แข็งกร้าวแต่ขี้กลัวซ่อนตัวเองภายใต้ท่าทีขี้เล่นเสมอ อินังยิ้มบาง พึมพำว่า “คืนนี้จะไม่มีใครนอนใช่ไหมเนี่ย”
ในความเงียบอลวน ใครบางคนถูกรุกล้ำจากเสียงก๊อกๆ ที่หน้าต่าง เจกับภีมมองหน้ากันทันที—ไม่มีใครกล้าลุกไปเปิด ทุกอย่างเงียบสงัดนานจนน่าขนลุก จู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บลงจริงๆ ทิ้งพวกเขาไว้ในความมืดสนิท
เพียงเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น ทุกคนต่างได้ยินเสียงกระซิบประหลาดลอยมากลางความมืด บางคนจับใจความได้ บางคนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น เสียงกระซิบเย็นชา—รู้ความลับของแก
ภีมหัวเราะแห้ง กระทั่งต้องหยุดกลางคัน “ตลกดีเนอะ เอาดีๆ มีใครกำลังแกล้งอยู่เปล่า ตั้งใจปั่นประสาทเหรอ” อินังพยายามหลบสายตา เธอขยับตัวห่างจากกลุ่ม คล้ายกลัวถูกเรียกให้เปิดเผยอะไรต่อหน้าทุกคน อิ้งฝืนยิ้มแต่สีหน้าลดความกังวลไม่ได้
ไฟในห้องวาบขึ้นอีกครั้ง ร่างทุกคนเหมือนไม่ขยับไปไหนเลย แต่กลับรู้สึกว่าสถานะทางความสัมพันธ์ของกลุ่มเปลี่ยนไป ทุกคนต่างหวาดระแวง และรู้สึกว่าคนข้างๆ อาจกำลังเก็บซ่อนบางสิ่งไว้
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน อินังพูดออกมาเบาๆ ว่า “ที่จริง พวกเราต้องคุยกันได้แล้ว ปล่อยแบบนี้ไม่ได้หรอก” เครียดจัดจนเสียงสั่นกังวานชัด “ฉัน… ฉันเห็นอะไรบางอย่างในห้องเก็บของ รูปวาดนั้นมัน… มันไม่ใช่ของเราใช่ไหม”
เจดูสนใจทันที กานต์ส่ายหน้า “ไม่มีใครเอารูปอะไรเข้าไปในนั้น ค้างตั้งแต่ก่อนจะพวกเราใช้สตูฯ ด้วยซ้ำ”
อิ้งสอดเสียงแผ่ว ๆ “แล้วใครเป็นคนวาด? ฉันไม่เคยเห็นลายเส้นแบบนั้นมาก่อน… มันดู” เธอกำลังจะพูดต่อแต่กลืนคำลงคอ ดวงตามองภาพวาดลึกลับที่มีรอยน้ำเปื้อนเหมือนคนร้องไห้บนผนัง
บรรยากาศตกอยู่ในความอึดอัด กานต์บีบปลายแก้วแน่น มือสั่นเล็กน้อย “งั้นคืนนี้เราต้องค้นให้รู้กันว่าอะไรอยู่เบื้องหลัง”
แต่ละคนมีสีหน้ากล้าๆ กลัว ๆ เปลี่ยนความตั้งใจจากการรอเวลาส่งงานกลายเป็นการค้นหาความจริงที่ผสมระหว่างความระทึก ขนลุก และสำนึกผิดในอดีตที่ยังฝังใจ
เสียงเทียนไขแตกเปรี๊ยะเมื่อจุดใหม่ ทุกคนพร้อมใจลุกขึ้น เงาคนสาดผ่านผนังที่เต็มไปด้วยผลงานศิลปะ ใครคนหนึ่งเอื้อมมือไปลูบกรอบรูปวาดน้ำตานั่นเบาๆ กานต์เป็นฝ่ายกล้าเดินนำฝ่าความมืดไปเปิดหน้าต่าง ทุกคนมองหาสัญญาณคำตอบจากนอกสตูดิโอ แต่ความเงียบคือคำตอบเดียวที่ได้รับ
อินังสูดหายใจลึก เสียงสลับกับความเงียบจนเกือบฟังได้แต่หัวใจตัวเอง “ฉันมีบางอย่างอยากเล่า…” เธอเว้นจังหวะแผ่วเบา ดวงตาทอดเงา “คืนหนึ่งที่นี่… ฉันอยู่คนเดียว แล้วเห็นเงานั้นหน้ากระจก รูปวาดในห้องนั้นหันหัวมาตาม แต่ตอนนั้นคิดว่าคงตาฝาด”
“เธอไม่เคยบอกเราเลยนะ” ภีมพูดน้ำเสียงเยาะแต่ท่าทีห่วง “เธอจริงๆ เหรออินัง?”
เจยืนกอดอกช้า ๆ “บางทีคืนนี้พวกเราคงต้องยอมรับว่า สตูฯ นี้มันมีอดีตบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ”
อิ้งอดรนทนไม่ไหว คว้าไฟฉายมาเดินกลับเข้าไปที่รูปวาดปริศนา อิ้งจ้องลายเส้นหยาบ ๆ ที่เหมือนจะเปลี่ยนแปลงได้ถ้าสายตาเปลี่ยนมุม กานต์รีบเดินตามเพราะเป็นห่วง
“รอด้วย!” กานต์ส่งเสียง อิ้งหยุดหันมา “เราควรจะไปเป็นกลุ่มไหม…คืนนี้มันไม่ปกติ”
“มันเคยปกติด้วยหรือ?” อินังเผลอยิ้มจาง “ใครสักคนกำลังพยายามแสดงอะไรกับเรา”
เสียงฝีเท้าหนักตกลงบนบันไดไม้เก่า ทันใดนั้น ไฟดับวูบ เทียนก็ดับให้บรรยากาศปกคลุมด้วยเงาดำชวนสั่นประสาทเป็นรอบที่สอง
เงาคนโผล่มาตรงทางเดินข้างบันได—ดูเหมือนเป็นร่างของใครบางคนที่ไม่ใช่ใครในกลุ่ม ภีมขยี้ตาแรง เหงื่อแตกเต็มมือ
“ทำไมเรารู้สึกเหมือนโดนจ้องตลอดเวลา…” อินังพูดแผ่ว ๆ
เงากับเสียงกระซิบไปพร้อมกัน: รู้ความลับของแก
คราวนี้กลุ่มเด็กหนุ่มสาวแตกตื่น ต่างคนต่างยึดกันไว้สุดแรง เจตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง “ใครอยู่ตรงนั้น!” เงานั้นจางหาย ทุกคนกลับมาในห้องนั่งรอบวง กลุ่มเริ่มถกเถียงมากขึ้น เครียดระอุขึ้นเรื่อย
ภีมหรี่ตามองทุกคน “จะว่าไป ทำไมแต่ละคนดูเหมือนมีบางอย่างปิดบัง เหมือนคืนนี้มัน… บีบให้สารภาพอะไรบางอย่าง”
กานต์สบตามองอินัง อินังกลั้นใจสารภาพก่อน “ฉัน… เคยพังงานชิ้นหนึ่งของอาจารย์ แล้วโกหกว่ามีคนอื่นทำ ฉันไม่เคยบอกใครเลย”
ความเงียบตกลงเต็มห้อง เจและอิ้งมองหน้ากัน ภีมหันไปหาเจ “แล้วนายล่ะ ไม่อยากแสดงความบริสุทธิ์มั่งเหรอ”
เจยกมือ “ผม… ผมเอาเงินกลุ่มไปซื้อของสะสมโดยไม่บอกใครครับ ตอนนั้นมันเหมือนสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกมีค่า” น้ำเสียงเขาติดสะอื้นเล็กน้อย แต่ไม่ยอมสบตาใคร
บรรยากาศตึงหนักขึ้น กานต์ยืนมือหากระเป๋าสีดำของตัวเองอย่างลังเล “ฉัน… ฉันเองก็ไม่ได้ซื่อตรงตลอดหรอก บางครั้งก็ชอบก๊อปงานจากเน็ตมาเป็นแรงบันดาลใจโดยไม่บอกใคร …รู้สึกผิดจนคืนนี้”
อิ้งค่อย ๆ กำมือแน่น “ฉันอิจฉาพวกนาย ฉันสู้พวกนายไม่ได้สักอย่าง …ฉันเผางานตัวเองทิ้งอยู่หลายครั้ง กลัวถูกเปรียบเทียบกับพวกนายตลอด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกลัวปนเศร้า
ไม่มีใครพูดออกมา เสียงนาฬิกาเดินต่อไป เทียนไขค่อย ๆ จุดขึ้นใหม่ อินังเริ่มร้องไห้ กานต์ปลอบเบา ๆ มือสั่นแต่ก็อดทนต่อความเปราะบาง
“เราจะรอดคืนนี้ไหม” ภีมหันมาแหย่ พยายามยิ้ม “บางทีผีมันอาจจะแค่เหงา ไม่ได้อยากทำร้ายใครหรอกมั้ง”
ทันใดนั้น เสียงขีดข่วนเคลื่อนผ่านผนัง ทุกคนหยุด พยายามฝืนรับมือ อินังผละลุกขึ้น “ฉันจะไปดูเอง ใครกลัวก็รออยู่ตรงนี้” ใจสั่นแต่ยังแข็งใจเดินนำ กานต์กับทุกคนเดินตามติดไปทีละก้าว…