เสียงก้าวจากเงา
กระแสลมหนาวพัดอื้ออึงครอบคลุมทุ่งหญ้าโล่งที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวจัด ในยามเช้าย่ำรุ่ง ติณห์ คว้ากระเป๋าเดินทางใบเก่า ท่ามกลางความเงียบแห่งภูผาสูง ลมหายใจของเขาเป็นไอขุ่น ไม่ไกลนัก ดาริน ลูกสาววัยสิบหกของเขาสวมหมวกไหมพรมแนบหู ยืนมองเส้นทางที่ตัดกับเนินหิมะ ไม่มีใครพูดจา ต่างเก็บถ้อยคำไว้ในอก—คำที่ทั้งคู่ยังไม่พร้อมจะพูดหลังการจากไปของภรรยาในเหตุการณ์สุดสะเทือนเมื่อสี่ปีก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราต้องไปจริงๆ เหรอพ่อ?” ดารินเอ่ยเสียงเบา พลางก้มลงจับสายกระเป๋า “ที่นี่มัน…ไกลเกินไปไหม”
ติณห์ไม่ตอบในทันที เขายืนนิ่งอยู่นาน หลุบตาลงแล้วกล่าว “ที่กรุงเทพ มัน…วุ่นวายเกินไปสำหรับเราตอนนี้ พ่อคิดว่าที่นี่จะช่วยเราได้—ทั้งสองคน”
รถกระบะเก่าๆ แล่นเข้ามาที่หน้าหมู่บ้านภูผา ชาวบ้านสองสามคนถอดหมวกอังลมหิมะ มองแขกใหม่ด้วยความกึ่งตื่นกลัวกึ่งระแวง ป้ายไม้เล็กๆ แขวนต้อนรับหมู่บ้านปรากฏท่ามกลางฉากหลังขาวโพลนและยอดสนดำเข้าแน่นเยือกเย็น
เมื่อครอบครัวติณห์เดินเข้าไปในบ้านไม้เก่า ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบในห้องรับแขก กลิ่นสนแห้งกับผ้าปูที่นอนเก่าลอยมาแตะจมูก เสียงประตูไม้แกร่งปิดกึกก้อง แล้วทันใดนั้น ฝีเท้าเบาๆ เล็ดลอดจากเงามืดของบันได ชั้นล่าง
ดารินขมวดคิ้ว “พ่อ ได้ยินไหม? เหมือนมีคนเดินข้างบน”
ติณห์หันซ้ายขวา พลางมองลอดช่องแสงจากหน้าต่าง ไม่มีใครที่ควรอยู่ข้างบน—บ้านนี้ถูกทิ้งร้างมานานก่อนที่พวกเขาจะมา
เสียงนั้นหายไประหว่างลมหายใจเงียบ ๆ ของเขา
กลางคืนแรก ดารินนอนคลุมโปง ตาโต เบิกโพลงมองเพดาน เงาจากกิ่งไม้โยกไหว สะท้อนแสงจันทร์เป็นรูปร่างประหลาด เสียงแคร่กของไม้ดังสั้นๆ สองครั้ง ราวกับมีใครเดินวนวนเฝ้าอยู่ตรงทางขึ้นบันได
“แค่เสียงลมกับไม้ โทรมๆ…” ดารินพึมพำ เพ่งสายตา แขนขาสั่น ทันใดนั้น เสียงกรอบแกรบใกล้หัวเตียงขึ้นมา เธอนิ่ง—ราวกับเวลาหยุดลงพักหนึ่ง แล้วมีเงาร่างสูงใหญ่เคลื่อนเข้ามาช้าๆ จากเงามืดที่มุมห้อง
ดารินหลับตาแน่น ข่มกลั้นหยาดน้ำตา มือกอดผ้าห่มแน่น เสียงฝีเท้าหยุดลงกะทันหัน
เช้าตรู่ แม่บ้านสูงวัยอย่างป้านุ่ม เข้ามาทำความสะอาด พบว่ามีรอยเท้าเปื้อนน้ำสีแดงสดจาง ๆ พาดผ่านห้องโถง ลากยาวไปถึงประตู
ป้านุ่มจำใจปลุกติณห์ “พ่อหนุ่ม ผะ…เห็นใครเข้ามาในบ้านไหมจ๊ะ? ดูเท้าตรงนี้สิ”
ติณห์นิ่งอึ้ง มองรอยเท้า รู้สึกถึงความทรงจำบางอย่างที่ฝังลึกในใจ คำสั่งของตำรวจเมื่อสี่ปีก่อนยังแจ้งชัด—‘เหตุฆาตกรรมภรรยาคุณยังหาตัวคนร้ายไม่ได้’
ช่วงสาย ติณห์ล้มตัวลงตรงโซฟา โทรศัพท์ขึ้นสาย “ขอเบอร์จ่าภูมิ หน่อยครับ มีอะไรแปลก ๆ ที่นี่…”
เสียงจ่าภูมิในสาย “ต้องให้ส่งลูกน้องไปไหมครับคุณติณห์ หรือคุณกลัวเปล่า?”
ติณห์ลังเล “ผมอยากรู้ว่า…มีประวัติอะไรเกิดขึ้นกับบ้านหลังนี้บ้าง รบกวนช่วยเช็คให้ที”
“เอาเถอะ เดี๋ยวโทรกลับ”
หลังวางสาย ติณห์เดินออกไปนอกบ้าน ทะเลหมอกปกคลุมรอบขอบป่าสน ไกล ๆ เห็นเด็กผู้ชายสองคนยืนประหลาดใจอยู่ข้างรั้ว พูดคุยกันเงียบ ๆ
“นั่นไง บ้านผีสิง คนก่อนอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ย้ายแล้ว เห็นแม่บอกว่าคืนๆ ชอบได้ยินเสียงคนเดินกับเสียงร้อง” เด็กผมยุ่งพูดกระซิบให้เพื่อนฟัง
เด็กอีกคนตอบค่อย ๆ “ถ้าเราเอาอาหารไปวางที่หน้าบ้านตอนค่ำ มันจะไม่ตามเรากลับบ้านใช่ไหม?”
เสียงสายลมเย็นยะเยือกแว่วผ่านไป ติณห์มองเด็ก ๆ นั้นด้วยความรู้สึกแปลบ เขาก้มหัวหลบสายตา เดินกลับเข้าบ้าน ประตูไม้ปิดอีกครั้ง รอยเท้าหิมะจาง ๆ ยังไม่จางหาย
กลางคืนสอง ดารินนั่งจ้องหน้ากระจก ขีดเส้นบานกระจกด้วยลมหายใจพร่ามัว รอยภาพหญิงสาวในเงาจาง ๆ ปรากฏวูบ ริมฝีปากแสยะอย่างเหงาเศร้า
เธอร้องเรียกพ่อเบา ๆ “พ่อ หนูคิดถึงแม่” เสียงเงียบลงในอากาศและห้องก็เย็นยิ่งกว่าเดิม
ติณห์เดินเข้ามาช้า ๆ ใบหน้าหมองคล้ำ เขายื่นมือคว้ามือเธอไว้ นิ่งอยู่นาน “พ่อก็คิดถึง”
แต่ในแววตาเขา หม่นเศร้าซ่อนบางสิ่งไว้ลึก—บางสิ่งที่เขาไม่กล้ายอมรับ
ข่าวลือเกี่ยวกับบ้านแพร่สะพัดในหมู่บ้าน ลุงฮวด คนขับรถประจำหมู่บ้านแวะมาเยี่ยม เขาถามผ่านริมปากเบี้ยว “ได้ยินเสียงอะไรตอนดึกมั่งไหมน้อง?”
ติณห์ตอบเฉย ๆ “เสียงลม เสียงบ้านเก่า… ใคร ๆ ก็บอกแปลก”
ลุงฮวดหัวเราะในลำคอ “ที่นี่มีอะไรฝังกับหิมะเยอะนะ พ่อเอ็งอยู่ก็เคยเล่าว่าเคยมีคนนอนตายกลางสนามนั่น—ใครเข้ามาก็เหมือนถูกจ้อง”
ดารินนั่งเงียบ ใบหน้าแดงเรื่อ “ถ้าเราย้ายออกได้ หนู…อยากกลับ”
ติณห์ปิดตาลง เหนื่อยอ่อน “ขอเวลาอีกหน่อยนะลูก… พ่อยังหาคำตอบไม่ได้”
คืนนั้น ก่อนนอน ดารินเดินไปปัดผ้าฝุ่นตรงหิ้งใต้บันได พบกล่องไม้ผุใบหนึ่ง ภายในมีจดหมายเก่า ๆ กระดาษสีน้ำตาลเกือบกรอบ เธอแกะอ่าน ข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือสั่นว่า “เสียงก้าวในเงามืด คือเสียงของความผิดพลาด”
เธอเอากล่องนั้นไปให้พ่อ ติณห์อ่านแล้วไม่พูดอะไร ทำเพียงพยักหน้าราวกับเข้าใจแต่ไม่อธิบาย เขาเก็บกล่องไว้ใต้หมอน
รุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในเช้าหิมะขาวจ้า
จ่าภูมิพูดผ่านสาย “บ้านนั้นเมื่อสิบปีก่อน มีคดีหายตัวลึกลับ ผู้หญิงหายไป ศพก็ไม่เจอ…”
ติณห์มือสั่นเครือ “คุณว่ามันเกี่ยวกับ…เรื่องของผมหรือเปล่า?”
เสียงในสายเงียบไปนาน “อดีตตามคนเราเสมอครับคุณติณห์ แต่คุณแค่ต้องเลือกว่าจะหนี หรือจะรับมือกับมัน”
ช่วงค่ำ ดารินออกไปเก็บฟืนริมป่า หิมะขาวปกคลุม เสียงฝีเท้าแปลกปลอมดังทั่ว ฉับพลันเธอเห็นหญิงสาวผมยาว ในชุดคลุมหิมะยืนอยู่นิ่ง ๆ กลางสนาม ดวงตาเศร้าลึกไกล “แม่?”
ดารินร้องเรียก แต่หญิงนั้นหลบหายไปในกลุ่มหมอก เธอวิ่งตาม พลาดลื่นล้ม มือเลือดซิบ ๆ ด้วยแรงกระแทก เงาเลือนนั้นยังปะปนอยู่ในม่านขาวหนาวเหน็บ
คืนนั้น ดารินเอาผ้าพันแผลมาให้พ่อ ติณห์นั่งพิงโซฟา สายตาเหม่อลอย “ลูกเห็นอะไร?”
“หนูเห็นแม่แน่ ๆ หนูรู้ว่าแม่รออะไรจากเรา—หรือพ่อเองกันแน่ที่รอจะพูดความจริง?”
“บางทีพ่อก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน…” ติณห์เสียงสั่น “มันเป็นความผิดของพ่อเอง ตอนนั้น พ่อปกป้องแม่ไว้ไม่ได้…”
ความเงียบท่วมท้น ทุกอย่างหยุดชะงักในความอึดอัดของทั้งคู่
ในวันต่อมา ติณห์เดินไปหาร้านกาแฟเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน นั่งคุยกับน้อย เจ้าของร้านเพื่อนวัยเดียวกัน
น้อยเสิร์ฟกาแฟร้อน “กลิ่นมันยังอยู่ไหม? กลิ่นเสียใจ…”
ติณห์พยักหน้า “ทุกอย่างมันติดอยู่ในนี้ ใจลึก ๆ พ่อรู้สึกผิด…แต่ก็หนีมันไม่พ้น”
“บางทีอดีตไม่ได้ต้องการให้เราชดใช้ แต่อยากให้เราเข้าใจ”
ติณห์นั่งนิ่งจ้องควันขึ้นจากถ้วย
คืนหนึ่ง เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง ดารินกลั้นใจ เปิดประตูห้องนอนมองลงบันได เงาเคลื่อนไหวช้า ๆ จนหญิงสาวในเงามืดยื่นมือออกมา “มาตรงนี้…ลูก หนูต้องให้อภัยเขานะ”
ดารินหลุดคำว่า “แม่…” แต่เงานั้นจางหายตามสายลมหิมะเช่นเคย
รุ่งเช้าวันหนึ่ง หลังหิมะตกหนัก กลิ่นเลือดจาง ๆ ลอยอยู่หน้าบ้าน รอยเท้าแดงสดพาไปยังป่าสนหลังบ้าน
ติณห์เดินตามรอยเท้า มือชื้นเหงื่อ หัวใจเต้นแรง ในป่าลึก พบถุงมือผู้หญิงข้างหนึ่งจมอยู่ใต้หิมะ และซากผ้าคลุมเปื้อนเลือด
เมื่อกลับเข้าบ้าน เขาตัดสินใจบอกลูกสาว “ความจริงคือ…วันที่แม่หายไป พ่อไม่กล้าตามหาให้สุด พ่อกลัว กลัวจะพบว่าคนที่รักสุดกลับหันหลังให้ พ่อยอมให้ความกลัวชนะ”
ดารินน้ำตาไหล “แล้วแม่ให้อภัยพ่อไหม?”
เสียงสายลมผ่านหน้าต่าง เสียงฝีเท้าในเงาก็เงียบลง
ตกดึก ทั้งสองคนนั่งเงียบข้างกันบนโซฟา ไฟในเตาผิงสว่างโรยรา
“พ่อพูดกับแม่เถอะ…”
ติณห์หลับตา น้ำตาไหลพราก “ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ…”
ขณะนั้น เสียงประตูเปิดเบา ๆ เงาผู้หญิงเดินเข้ามาทางไฟสลัว ใบหน้าสงบเจือซึ้ง เธอกระซิบ “ให้อภัยตัวเองซะทีนะ”
เงานั้นจางหาย—แต่ความเงียบกลายเป็นปลอบโยน
เช้าต่อมา หิมะเริ่มละลาย แสงทองสาดเข้ามาทางหน้าต่าง รอยเท้าแดงหายไป
ติณห์กับดารินกอดกันแน่น ทั้งสองต่างมีน้ำตา—ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นการปล่อยวางบางสิ่ง
เสียงฝีเท้าที่เคยคอยตามในเงามืด กลายเป็นเสียงฝีเท้าของชีวิตใหม่—เสียงของการเยียวยาและเริ่มต้นอีกครั้ง