เสียงสะท้อนจากห้องสุดท้าย
เสียงฝีเท้าบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบภายใต้เงาไม้หนาทึบ อากาศกลางวันปลายฝนเย็นชื้นแต่แฝงความอึดอัด สี่ชีวิตเดินตามทางดินแคบ ๆ ที่แทบไม่มีใครใช้มานาน หญิงสาวผมสั้นชื่อขิม เดินนำหน้าด้วยสีหน้าดื้อรั้น หัวใจของเธอเต้นตุบรัวตั้งแต่เริ่มเห็นปลายหลังคาทรุดโทรมจากระยะไกล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บีม เพื่อนสนิทชายรูปร่างผอมสูง เดินตามขิมอย่างลังเล เขาหันไปสบตากับฟ้า เด็กสาวที่ดูเงียบขรึมกว่าใครในกลุ่ม ฟ้าหอบเป้ใบเล็กไว้แน่น นิ้วขาวซีดบีบเสื้อจนยับ ส่วนคนสุดท้ายคืออาร์ต เด็กหนุ่มท่าทางขี้เล่นแต่สายตาหวาดระแวง ก้าวช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อยและมองไปรอบตัวบ่อย ๆ
“ขิม แน่ใจเหรอว่าอยากเข้าไป” บีมถามเสียงแผ่วเมื่อบ้านหลังเก่าใกล้เข้ามา
ขิมไม่ตอบ เธอจ้องบ้านทรุดโทรมราวกับกลืนกินเสียงรอบข้าง พื้นที่ว่างเปล่าหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมหัว หน้าต่างไม้ผุกร่อนแง้มออกเหมือนเชิญชวน แต่กลับไร้ซึ่งชีวิต
อาร์ตกลืนน้ำลาย “คนพูดกันว่าบ้านนี้…เสียงแปลก ๆ ยังดังทุกคืน”
ฟ้าหันมองอาร์ตแววตานิ่ง “ถ้ากลัวก็รออยู่ข้างนอก”
“ไม่ใช่กลัว…แค่รู้สึกไม่ดี” อาร์ตพึมพำ
ขิมสูดหายใจลึก เธอหยุดเท้าตรงบันไดไม้ผุ “เราไม่ควรปล่อยให้ฝ้ายหายไปโดยไม่รู้ความจริง” เสียงขิมสั่นอยู่ในลำคอ
ฟ้าเหลือบตาไปทางป่า “เธอแน่ใจว่าน้องสาวเธอเข้ามาที่นี่ใช่มั้ย”
ขิมพยักหน้า “โทรศัพท์ฝ้ายถูกพบตรงนี้ ไม่มีรอยลาก ไม่มีร่องรอยหนี หรือใคร…มันเหมือนเขาหายไปเฉย ๆ”
อาร์ตเบือนหน้าหนี บีมกระชับเป้ “ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์นะ”
“เดินเข้าไป” ขิมเอ่ยโดยไม่รอใคร เธอก้าวขึ้นบันไดไม้เก่าทีละขั้น เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดแทรกความเงียบรอบข้าง
บ้านทั้งหลังเหมือนหยุดเวลาไว้ ฝุ่นจับลึกจนพื้นแทบขาว หน้าต่างบิดเบี้ยวทำให้แสงแดดลอดเข้ามาน้อยเต็มที สี่คนยืนเก้ ๆ กัง ๆ ตรงห้องโถงกลาง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอับและบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
ขิมมองสำรวจรอบตัว เธอเห็นภาพถ่ายครอบครัวบนฝาผนัง หลายรูปซีดจางจนแทบดูไม่ออก ฟ้าเดินไปหยุดตรงบันไดไม้ขึ้นชั้นสอง นิ้วแตะราวบันไดเบา ๆ
อาร์ตเดินตามขิมไปสำรวจห้องครัว เงาสะท้อนบนบานกระจกแตก ๆ ทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย
“เธอคิดว่าจะเจออะไรจริง ๆ เหรอขิม” บีมถามเสียงเบา
ขิมไม่ตอบตรง ๆ “ฝ้ายไม่ใช่คนชอบผจญภัย เธอไม่มีทางมาเอง…มีบางอย่างดึงฝ้ายมาที่นี่”
“หรือมีใครลากเธอมา” ฟ้าพูดแผ่ว ๆ
อาร์ตกระซิบ “แต่ใครล่ะ บ้านนี้ไม่มีใครอยู่ก็หลายปีแล้ว”
เสียงกุกกักเบา ๆ ดังขึ้นจากชั้นบน ทั้งสี่คนหยุดนิ่ง สบตากันอย่างระแวดระวัง
ฟ้ากระซิบ “มีใครอยู่ข้างบนหรือเปล่า”
ขิมตัดสินใจเดินนำนิ่ง ๆ ขึ้นบันได บีมกับอาร์ตลังเลแต่ก็จำใจตาม ฟ้าเดินปิดท้าย ทุกคนจับราวบันไดแน่น พยายามกลั้นใจไม่ให้เสียงฝีเท้าเป็นที่สังเกต
ชั้นบนประกอบด้วยโถงเล็ก ๆ และห้องนอนสี่ห้อง ประตูทุกบานถูกปิดสนิท ขิมเลือกเข้าไปที่ห้องสุดริมขวา เธอบิดลูกบิดเบา ๆ ประตูเปิดด้วยเสียงแกรกแกรก ทุกคนหยุดหายใจชั่วขณะ
ในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่ากับตู้เสื้อผ้า ผ้าม่านสีจางปลิวไหวเพราะลมรั่วเข้าทางหน้าต่าง ขิมเดินไปตรวจดูใต้เตียง มือเธอสั่นแต่ก็ยังกล้าค้น บีมกับอาร์ตช่วยสำรวจตู้เสื้อผ้า
“ไม่มีอะไรเลย” อาร์ตกระซิบ
เสียงลมหายใจของทุกคนหนักอึ้ง ความเงียบที่เข้าปกคลุมเหมือนจะบีบคั้นหัวใจ พอขิมลุกขึ้น เธอก็เหลือบเห็นรอยขีดสีดำบนผนังใต้หน้าต่าง รอยเหมือนอักษรที่ถูกข่วนด้วยเล็บ
ฟ้าเดินไปดูใกล้ ๆ “มันคืออะไร”
ขิมเพ่งสายตา “เหมือนตัวหนังสือ…ใครเขียนไว้”
บีมค่อย ๆ เอานิ้วไล้รอยนั้น “คำว่า ‘อยู่’…แปลกมาก”
อาร์ตทำหน้างุนงง “แค่คำเดียว?”
ขิมขมวดคิ้ว “หรือเป็นร่องรอยอะไรของฝ้าย…”
เสียงบางอย่างเหมือนเล็บขูดกระจกดังแทรกขึ้นมา ทุกคนหันขวับไปที่หน้าต่าง แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ผ้าม่านกลับหยุดนิ่งทันที
บีมกลืนน้ำลาย “เราลงไปข้างล่างกันเถอะ”
ขิมส่ายหน้า “ยังไม่เจออะไรเลย”
ฟ้าถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนบ้านนี้เงียบเกินไป”
ทันใดนั้น เสียงประตูห้องนอนข้าง ๆ ดังปัง ทุกคนสะดุ้งฟ้าเป็นคนแรกที่เดินไปเปิดประตู กระแสลมเย็นวูบแทรกเข้ามาทำให้ขนลุกซู่
ในห้องนั้นมีเพียงตุ๊กตาไม้โบราณวางเรียงรายบนชั้น แต่ไม่มีใบหน้า ไม่มีแขนขา เหลือแต่ร่างเปล่า ๆ ที่เหลือบมองพวกเขาเหมือนจ้องมองอยู่
“ใครเอาตุ๊กตามาไว้เยอะขนาดนี้…” อาร์ตพูดเสียงสั่น
ฟ้าขยับถอยหลัง “พอ…ออกจากห้องนี้เถอะ”
ขิมพยายามตั้งสติ “จะกลัวไปทำไม มันแค่ไม้เก่า ๆ”
บีมขัดขึ้น “แต่ใครกันที่เอามาไว้ ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเหมือนมีใครเดินในโถง ทุกคนหยุดนิ่ง สายตาสอดส่องไปทั่ว อาร์ตกลืนน้ำลาย “เมื่อกี้มีใครเดินข้ามห้องใช่มั้ย”
บีมพยักหน้าเงียบ ๆ ฟ้าหลับตาแน่น “เราควรกลับดีมั้ย”
ขิมกัดฟัน “ฉันจะไม่กลับจนกว่าจะรู้…ฝ้ายอยู่ไหน”
เสียงกุกกักเหมือนบางอย่างกำลังขูดพื้นใต้ฝ่าเท้าพวกเขาลอยมาเป็นระยะ ทุกคนยืนนิ่ง ร่างกายแข็งทื่อด้วยความกลัวโดยไม่ทันรู้ตัว
ขิมตัดสินใจเดินลงไปชั้นล่างอีกครั้ง หูเธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากห้องเก็บของใต้บันได เพื่อน ๆ มองหน้ากันก่อนจะตามลงไปช้า ๆ
ห้องเก็บของเต็มไปด้วยกลิ่นอับและฝุ่นเกาะหนา ขิมลองเปิดไฟฉายส่อง เธอเห็นกล่องไม้เก่า ๆ บีมช่วยเธอเปิดกล่อง ข้างในเป็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง กระดาษเหลืองเก่าแทบขาด
ฟ้าคว้าสมุดขึ้นมา “ของใครกัน”
อาร์ตหยิบสมุดดู หน้าแรกเขียนว่า ‘บันทึกของแม่’
ขิมรีบเปิดอ่านในความมืด เธอเห็นลายมือรีบร้อน มีข้อความว่า ‘ทุกคืน…เสียงนั้นกลับมา ฉันไม่กล้าเปิดประตูห้องสุดท้าย’
บีมขมวดคิ้ว “ห้องสุดท้าย…หมายถึงอะไร”
ขิมหันมองฟ้าช้า ๆ “บนชั้นสองมีห้องที่เรายังไม่ได้เปิด”
ฟ้าสบตาอาร์ต “แต่เมื่อกี้เราลองหมดแล้ว”
ขิมส่ายหน้า “ยังเหลือห้องตรงกลาง…”
เสียงบางอย่างเหมือนเปิดประตูดังมาจากชั้นบน ทุกคนเงียบกริบ บีมกระซิบ “ถ้าจะไปก็รีบไป เดี๋ยวเสียเวลาฟรี”
ขิมนำทุกคนขึ้นไปใหม่ หัวใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ประตูห้องตรงกลางบนชั้นสองคราวนี้เปิดแง้มไว้แล้ว ภายในห้องมืดสนิท ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงลอดเข้าไป
ขิมหยิบไฟฉายส่องเข้าไป ภายในมีเพียงตู้ไม้ใบใหญ่ตั้งติดผนังและพรมเก่าปูพื้น ทุกคนลังเลไม่กล้าเข้าไปข้างในทันที
ฟ้าถามแผ่ว ๆ “ใครจะเข้าไปก่อน”
อาร์ตเงียบไปนานก่อนตัดสินใจ “เดี๋ยวฉันเอง”
เขาก้าวเข้าห้อง พื้นไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดทุกย่างก้าว อาร์ตเดินไปเปิดตู้ไม้ทีละช้า ๆ กลิ่นอับแรงขึ้นเมื่อตู้เปิดออก ข้างในไม่มีอะไรเลย นอกจากกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งติดผนัง เขาหยิบออกมาอ่าน ข้อความเขียนไว้ว่า ‘ถ้าได้ยินเสียง อย่าตอบ’
ขิมขมวดคิ้ว “เสียงอะไร”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมาตามลม ทุกคนแน่นิ่ง เสียงนั้นคล้ายเสียงเด็กผู้หญิงร้องเรียกชื่อขิมอย่างแผ่วเบา
บีมตัวแข็ง “มีใครแกล้งกันรึเปล่า”
ขิมน้ำตาคลอ เธอตัดสินใจเรียกกลับ “ฝ้าย! ฝ้ายใช่ไหม!”
ความเงียบโรยตัวลงมาอึดอัดกว่าเดิม ขิมยืนฟัง หูได้ยินเสียงฝ้ายเรียกอีกครั้ง…แต่เหมือนเสียงนั้นอยู่ในหัว
ฟ้าดึงแขนขิม “อย่าตอบเสียงนั้น…สมุดเขียนไว้ชัดเจน”
ขิมกัดฟัน “แต่ถ้าเป็นฝ้ายจริง ๆ ล่ะ”
อาร์ตถอนใจ “เราต้องออกไปตั้งหลักข้างนอกก่อน”
แต่เมื่อพวกเขาออกมาจากห้อง ประตูปิดเองอย่างแรง ทุกคนสะดุ้ง ขิมหันกลับไปแต่ลูกบิดแน่นสนิท เสียงเดินในบ้านดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีใครเดินวนไปมาในแต่ละห้อง
บีมกระซิบ “เราอาจไม่ได้อยู่คนเดียวในนี้จริง ๆ”
ขิมรู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างเฝ้ามองพวกเขาทุกย่างก้าว มันไม่ใช่แค่เสียง แต่มันคือความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า พวกเขาพยายามออกจากบ้านแต่ประตูหน้ากลับเปิดไม่ออก ฟ้าพยายามโทรศัพท์แต่ไร้สัญญาณ อาร์ตตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือแต่เสียงเขากลับสะท้อนกลับมาแบบผิดปกติ
ขิมนั่งทรุดกับพื้น เธอเอามือปิดหูแน่น เสียงฝ้ายยังคงวนเวียนอยู่ในหัว “ขิม…ช่วยฝ้ายด้วย…”
บีมนั่งลงข้าง ๆ “ขิม…บางทีเราอาจช่วยใครไม่ได้แล้ว”
ฟ้าหันมองบีมอย่างโกรธ “พูดอะไรแบบนั้น!”
บีมหลบตา “เราติดกับดักอะไรบางอย่าง…บ้านนี้มัน…แปลกตั้งแต่แรก”
อาร์ตขยับถอยหลังไปที่บันได เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งดังขึ้นมาใกล้ ๆ เสมือนมีใครเดินสวนขึ้นมา
ทุกคนหยุดนิ่ง พวกเขามองหน้ากัน สายตาเต็มไปด้วยคำถามและความกลัว
เสียงกระซิบของฝ้ายดังชัดขึ้น “ขิม…อยู่กับฝ้าย…ได้ไหม…”
ขิมน้ำตาไหล เธอเดินกลับไปที่ห้องสุดท้ายอีกครั้งก่อนที่ใครจะห้าม เสียงฝ้ายดังกว่าทุกครั้ง “ขิม…ช่วยด้วย…”
ขิมตัดสินใจบิดลูกบิดอย่างแรง ประตูเปิดออก เธอเห็นเงาเด็กผู้หญิงนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องโดยมีแสงจาง ๆ จากตู้ไม้ส่องมา ขิมเข้าไปใกล้ เงานั้นเงยหน้าขึ้น…แววตาเศร้า ปากขยับพูดเบา ๆ “เจ็บ…หนาว…”
ขิมทรุดตัวลงตรงหน้าเงานั้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฝ้าย…ใช่ไหม…”
เงานั้นไม่ตอบแต่ยื่นมือสั่น ๆ มาจับมือขิม ทันใดนั้น ภาพบ้านกะทัดรัดก็มืดลง เสียงฝีเท้าหลายชุดดังขึ้นรอบตัว ทุกคนในกลุ่มถูกเงาล้อมไว้ ร่างของฝ้ายค่อย ๆ เลือนหายไป
บีม ฟ้า และอาร์ตตะโกนเรียกขิมแต่เสียงพวกเขาถูกกลืนหายกับเสียงกระซิบรอบห้อง ขิมถูกเงาลากเข้าไปในความมืด เธอได้ยินเสียงฝ้ายพูดเป็นครั้งสุดท้าย “ขิม…อยู่กับฝ้าย…ตลอดไป…”
รุ่งเช้า…เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบบ้านร้างหลังนี้ พวกเขาพบเพียงโทรศัพท์สี่เครื่องวางเรียงกันหน้าห้องสุดท้าย และเสียงสะท้อนของเด็กผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ที่มาดังลอดออกมาจากหลังประตูที่ไม่มีใครกล้าเปิด…อีกต่อไป