เสียงสะท้อนในหมอกสีเขียว
เสียงลมพัดแรงผิดปกติดังทะลุหน้าต่างไม้เก่า ๆ ในยามเช้ามืด ทะเลหมอกสีเขียวอ่อนคลุมหมู่บ้านวังหมอกจนทิวเขาและเรือนดำเก่าแก่แทบจมหาย เหมือนหมู่บ้านลอยค้างอยู่ในเงาอดีตกาล บนระเบียงบ้านไม้ทรุดโทรม อคินนั่งขัดสมุนไพร ใจเหม่อลอย กรีดใบสะระแหน่มือสั่น เสียงเครื่องตำยาในกระเพาะสมุนไพรดังผสมเสียงลม กับเสียงบางอย่าง—เหมือนคนกระซิบชื่อเขาอ่อนแอในความหมอกหนา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่เขาตะโกนเรียกเบา ๆ จากในครัว “อคิน เอายามาลงตลาดด้วยนะ อย่าลืม!” แววตาแม่เศร้าเล็กน้อย ทุกเช้าแม่จะย้ำเรื่องยากับชื่อเดิม ๆ ของหญิงสาวอายุรุ่นเดียวกับเขา—เดชะบุญ หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้มาสิบปีแล้ว ไม่มีใครกล้าพูดถึงการหายตัวของเธอยกเว้นช่วงเทศกาล ซึ่งอคินเกลียดการพูดถึงอดีตเสมอ
เขารับยาจากมือแม่ เผลอมองเงาสะท้อนในกระจก เห็นใบหน้าสะท้อนหมองตา รอยแผลราง ๆ ที่แก้มขวายังเห็นจากอุบัติเหตุในอดีต เขาเดินสวนหมอกลงจากบ้าน สมองเต้นแรงเวลาเงียบ ๆ เหมือนมีใครตามหลัง
ในตลาดกลางหมู่บ้าน เสียงผู้คนจอแจ คลื่นเสียงตลบ อคินยิ้มฝืนใส่ลูกค้าประจำแล้วโยนยาลงตะกร้า กลิ่นควันธูปลอยปะปนกับกลิ่นใบไม้เปียกฝน ทันใดนั้นสายตาสบกับหญิงสาวแปลกหน้าในชุดพะรุงพะรัง กำลังยืนจ้องมาที่เขา ดวงตาเธอลึกล้ำจนอคินเหมือนเคยเห็นที่ใดมาก่อน เสียงแว่วในสมองดังขึ้นอีก—‘อย่าลืมฉัน’
อคินพยายามหันหนี แต่อีกไม่กี่ก้าว หญิงสาวก็เดินตามมา เธอหยุดยืนข้างเขา หยิบใบสะระแหน่ขึ้นดม “ชอบกลิ่นสมุนไพรแบบนี้เหรอ” เธอพูดเสียงเบา แต่กลับฟังชัดเจนเกินจริง อคินส่ายหน้า “ผมแค่…ต้องขายของ” เธอยิ้มเศร้า “แล้วกลิ่นความคิดถึงล่ะ ขายได้ไหม” อคินนิ่ง เผลอกำมือจนแผ่นย่อยยับ หญิงสาวเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมติดจมูก
ค่ำวันเดียวกัน หมอกเข้าหนาดังฝน อคินยืนมองขอบหมู่บ้าน เห็นเงาคนเคลื่อนไหวห่าง ๆ ใกล้แอ่งน้ำกลางป่า เขาจำได้ดีว่าสถานที่นี้คือจุดที่คนในหมู่บ้านพบรองเท้าของหญิงสาวที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน
เสียงแหบพร่าสั่น ๆ ดังขึ้นข้างหูอคิน “กลัวไหมว่าอดีตจะไล่ตาม” เขาหันขวับ ไม่พบใคร นอกจากหมอกที่เคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต เงาในหมอกเต้นไปมา เสียงฝีเท้าหายลึกลงในน้ำ โคลนกระเซ็นขึ้นบนขา ทุกอย่างราวกับย้อนคืนกลับสู่อดีตที่เขาอยากลืม
ท่ามกลางความมืด แม่อคินกำลังค้นหาสมุนไพรในห้องครัว “ลูกมีอะไรอยู่ในใจอีกหรือเปล่า” เสียงแม่ถามโดยไม่มองหน้า อคินลังเล “ผม…เห็นอะไรแปลก ๆ ในหมอก” แม่ชะงักมือ “หมอกที่นี่เก็บทุกความลับไว้นานแล้ว ใครกลับไปขุดก็มีแต่เจ็บตัว” ริมฝีปากแม่สั่น ไม่กล้าสบตา
คืนนั้นเสียงกระซิบใกล้มากขึ้น อคินหลับตาได้เพียงไม่นาน ก่อนจะสะดุ้งตื่นด้วยเสียงร้องไห้แผ่วเบา ราวกับดังมาจากใต้พื้นห้อง เขานั่งนิ่ง ฝ่ามือกำผ้าห่มจนเปียกเหงื่อขณะที่มองเงาแปลก ๆ กระพริบในมุมห้อง
รุ่งเช้า อคินเดินผ่านร้านชำเก่า หญิงสาวในชุดพะรุงพะรังนั่งอยู่ม้าหิน เธอมองเขาเหมือนไม่อยากให้ผ่านไป “เมื่อคืนได้กลิ่นฝันร้ายหรือเปล่า” เธอถามเบา ๆ อคินตอบเสียงต่ำ “ทุกคืน” หญิงสาวพยักหน้า “ฉันชื่อภัทรา มาอยู่ที่นี่ชั่วคราว อยากรู้เรื่องหมอกนี้มากกว่านี้ไหม” อคินลังเล ก่อนจะตอบว่า “ผม…ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากรู้รึเปล่า”
ภัทรายิ้มบาง ๆ แล้วลุกขึ้น “บางทีอดีตที่เจ็บปวดยังค้างคาเพราะไม่มีใครกล้ามองมันตรง ๆ” ว่าแล้วเธอก็เดินตรงเข้าป่าหายไปกับหมอก อคินได้แต่ยืนมองตาม หัวใจสั่นไหว
ค่ำวันถัดมา อคินฝันถึงวันนั้น—วันฝนตกหนัก น้ำไหลหลาก ความวุ่นวาย ทุกคนตะโกนชื่อหญิงสาวที่หายไป เขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่ได้ตั้งใจในเหตุการณ์นั้น รู้สึกผิดมายาวนานจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อเธอ กระทั่งตื่นจากฝันตอนหมอกยังลอยฟุ้งในห้อง สัมผัสได้ถึงน้ำตาบนแก้ม
วันต่อมา อคินตามรอยเท้าของภัทราเข้าไปในป่าทะลุหมอกจนถึงลำธารแคบ ๆ ซึ่งเป็นจุดที่ใคร ๆ กล่าวขานว่ามีบางอย่างยังคั่งค้างอยู่ เขาพบรอยเขียนแปลก ๆ บนก้อนหิน มีรูปดอกไม้ที่เวลานำไปส่องกับแสงเช้าจะเปล่งแสงเหมือนมีไฟในตัว ภัทรามองอคินแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “รู้ไหม ทำไมบางคนจึงตามเสียงในหมอกไม่ได้” อคินส่ายหน้า ภัทรามองตาเขา “เพราะเขาไม่กล้ายอมรับหัวใจตัวเอง”
อคินนิ่งอยู่นาน มองกระแสลมพัดหมอกมาแตะหน้า รู้สึกเย็นวาบ
วันรุ่งขึ้นที่ตลาด ท่ามกลางคนแปลกหน้า อคินเริ่มถามคนเก่าแก่เกี่ยวกับหญิงสาวที่หายไป คนหนึ่งตอบปัด “มันเป็นเรื่องเก่า วุ่นวายเปล่า ๆ” อีกคนส่ายหน้า “คนที่ไปตามหาอะไรก็ไม่เจอดอก…” เสียงคนเฒ่าสั่นเล็กน้อยเหมือนไม่ต้องการพูดต่อ
อคินเจอภัทราในมุมเงียบของตลาด เธอวางมือลงบนไหล่เขา “ถ้าวันหนึ่งคุณกล้าถามแม่จริง ๆ เธออาจพร้อมจะเล่าทุกอย่าง” คลื่นแววตาเธอสั่นไหวเหมือนมีบางอย่างกำลังตกผลึกในความคิด
คืนนั้น อคินกลับบ้านเดินเข้าไปในครัวที่ไฟสลัว แม่เขานั่งอยู่เงียบ ๆ มีน้ำตาคลอเบ้า อคินตัดสินใจนั่งลงตรงข้ามและพูดเบา ๆ “แม่…ถ้าวันนั้นผมไม่ยุ่งกับสมุนไพร ถ้าผมไม่แกล้งเธอเล่น…เธอคงไม่ไปทางนั้น” แม่กลั้นสะอื้น “นั่นคือเหตุผลที่เราทั้งคู่ต้องติดอยู่ที่นี่” ทั้งสองกุมมือกัน น้ำตาไหลรินเงียบ ๆ ในจังหวะเวลาที่ยืดยาว
วันถัดมา ภัทรามาหาอคินที่หน้าบ้านยามรุ่งเช้า เธอพูดเสียงสั่น “บางทีคนเราต้องยอมรับว่าตัวเองกลัว” อคินยิ้มจาง ๆ “กลัวจนไม่กล้าดูอดีตตรง ๆ กลัวจะต้องอยู่กับความผิดแบบนี้ตลอดไป” ทั้งสองหัวเราะเศร้าพร้อมกัน แล้วเงียบไปครู่ใหญ่ ภัทราสบตาเขานานเหมือนจะร้องไห้แต่ฝืนเอาไว้
เย็นวันนั้น อคินกับภัทราเดินเข้าไปในป่าด้วยกัน หมอกทึบขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบมองไม่เห็นฝั่งลำธาร “ฉันอยากรู้อะไรบางอย่าง” ภัทราพูดเบา ๆ “ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างความจริงกับความสงบ…คุณจะเลือกอะไร” อคินนิ่งคิด “ผมไม่รู้ แต่ผมแค่ไม่อยากให้ใครต้องเจ็บเหมือนเดิมอีก”
ขณะทั้งสองคุยกัน เสียงกระซิบในหมอกดังขึ้นจนฟังชัด ทั้งสองสบตากันอย่างตื่นกลัว เงาในหมอกค่อย ๆ จางลงปรากฏร่างของเด็กหญิงคนหนึ่ง ผมยาวปรกหน้า ใบหน้าซีดขาว เธอเอ่ยชื่ออคินเสียงสั่น “ทำไมถึงทิ้งฉันไว้อย่างนั้น” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าและผิดหวัง อคินทรุดลงนั่ง น้ำตาซึม
ภัทราเอื้อมมือแตะไหล่อคิน “เธอคงรอให้คุณยอมรับ เธอยังไม่ไปไหนจนกว่าจะได้รับคำนั้น” อคินสะอื้น “ผมขอโทษ…วันนั้นผมไม่คิดว่าเธอจะเข้าไปลึกขนาดนั้น ผมน่าจะปกป้องเธอ” วิญญาณเด็กหญิงยืนร้องไห้เบา ๆ หมอกคลุมรอบตัวทั้งสาม อคินหลับตานั่งนิ่ง ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ซ้ำ ๆ “ให้อภัยไหม”
หลังจากนั้น บรรยากาศในหมู่บ้านคลายเศร้าลงเล็กน้อย หมอกบางเบาลง สีเขียวสว่างขึ้น อคินกลับมาขายยาสมุนไพร ยิ้มให้ผู้คนมากขึ้น ส่วนภัทรายังอยู่ข้างเขา รับฟังและช่วยเหลือกันในเรื่องเล็ก ๆ ทุกวัน ความรู้สึกผิดในใจอคินลดลงบ้าง แต่บางคืนเขายังได้ยินเสียงกระซิบในหมอก
คืนหนึ่ง ภัทราเอ่ยเบา ๆ ขณะนั่งดูหมอกกับอคิน “มนุษย์ทุกคนมีที่มาของบาดแผล ถ้าวันหนึ่งเราให้อภัยตัวเองได้ หมอกในใจก็ดูเบาบางขึ้น” อคินยิ้มบาง ๆ สบตาเธอ “ขอบคุณ…ที่เดินผ่านหมอกมากับผม” ภัทรานั่งเงียบ มองเขาพร้อมน้ำตาซึม ก่อนจะจับมือไว้แน่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านในความเย็นของหมอก
เช้าวันถัดมา อคินยืนบนระเบียงบ้าน มองหมอกสีเขียวที่บางเบา ลมหายใจโล่งขึ้น มือเขากอดไหล่แม่แน่น ภัทรายืนข้าง ๆ ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
เสียงในหมอกไม่ดังอีกต่อไป เหลือเพียงเสียงลม เสียงหัวใจ และความหวังใหม่ในใจทั้งสาม