เสียงซ่อนในวังวน
เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ในป่าลึก ทำให้บรรยากาศดูหนาวเย็นกว่าค่ำคืนจริงๆ แสงตะวันที่จางหายไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงเงารางๆ ของหอพักไม้สองชั้นหลังเก่าที่ซ่อนตัวอยู่กลางแมกไม้ หอพักรกร้างนี้เคยมีคนเล่าขานว่า ไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้แม้แต่คนในหมู่บ้าน ทว่าคำเตือนเหล่านั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นฤเบศร์ ยุ้ย ปราง และเติ้ล นักศึกษามหาวิทยาลัยปีสี่จากกรุงเทพ ตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ ในโครงงานวิชาสารคดีว่าด้วย “เสียงปริศนาในที่รกร้าง”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หลังจอดรถกระบะไว้ข้างถนนลูกรัง ทุกคนเดินตามกันเข้าไปในป่า ระหว่างเดินปรางเล่าเรื่องลือที่เคยได้ยินจากยูทูบเสียงเบา ๆ “บางคนบอกว่าได้ยินเสียงเหมือนเด็กขอความช่วยเหลือจากในป่าตอนกลางคืน… หรือบางคนว่าเหมือนเสียงผู้หญิงเรียกชื่อ…” เติ้ลสูดหายใจลึก ไม่พูดอะไร ชายร่างสูงผิวคล้ำมีท่าทางระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด นฤเบศร์ ผู้จับกล้องเดินนำหน้าเลิกคิ้ว “ฟังดูเหมือนเรื่องเล่าเอามาหลอกเด็ก ๆ มากกว่า”
ยุ้ย ผู้มีแววตากระตือรือร้นที่สุด อมยิ้มหยอก “ยุ้ยมั่นใจนะ ถ้าผีมีจริงขอให้คืนนี้มันออกมาเลยละกัน!”
เมื่อหอพักค่อย ๆ ปรากฏร่างใต้เงาไม้ใหญ่ ทุกคนยืนนิ่งอยู่ตรงรั้วไม้ หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว รอยสนิมและเศษผ้าขาด ๆ บนรั้วบ่งบอกถึงความรกร้าง บันไดไม้ที่ขึ้นไปยังชั้นสองเยื้องไปทางซ้ายประตูเล็กที่เปิดค้างไว้อย่างเชื้อเชิญ
“เราจะเข้าไปตอนนี้เลย หรือจะถ่ายข้างนอกก่อนดีวะ” เติ้ลลังเล
ยุ้ยส่องไฟฉายเข้าไปลองทักออกเสียง “สวัสดีค่ะ ใครอยู่ในนี้บ้าง…” เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงนกราตรีห่างไกล
ท้ายที่สุดกลุ่มจึงตัดสินใจเข้าทางหน้า เติ้ลดันบานประตูไม้ซึ่งส่งเสียงเอี๊ยดๆ รบกวนโสตประสาท ทุกคนหยุดฟังเสียงรอบข้าง หัวใจกระหน่ำรัว อยากเรียกเสียงหัวเราะแต่กลับเงียบเสียเกินไป
ภายในอาคารเก่าแสงไฟฉายสะท้อนฝุ่นลอยละลิ่ว ผนังไม้เขรอะ คราบดำที่ส่องไฟเข้าไปไม่แน่ใจว่าเป็นรอยอะไรตามทางเดิน ทุกคนเดินเรียงแถวเยื้องกัน ยุ้ยเก็บภาพวิดีโอ พลางอธิบายเสียงสั่น ๆ “นี่คือหอพักที่ไม่มีใครกล้าเข้ามานานนับสิบปี… จริง ๆ ก็มีคนบอกว่าที่นี่…เคยมีคนหายตัวไป ไม่มีใครพบศพนะ”
เสียงฝีเท้าของทุกคนกระทบพื้นดังก้อง ที่หัวบันไดชั้นสอง นฤเบศร์หยุดเดิน ทั้งกลุ่มเงยหน้าขึ้นไปพร้อมกัน มองเห็นเพียงเงาวูบไหวของบางอย่างที่อาจเป็นผ้าขี้ริ้วสะบัดจากลม หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ เติ้ลกลืนน้ำลาย “เราขึ้นไปดูข้างบนก่อนมั้ย ข้างล่างมันน่าอึดอัด” ปรางส่ายหน้าเบา ๆ “ไปด้วยกัน อย่าแยกกัน”
เมื่อก้าวขึ้นมาบนชั้นสอง ห้องพักเรียงรายสองฟาก ทางเดินเปลือกไม้ผุกร่อน ยุ้ยกระซิบ “ทำไมเหมือนได้ยินเสียงอะไรปะวะ… แบบเสียงงึมงำเบา ๆ” ทุกคนหยุดฟัง…มีเพียงเสียงขอนไม้ลั่นเพราะน้ำหนักของพวกเขาเอง ไม่มีอะไรอย่างที่ยุ้ยว่า
นฤเบศร์หันมามองยุ้ยแววตาเข้าใจ “ประสาทแน่ ๆ พวกเราแค่ตื่นเต้นเองแหละ” ยุ้ยนั่งยอง ๆ ยิ้มแหย “ใช่มั้งเนอะ…แล้วประตูห้อง 203 นั่น เปิดอยู่นี่หว่า…”
ประตูห้อง 203 เปิดแง้ม มืดสนิทข้างใน นฤเบศร์ยกไฟฉายส่องเข้าไป ห้องแคบ ๆ มีโต๊ะไม้ เตียงคู่เก่า ๆ และข้าวของวางกระจัดกระจาย เติ้ลหยิบถุงมือหนังเก่ามาใส่ ก่อนตัดสินใจเปิดลิ้นชักโต๊ะ พบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่ง หน้าปกสีดำขึ้นราเล็กน้อย ปรางเปิดสมุดอ่านเจอข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือหวัด “ช่วยเราด้วย…เขาพูดกับเราอีกแล้ว”
เติ้ลขนลุกซู่ “ใครวะ เขา…นี่เขาหมายถึงอะไร”
นฤเบศร์ถ่ายคลิปวิดีโอสั้น ๆ พลางตั้งคำถาม “สมุดเล่มนี้ของใคร ทำไมเขียนแค่นั้น ไม่มีชื่อ ไม่มีบอกอะไรเลย”
ยุ้ยเดินช้า ๆ ไปที่หน้าต่างมองออกไปในความมืด ได้ยินเสียงเหมือนกระซิบแว่วมาแต่ไกล ทุกคนพากันหยุดนิ่งทันทีเพราะได้ยินมันพร้อมกัน เหมือนเสียงเรียกชื่อใครบางคนในกลุ่มเบามากจนน่าขนลุก “นฤ…เบศร์…”
เงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ทุกคนไปหยุดอยู่กลางห้องต่างคนต่างใจเต้นแรง เติ้ลหน้าซีดกลืนน้ำลายตอนเปิดไฟฉายส่องไปที่ผนังห้อง เห็นรอยขีดเขียนด้วยปากกาน้ำเงินเป็นวงกลมทับซ้อนกันเต็มไปหมด “นี่มัน…อะไร ซ้อนมั่วกันไปหมด…”
ปรางพลิกสมุดหน้าไปเจอข้อความอีกหน้า “เขาทำให้เราดูอะไรในกระจก…เราไม่อยากเห็น…ช่วยเราด้วย”
ยุ้ยมองปราง “ต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ สมุดไม่ได้เขียนเล่น ๆ”
เติ้ลหันหลังไปมองกระจกเก่าแตกเป็นเส้นลึกอยู่ตรงมุมห้อง นฤเบศร์ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ส่องต่อหน้าทุกคน แสงไฟฉายตกกระทบเงาครึ่งหน้าของเขา สายตานฤเบศร์มองตรงเข้ากระจก เห็นเหมือนบางสิ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ อยู่เบื้องหลังตนเองแล้วหายไป
เสียงเหมือนลมหายใจรินอยู่ข้างหู จากนั้นเงียบสนิท ทุกคนออกจากห้อง 203 อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่แต่ละคนเห็นหรือได้ยินในกระจก
ชั้นล่างในครัว เติ้ลหันไปพบประตูชั้นใต้ดินที่ปิดสนิท แสงไฟฉายลอดใต้ประตูออกมาเล็กน้อย ยุ้ยถามด้วยเสียงกลัว “พี่ ๆ ทำไมมันมีไฟข้างล่างทั้งที่ไม่มีไฟฟ้าเลย”
นฤเบศร์ลังเล “เราลงไปดูดีมั้ย ถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเลย” ไม่มีใครอยากลงไปจริง ๆ แต่ในที่สุดด้วยความกดดันกลุ่ม ทุกคนเดินลงบันไดไปช้า ๆ ทีละขั้น
กลิ่นอับชื้นและผงฝุ่นลอยคละคลุ้งในอากาศ ใต้แสงสลัวมีโถงกว้างเกินกว่าตึกหลังนี้ควรจะมี ใต้ถุนที่เต็มไปด้วยรอยขีดวงกลมเหมือนห้อง 203 แต่ลวดลายสลับซับซ้อนกว่าเดิมมาก ตรงกลางห้องมีกองทรายวาดลายดอกไม้และเชือกดำขึงแน่นกลางห้องเหมือนกับพิธีกรรมบางอย่าง
ยุ้ยถ่ายคลิปเสียงสั่น “นี่…นี่มัน…อะไรอ่ะ พิธีกรรมหรือเปล่า” ปรางพูดเสียงเงียบ “เมื่อก่อน…เคยมีเรื่องเล่าในหมู่บ้านใกล้นี้ว่า เด็กหลายคนเคยหายไปแบบไม่มีร่องรอย เพราะที่นี่มีผีที่ล่อลวงคนด้วยเสียงเรียก…”
นฤเบศร์หันขวับปฏิเสธเสียงแข็ง “พอแล้ว มันไม่มีผีจริง ๆ” แต่สายตาเขากลับหลบ เพราะเริ่มไม่แน่ใจเช่นกัน เติ้ลถามเปรย ๆ “บางที…เสียงที่เราได้ยิน มันอาจไม่ใช่เสียงของสิ่งที่เคยมีชีวิตก็ได้”
ยุ้ยเดินเข้าไปกลางห้อง เหยียบโดนเศษขวดโหลแตก ส่งเสียงดังแกว่ง ทุกคนหยุดนิ่งทันทีเมื่อเสียงมันสะท้อนเป็นเสียงกระซิบซ้ำ ๆ ในอากาศ
ปรางเห็นประตูไม้ลับอีกบานหลังห้อง ลวดลายอักขระถูกขีดเป็นวงกลมพันกันแน่น เธอเอื้อมมือไปแตะ ประตูส่งเสียงครืดเบา ๆ ทุกคนถอยห่าง รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน ก่อนมีเสียงร้องแผ่ว ๆ ของเด็กเล็ก ๆ ดังลอดออกมาจากในประตูนั้นช้า ๆ “ช่วย…เราด้วย”
ยุ้ยกลั้นใจมองนฤเบศร์ประสานสายตา มือจับแขนนฤเบศร์แน่น นฤเบศร์ถอนหายใจลึกอย่างหมดแรงเติ้ลหันไปที่ปราง “เราจะเปิดประตูนี้มั้ย… ถ้าเสียงมันเป็นของจริง แล้วถ้ามีคนอยู่ข้างในจริง ๆ ล่ะ”
ในความเงียบ นฤเบศร์ทำท่าจะปฏิเสธแต่แล้วเปลี่ยนใจ เขาก้าวไปจับลูกบิดบิดหมุนช้า ๆ เสียงประตูติดขัดเหมือนมีมือบางสิ่งเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ทุกคนช่วยกันดึงในที่สุดประตูก็เปิดออกพร้อมกลิ่นควันแปลก ๆ พวยพุ่ง มีอุโมงค์เล็ก ๆ พาทะลุไปยังห้องลับอีกห้องหนึ่งซึ่งมืดมิด
ภายในห้องลับมีกระดาษติดผนัง เป็นรายชื่อเด็ก ๆ จากหลายสิบปีก่อน ซ้ำกันหลายชื่อ ขีดฆ่าบางชื่อไว้ มีเสียงแผ่วเบาดังสะท้อนรอบห้องเหมือนเสียงร้องไห้ ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อไหลท่วมตัว
เติ้ลถอนหายใจอย่างหมดแรง “เราออกไปดีกว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องเล่าแล้ว” แต่ก่อนที่จะเดินออกมา เสียงเดิมกระซิบอีกครั้ง คราวนี้ดังมากพอให้ทุกคนได้ยินพร้อมกัน “พวกคุณก็จะไม่มีวันออกจากที่นี่… เสียงนี้จะอยู่กับพวกคุณ…ตลอดไป”
นฤเบศร์เงยหน้าขึ้นมองรอบตัว อีกสามคนรีบกระชับมือกันแน่น เงาในกระจกผนังกลับมีใบหน้าเด็กเล็ก ๆ หลายสิบคนซ้อนกันอยู่ในเรือนร่างเดียว เหมือนจะขยับออกมาได้ทุกเมื่อ
เสียงฝีเท้าไล่ตามหลัง ขณะทุกคนพยายามวิ่งหนีกลับขึ้นไปที่หอพักชั้นบน ประตูล็อคแน่นเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงวงกลมขีดข่วนทุกผนัง เสียงลมหายใจ คนในกลุ่มเริ่มได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองสลับกันไปมา ยุ้ยทรุดลงกับพื้น สะอื้นอย่างกลัวจนตัวสั่น นฤเบศร์โลเล ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร ปรางกับเติ้ลพยายามปลุกใจและมองหาทางหนี
ในสภาพวุ่นวายยุ้ยได้ยินเสียงหนึ่งแว่วก้องอยู่ในหู เหมือนเสียงตัวเธอเองในวัยเด็ก เหมือนเธอเคยมาที่นี่มาก่อน “ยุ้ย… กลับมาเล่นกับเราได้แล้ว” เธอเอามือปิดหูแน่นจนเจ็บ แต่เสียงกลับดังกว่าเดิมทุกที
ปรางมือสั่นไปค้นสมุดบันทึก เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่าบางที วงกลมที่ขีดเหล่านั้นเป็นวงป้องกันหรือกับดักบางอย่าง เธอกระซิบกับเติ้ลอย่างร้อนรน “เราต้องวาดวงกลมตามนั้นที่รอบประตู อาจจะกันไม่ให้มันเข้ามา”
ทุกคนรีบกวาดหาอุปกรณ์ เจอปากกาหมึกแห้งกับชอล์กเก่า ๆ เติ้ลกับปรางช่วยกันขีดวงกลมทับกันเร่ง ๆ บริเวณปากประตู ในขณะที่เสียงรอบห้องเริ่มเข้มข้นขึ้นจนทุกคนรู้สึกหูอื้อ
แต่ทันทีที่วงกลมกำลังจะเสร็จ เสียงร้องของเด็กกับเสียงเศร้าสะท้อนก้องโสตประสาทอีกครั้ง “อย่า…ออกไป…ไม่ได้… พวกคุณอยากได้ยินเสียงเราไม่ใช่เหรอ…”
แสงไฟฉายดับพรึบพร้อมกันทุกอัน เงาประหลาดจางๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ กลิ่นดินเปียกซึมเข้ามาทั้งห้อง ความเย็นยะเยือกแล่นไปตามสันหลัง นฤเบศร์ ตัดสินใจรวบรวมแรงใจตะโกนใส่ความมืด “พอแล้ว! เราขอโทษ! พวกเราไม่ได้มารบกวน!”
เสียงวิบวับเงาหายไป ทิ้งเพียงความเงียบอึดอัด ทุกคนรีบวิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิตผ่านโถงเดิม สุดท้ายประตูใหญ่ด้านล่างเปิดออกเองอย่างช้า ๆ ลมเย็นปะทะหน้าทั้งสี่คน ต่างคนต่างวิ่งออกจากอาคาร หัวใจเต้นแรง ไม่กล้ามองกลับหลังแม้แต่วินาทีเดียว
ขณะที่ทุกคนขึ้นรถ เติ้ลสตาร์ทรถมือสั่น ปรางร้องไห้ก้มหน้า ยุ้ยเพ้อชื่อใครบางคนซ้ำ ๆ “อย่าทิ้งเรา อย่าทิ้งเรา…” ส่วนสายตานฤเบศร์ เอาแต่จับจ้องเข้าไปในป่า เขาแยกไม่ออกว่าสิ่งที่ได้ยินและพบเจอคืออะไรกันแน่ เสียงกระซิบเบา ๆ เหมือนเดิมยังติดหูอยู่อย่างหาทางปลดไม่ออก — “นฤเบศร์…”
หลังจากวันนั้น ทุกคนรอดออกมาด้วยสภาพจิตใจที่แทบแหลกสลาย ต่างไม่กล้ากลับไปที่นั่นอีก ทว่าบ่อยครั้งในความเงียบ เสียงกระซิบเรียกขานชื่อของพวกเขายังคงวนเวียนอยู่…ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน