เสียงจากปล่องลึก
เปลวไฟแฟลชไลท์ไหววูบวาบสะท้อนกำแพงไม้เก่าท่ามกลางความมืดรอบตัว แสงนั้นสั่นไหวตามมือหญิงสาว เธอชื่อ “ปาล์ม” นักศึกษาบัณฑิตปีสุดท้ายสาขามานุษยวิทยา ปาล์มกำลังยืนอยู่ในบ้านหลังร้าง เกร็งตัวจากความเย็นสั่นสะท้าน เธอมองไปยังเพื่อนสามคนที่เหลือ—“น้ำผึ้ง” เพื่อนร่วมห้องที่นิ่งขรึม, “อิง” เด็กสาวที่มักหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว และ “หมิว” ที่ขี้กังวลจนมือสั่น ปาล์มสูดหายใจลึกขณะเอื้อมไปจับแฟ้มวิจัยในกระเป๋าผ้า ความเงียบที่เคลือบนอกหน้าต่าง บดบังเสียงลมที่ลอดผ่านกระเบื้องแตก ๆ ของหลังคา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราจะเริ่มยังไงดี นี่มัน…น่ากลัวไปหน่อยนะ” หมิวกระซิบ น้ำเสียงสั่นไหว
น้ำผึ้งเดินนำไปที่กลางบ้าน มีช่องไม้ตรงพื้นปูแผ่นกระดานทับไว้ น้ำผึ้งหย่อนตัวลงนั่ง ยื่นมือสำรวจ “ทางเข้าอยู่ตรงนี้ใช่ไหม?”
ปาล์มหยุดยืนตรงนั้น พยายามบังคับไม่ให้กลัว “ใช่…ถ้าตามบันทึก มันคือปล่องที่ชาวบ้านขุดไว้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไป”
“แล้วทำไมเราต้องมาเข้าเองวะ?” อิงกลอกตา หัวเราะฝืด ๆ
เสียงฝีเท้าลื่นไถลของหมิวดังขึ้นเมื่อเธอก้าวถอยจนหลังติดผนัง “ฉันว่าเรากลับเถอะ มันไม่ควร—”
เสียงดัง “กรอบแกรบ!” บริเวณปล่องไม้ ทุกคนหันขวับ ความเงียบตึงเครียดขึ้นอีกระดับ
น้ำผึ้งชะโงกดูใต้กระดาน แสงแฟลชไลท์ส่องให้เห็นปล่องหินวงกลม ลึกจนไม่เห็นก้น “มีใครได้ยินเสียงอะไรมั่ง?” น้ำผึ้งถามเบา ๆ
ปาล์มพยายามฟัง แต่มีเพียงเสียงหัวใจตัวเองกับเสียงลมหายใจแผ่วเบา ราวกับมีบางอย่างกำลังรออยู่
“ปิดแฟลชสิ ลองเงียบดู” อิงเสนอ
พวกเธอปิดไฟ ทุกอย่างตกสู่ความมืดสนิท มีเพียงเสียงหายใจและเสียงลมหวนผ่านปล่องลึก
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเด็กเล็กดังแว่วขึ้นจากปล่อง “กลับบ้าน…กลับบ้าน…” ทุกคนขนลุกวาบ น้ำผึ้งล้วงไฟฉายขึ้นมาใหม่ สาดแสงลงปล่องแต่เห็นเพียงความว่างเปล่า
“ได้ยินมั้ย?” หมิวพึมพำ “ใครพูด?”
น้ำผึ้งกลืนเสียง “เสียงเด็ก…หรือเปล่า?”
ปาล์มบังคับตัวเองให้มั่นคง “อาจเป็นเสียงลม…เข้าใจไหม” แต่ในแววตาเธอแฝงความลังเล
เสียงขานรับของอิงเบาลง “ลมที่พูดได้เนี่ยนะ?” ทุกคนต่างเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนี้แปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ปาล์มหันไปทางหน้าต่าง เห็นเงาใครบางคนผ่านวูบไปนอกบ้าน เธอรีบเดินไปดูแต่พบเพียงความว่างเปล่า
เสียงจากปล่องหยุดลง ทุกอย่างนิ่งสนิท
“เราต้องลงไปข้างล่างมั้ย?” น้ำผึ้งถามเบา ๆ
ไม่มีใครตอบ ทุกคนสบตากันอย่างหวาดระแวง
“ถ้ากลับตอนนี้ งานวิจัยเราคงพังหมด” ปาล์มพูดเบา ๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “นี่อาจเป็นโอกาสเดียว”
หมิวยิ้มแหย “ฉันจะรอดมั้ยเนี่ย…”
ปาล์มฝืนยิ้มกลับ “ไม่มีใครรู้”
น้ำผึ้งผูกเชือกกับขอบปล่อง ส่งไฟฉายห้อยลงไป “ถ้าใครจะลง ก็รีบลงเลย” เสียงเธอเย็นชาเกินกว่าปกติ
อิงเป็นคนแรกที่หย่อนตัวลงปล่อง ไฟฉายเปล่งแสงลอดผ่านผนังหินเปียก ความเย็นยะเยียบกัดผิวหนัง อิงหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้ามีอะไรก็ดึงเชือกขึ้นนะ…”
ปาล์มกับหมิวตามลงไป ขณะที่น้ำผึ้งปิดท้าย ความมืดห้อมล้อมพวกเธอ เสียงปล่องดูคับแคบและแปลกประหลาดกว่าข้างบน
ใต้ดินเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น พวกเธอเดินตามทางเดินแคบ ๆ ที่ฝุ่นโบราณปกคลุมผนัง เงาของแต่ละคนทอดยาวไหลไปกับแสงไฟฉาย
“พวกเธอ เคยรู้ไหมว่าที่นี่เคยมีคนหาย?” อิงถามด้วยเสียงกระซิบ
น้ำผึ้งหยุดเดิน “ใครบอก?”
อิงยักไหล่ “ฉันได้ยินจากอาจารย์ เขาว่ามีเด็กในหมู่บ้านนี้หายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน”
หมิวขยับตัวชิดปาล์ม “อย่าพูดอย่างนั้นสิ…”
ปาล์มจับมือเพื่อน “ตั้งสติไว้…เราแค่ลงมาเก็บข้อมูล”
ทางเดินใต้ดินแบ่งเป็นสองทางข้างหน้า เสียงลมลอดผ่านทำให้ผนังสั่นเบา ๆ ทุกคนลังเล
“ต้องเลือกทางแล้ว” น้ำผึ้งเอ่ย ก่อนจะเดินนำไปทางซ้าย
อิงกับหมิวรีบเดินตาม ปาล์มลังเลเล็กน้อยก่อนตามไป เส้นทางแคบ ๆ ทำให้ทุกคนต้องเดินตามกันเป็นแถว เว้นระยะห่างไม่ถึงเมตร
ทันใดนั้น ไฟฉายของหมิวดับลง “เดี๋ยว เดี๋ยว! ไฟฉันดับ!”
เสียงฝีเท้าหยุดกึก ทุกคนหันมองกันในความมืดปะปนแสงไฟฉายเล็ก ๆ ของคนอื่น
เสียงเด็กพูดแผ่วมาอีกครั้ง “กลับบ้าน…คืนบ้านให้ฉัน…” เสียงนั้นเหมือนกระซิบจากหลายทิศทาง
หมิวร้อง “ใครพูด!” แต่ไม่มีใครตอบ
น้ำผึ้งกระซิบ “ไม่ต้องพูดถึงเสียง มองทางข้างหน้าเท่านั้น”
ทุกคนเดินต่อเร็วขึ้น ลมหายใจถี่กระชั้นตามแรงกลัว
ทางเดินโค้งวกวกจนถึงโถงใต้ดินเล็ก ๆ ใต้บ้าน พวกเธอเห็นรูปวาดลายเส้นประหลาดเต็มผนัง บ้างเหมือนเด็ก บ้างเหมือนสัตว์ที่ไม่มีอยู่จริง
ปาล์มส่องไฟดูใกล้ ๆ “นี่มัน…”
“เหมือนเด็กวาด” หมิวกระซิบ
อิงหยิบสมุดจดขึ้นมาจดรายละเอียด มือเธอสั่นจนปากกาแทบเขียนไม่ได้
น้ำผึ้งก้มมองพื้น เจอเศษตุ๊กตาดินเผาแตกกระจาย “ของเล่นเด็ก?”
ปาล์มค่อย ๆ เก็บเศษตุ๊กตาขึ้นมา เห็นบนชิ้นส่วนมีรอยขีดเขียนเป็นสัญลักษณ์คล้ายวงเวทย์
“ใครทำสัญลักษณ์แบบนี้?” ปาล์มเอ่ย
น้ำผึ้งกลืนลมหายใจ “บางทีมันคือพิธี…”
อิงถาม “แต่เด็กที่ไหนจะวาดแบบนี้…”
เสียงเด็กดังขึ้นอีก “กลับบ้าน…” คราวนี้ชัดขึ้น ทุกคนตกใจจนมือไม้สั่น
หมิวร้อง “เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้!”
ปาล์มพยายามดึงสติ “ใจเย็น นี่อาจเป็นแค่…อะไรบางอย่างจากอดีต”
น้ำผึ้งเอื้อมมือจับไหล่ปาล์มแน่น “แต่เสียงมันเรียกชื่อเธอ…ปาล์ม”
ปาล์มสะดุ้ง เธอแน่ใจว่าได้ยินเสียงนั้นกระซิบชื่อเธอเอง
“อย่าพูดเล่น!” ปาล์มสั่นเทา
ทุกคนเงียบงัน เสียงนั้นกลืนหายไปในความมืด
ขณะที่ทุกคนเตรียมจะกลับ เสียงฝีเท้าก้องไปมาทั่วโถงเหมือนมีใครหลายคนวิ่งวนรอบตัวพวกเธอ—แต่อยู่ในความมืดที่มองไม่เห็น
หมิวกอดแขนตัวเองแน่น “ใครอยู่ที่นี่…ออกมา!”
อิงหันกลับไปทางปล่อง “ไม่มีใครอยู่เลย นอกจากเรา…”
เสียงนั้นกลับดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนมาจากทุกทิศ “พวกเขาจะไม่ออกไป…บ้านนี้เป็นของพวกเขาแล้ว…”
ปาล์มถอนหายใจแรง “เรากำลังถูกหลอกอยู่…มันต้องมีเหตุผลอะไรแน่”
น้ำผึ้งนิ่งคิด “หรือจริง ๆ เรากำลังรบกวนสิ่งที่เขาปกป้องไว้?”
หมิวสะอื้น “แต่เราก็แค่จะมาเก็บข้อมูลเอง”
อิงหัวเราะสั้น ๆ “ถึงเวลานี้…ใครจะเชื่อเรื่องตรรกะอีกล่ะ?”
ทุกคนเงียบงัน ต่างคนต่างจมอยู่กับเสียงตนเองและความคิดในหัว
ปาล์มหยิบสมุดบันทึกของตัวเองออกมาเปิดดู แต่พบว่ามีหน้าหนึ่งเขียนบางอย่างที่เธอจำไม่ได้ว่าเขียน—เป็นข้อความซ้ำ ๆ ว่า “กลับบ้าน” เต็มหน้ากระดาษ
เธอขนลุกวาบ หันไปถาม “พวกเธอ ใครเอาสมุดฉันไปเขียนรึเปล่า?”
น้ำผึ้งส่ายหน้า “ฉันเพิ่งเห็น”
อิงกับหมิวก็มองหน้ากัน ต่างมีสีหน้าตกใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าชุดหนึ่งวิ่งผ่านประตูไม้หลังโถง ทุกคนหันขวับไปมอง
“มีคนอยู่จริง ๆ …” หมิวกระซิบ
ปาล์มตัดสินใจเดินนำไปทางประตูไม้ อิงคว้าแขนไว้ “อย่าไป ปาล์ม!”
แต่ปาล์มสลัดแขนออก “เราไม่ได้มาเพื่อหนี แต่เพื่อหาคำตอบ!”
เธอเปิดประตูไม้เข้าไป พบห้องที่เล็กและแคบกว่าทุกที่ มีแสงไฟริบหรี่จากเทียนไขเก่า ๆ ที่ยังไม่ดับดี
กลางห้องนั้น มีภาพวาดเด็กชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ในบ้าน ร่างเด็กนั้นมีดวงตากลวงโบ๋ ไม่มีลูกตา สีหน้าว่างเปล่า
น้ำผึ้งพูดขึ้นช้า ๆ “ฉันเคยเห็นรูปแบบนี้…ในบันทึกคดีเด็กหายของหมู่บ้าน”
หมิวตัวแข็ง “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่…”
เสียงกระซิบมาอีก “เขาอยู่ที่นี่…อยู่ตลอดไป…”
อิงเหมือนจะร้องไห้ “ปาล์ม อย่าอยู่ที่นี่นานกว่านี้เลย…”
ปาล์มย่อตัวลง มองภาพวาดนั้นอย่างพินิจ เธอได้กลิ่นแปลกราวกับกลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นดินเปียก
เงาของมือเด็กค่อย ๆ ปรากฏบนผนังข้างหลังปาล์ม ทุกคนขยับถอยกรูด เงามือนั้นดูจะขยายยาวขึ้นเรื่อย ๆ …
น้ำผึ้งคว้าข้อมือปาล์ม “เราต้องขึ้นข้างบน!”
แต่ประตูที่เพิ่งเข้ามากลับปิดเองอย่างช้า ๆ …เสียงฝีเท้ายังคงวนเวียนรอบตัว
อิงตะโกน “ปล่อยเราไป!” เธอพยายามเปิดประตูแต่ขยับไม่ได้
เสียงดัง “กรอบแกรบ” จากปล่องเหนือหัว ตามด้วยเสียงร้องไห้ของเด็กดังลอดลงมา
หมิวทรุดลงกอดเข่าของตัวเอง น้ำตาซึมออกมา “เราทำอะไรผิด…”
น้ำผึ้งพูดเบา ๆ “ทุกคนต่างมีความผิด”
ในห้องนั้น อุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อย ๆ ลมหายใจกลายเป็นไอขาว
ปาล์มนิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ฉันเคยมาเล่นที่นี่ตอนเด็ก…ฉันจำได้แล้ว…”
ทุกคนเงียบกริบ ต่างหันมามองปาล์ม
“ฉันเคยแอบทิ้งตุ๊กตาของเด็กในหมู่บ้านนี้…ฉันหวงของเล่น…เด็กคนนั้นร้องไห้แล้วก็หายไป…”
น้ำผึ้งพูดเสียงแผ่ว “เด็กคนนั้น…คือคนที่ไม่มีใครหาพบ”
เสียงเด็กกระซิบ “เธอ…เอาของฉันไป…”
ปาล์มสั่นเทา “ขอโทษ…ฉันขอโทษ…”
ประตูเริ่มขยับเปิดช้า ๆ เหมือนมีใครปลดล็อกจากอีกด้าน
ทุกคนรีบวิ่งออกมาจากห้องนั้น เสียงฝีเท้ายังวิ่งวนรอบตัวตามมาไม่ขาดสาย
เมื่อขึ้นถึงปล่อง ทุกคนช่วยกันปีนกลับขึ้นสู่ชั้นบนบ้าน บรรยากาศในบ้านกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
อิงนั่งหอบหายใจบนพื้น “เราต้องรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้…”
แต่ขณะที่กำลังจะออกจากบ้าน เสียงกระซิบกลับดังขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว…”
ปาล์มหันกลับไปมองเงาเด็กชายในห้องโถง เงานั้นชูมือขึ้นราวกับโบกลา
น้ำผึ้งพูดเสียงสั่น “เราทิ้งใครไว้ข้างล่างหรือเปล่า…”
หมิวหัวเราะขื่น ๆ “ไม่มี…ทุกคนขึ้นมาหมดแล้ว”
แต่อิงกับปาล์มสบตากัน—สีหน้าไม่แน่ใจ บางสิ่งในหัวใจเหมือนขาดหายไป
เสียงกระซิบยังดังต่อเนื่อง “อย่าลืมฉัน…อย่าลืม…”
ปาล์มหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอีกครั้ง พบข้อความใหม่ปรากฏอยู่ “ฉันรออยู่ที่นี่…เสมอ”
เธอปิดสมุดแน่น น้ำผึ้งเดินมากอดไหล่เธอเบา ๆ “ปล่อยอดีตไปเถอะ”
เมื่อทุกคนเดินออกจากบ้านร้าง เสียงลมหวนและเสียงฝีเท้าก็เงียบลง แต่ในความเงียบนั้น ยังมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ วนเวียนอยู่เสมอ
ในปล่องลึก ไม่มีใครรู้ว่าอะไรซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ทุกคนรู้ดีว่าบางอย่างของอดีตยังคงรอคอยผู้คืนบ้าน…ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม