เสียงสะท้อนในหอศิลป์
แสงแดดยามเช้ากระทบผนังเก่า ๆ ของหอศิลป์ “วสันต์นิทรา” ตึกสี่ชั้นกลางกรุงเทพฯที่เหมือนหลุดออกมาจากกาลเวลา เสียงรถราบนถนนสายหลักเจือจางเมื่อประตูไม้สนปิดลงแผ่วเบา นล เบือนหน้าจากโลกภายนอกสู่โถงรับแขกไร้ลวดลาย ฟุตบาทยังชื้นจากการซักผ้าที่เปียกพลิ้วนอกหน้าต่าง เสียงแปรงทาสีขูดกระเบื้องเจือเสียงกริ่งจักรยานเด็ก ๆ ที่ไร้ตัวคนขับผ่านหน้าหอ เขาหยุดนิ่งเมื่อพบร่างสูงโปร่งของ ‘รวิศ’ คนดูแลหออายุยี่สิบปลาย ๆ ที่มีรอยยิ้มเหมือนกำลังล้อโลกทั้งใบอยู่เสมอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาใหม่ใช่ไหม?” รวิศถามด้วยน้ำเสียงแห้ง ๆ แต่ติดอารมณ์ขัน นลหลบสายตา ลังเลไม่กล้าสบตาตรง “ครับ…นล” เขายื่นกระดาษลงทะเบียนด้วยมือสั่นเบา ๆ รวิศพินิจพร่างพราย แล้วหันมาซัก “ทำภาพวาดหรือภาพถ่าย?”
“วาดครับ” นลตอบ รวิศเหลือบมองเสื้อเปรอะสีแบบไม่พูดอะไร เหมือนรู้ทันให้นลอึดอัด จากนั้นหันไปชี้บันไดไม้ที่ขึ้นสู่ห้องพัก “ชั้นสาม ห้องริมซ้าย รบกวนอยู่เงียบ ๆ หน่อย ช่วงนี้มีคนบ่นเรื่องเสียงประหลาดดึก ๆ…”
นลเบ้ปาก ไม่กล้าถามต่อ รีบจูงกระเป๋าขึ้นบันได เสียงไม้ลั่นกรอบแอ่นรับน้ำหนักทีละก้าว เงาที่ทอดบนผนังดูเหมือนจะยาวขึ้นผิดธรรมชาติ เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วผลักประตูห้องพักด้วยความรู้สึกทั้งหวังและกลัวปะปนกัน
ในห้อง แสงสลัวประกายต้องภาพวาดเก่าที่แขวนเบี้ยวบนผนัง รูปเด็กผู้หญิงหน้าซีดจับตาโลกด้วยแววตาเศร้า นลยกมือแตะขอบกรอบ เงาตะคุ่มด้านหลังฉายภาพชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่เตียงฝั่งตรงข้าม เสียงกรนเบา ๆ สลับเสียงสร้อยข้อมือกระทบหัวเตียง นลค่อย ๆ วางของ ก้มหน้ามองเท้าตัวเอง ทุกอย่างเงียบ เขาค้นหุ้มผ้าห่มด้วยความเก้กัง
เสียงหายใจแผ่ว ๆ “นาย…ชื่ออะไร?” เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มผมฟูในชุดกางเกงขาสั้น ใบหน้าแต้มรอยคล้ำใต้ตา “เรา ตรี เป็นช่างภาพ นายเป็นเพื่อนร่วมห้องใหม่เหรอ?”
นลพยักหน้า ลอบชำเลืองดูข้าวของสุมเต็มมุมห้อง “เราวาดรูป…เอ่อ…ขอวางของตรงนี้นะ” ตรีลุกขึ้น กลิ่นสีน้ำมันแตะจมูก เขาถือกล้องเก่าเดินเข้ามาช้า ๆ พึมพำ “ระวังราชินีร้องไห้นะ”
นลขมวดคิ้ว ยังไม่ทันได้ถามอะไรก็มีเสียงฝีเท้าลงบันไดจากโถง รวิศตะโกนเรียกลงล่าง “ใครจะใช้เครื่องครัวช่วยมากินข้าวด้วย!” แมวสีหมอกวิ่งตัดหน้า พลันตรีหัวเราะเยาะ “เขาว่า ถ้าได้ยินเสียงนั้นตอนกลางคืนอย่าตื่น…จะหลงทางออกจากหอไม่ได้”
ตกดึก นลนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงเหมือนเด็กผู้หญิงสะอื้นลอดมาจากทางเดิน ท่ามกลางแสงไฟสลัว เสียงนั้นดังขึ้นจนนลต้องเปิดตา จ้องไปที่ภาพวาดริมผนังที่เงาเล็ก ๆ คล้ายรูปเด็กในภาพขยับตัว นลรีบหลับตาแน่น จนรุ่งเช้า
รุ่งวันใหม่ นลลงมาพบ ‘จีน’ หญิงสาวแว่นตาขอบดำ ท่าทางขึงขังยืนเถียงกับรวิศตรงโถง “เธอจะเอายังไงกับภาพวาดนั้น? มันต้องมีวิธีเอาออกจากหอได้แล้ว!” รวิศยักไหล่ จีนหันขวับมาหานล “นายเห็นเด็กผู้หญิงในภาพวาดร้องไห้บ้างรึเปล่า?”
นลชะงัก ลังเล “เมื่อคืน…คิดว่าฝันไป” ตรีเดินลงมาสมทบส่งกล้องให้จีน “ถ่ายแล้วตัวในรูปขยับ…วันก่อนพี่นิชบอกเห็นเงาสาวน้อยวิ่งในห้องด้วย”
เสียงบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด จีนถอนใจ “ทุกคนในนี้ต่างเคยได้ยินเสียง มันคือเสียงหายใจของคนเฝ้าภาพ…ทุกปีพอมีใครเจอเข้าใกล้ก็จะป่วยแล้วลาออกไปทีละคน” นลเริ่มใจสั่น แววกลัวเข้างอกในตา
เสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้น เดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่ ‘เพลิน’ สาวสีผมแดงเปลือยไหล่จะเดินมาปลดภาพนั้นอย่างหงุดหงิด “พี่จะเอานี่ไปเผาทิ้ง!” รวิศคว้าข้อมือ “เดี๋ยว ภาพนี้เป็นของผู้ก่อตั้ง และถ้าเผามัน ทุกอย่างจะยิ่งแย่ลง”
จีนกัดปากแน่น ส่วนตรีกอดอกหลบตา นลมองภาพเด็กหญิงในมือเพลิน มันเหมือนจ้องหาอะไรบางอย่าง
รวิศขอให้ทุกคนตั้งสติ “ลองอย่าขยับภาพ ลองอยู่ร่วมกับมันดูอีกสักอาทิตย์…ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะถอดมันออก” ทุกคนจำต้องยอมตกลงกลางบรรยากาศกดดัน
ระหว่างวัน นลนั่งวาดรูปในสตูดิโอประจำหอใต้แสงไฟนวล โถงศิลปะเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนบนผนัง เงามืดหม่นซ้อนทับกับแสงเงาภาพวาดต้นเหตุ ตรีเดินเข้ามายื่นขนมเปี๊ยะให้ “ถ้าไม่กลัว จะลองนอนค้างในสตูดิโอดูไหม?”
“นายไม่กลัวเหรอ?” นลถามเสียงเบา
“กลัวอยู่ทุกวัน แต่ถ้าหนีไปก็ไม่ทันอะไรอยู่ดี” ตรีเหม่อมองภาพวาดที่ตัวเองพยายามไม่สบตา “บางอย่างตามเราทันเสมอ”
นลเม้มปาก มือสั่นน้อย ๆ “ถ้างั้น คืนนี้เราจะเฝ้าด้วย”
คืนนั้น ตรีกับนลนั่งเงียบในสตูดิโอ เสียงลมหายใจแผ่วของกันและกันสลับกับเสียงแปลกปลอมดังจากทางเดิน เงาของเด็กหญิงในภาพเหมือนจะเคลื่อนคล้อยมาใกล้ นลกลัวจนมือลั่นทำสีหกใส่ผืนผ้าใบ
“เห็นไหม?” ตรีกระซิบ หรี่ตาไปทางกรอบรูป เด็กสาวในภาพเหมือนยิ้มเศร้า สายตาเจาะทะลุหัวใจนล “เด็กในรูป…เหมือนจะอยากพูดอะไร” นลว่า
ตรีแทรก “ใช่ หรือบางทีเธอแค่อยากให้เราฟัง”
เสียงฝีเท้าของใครบางคนในทางเดินดังขึ้นกลางดึก นลลุกไปดูที่ประตู แต่ทางเดินไร้ผู้คน เงาสะท้อนบนผนังเป็นเพียงรูปเงาเขาเอง นลลังเล แล้วค่อย ๆ เดินกลับมาเพ่งที่ภาพวาดนั้นอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น มีสายข่าว ส่งต่อข่าวว่าเพลินไม่กลับมานอนที่หอ รวิศหน้าตาหนักใจ รีบโทรหาเพลิน สอบถามกับจีน “เมื่อคืนเห็นเพลินไปไหน?” จีนส่ายหน้า “บ่นว่าจะไปนอนบ้านเพื่อนเพราะนอนไม่หลับ”
บ่ายวันนั้น เมฆครึ้มแผ่คลุม นลตัดสินใจไปนั่งวาดภาพในสวนเล็ก ๆ หลังหอ ฝนปรอยอ่อน ๆ แต่ไม่แรงพอจะชะล้างกลิ่นสีออกจากมือ เขาเริ่มวาดหน้าเด็กหญิงคนนั้นขึ้นมาใหม่ ภาพตามความรู้สึกที่เห็นเมื่อคืน
“นายวาดอะไร?” ตรีเดินเข้ามา นลยื่นภาพให้ดู “มันเหมือนคนที่ขอให้ช่วย” ตรีถอนหายใจ “เราก็รู้สึกว่าคนในรูปอยากให้ใครฟัง…แต่เราไม่มีใครฟังตัวเองเหมือนกัน”
จีนเข้ามาร่วมวงสนทนา “คนนั้น…ชื่อขิม เป็นลูกสาวของเจ้าของเก่าหอ ที่ว่ากันว่าตายเพราะอุบัติเหตุ แต่คนข้างบ้านก็รู้อยู่…ว่ามันมีอะไรมืดมนกว่านั้น” นลหันไปสบตาจีน แววกลัวยังคงอยู่ “อุบัติเหตุ?”
“แกกับแม่ทะเลาะกัน ภาพนี้…วาดขึ้นวันก่อนขิมจะตาย” จีนเผยเสียงเคร่งขรึม
“แล้วแม่ขิม…?” ตรีเกริ่นต่อด้วยเสียงเบา จีนส่ายหน้า “ไม่เห็นอีกเลย”
นลนิ่งไป มือกำดินสอแน่น เรื่องราวปริศนาเปลี่ยนอารมณ์ระหว่างพวกเขา ทุกคนมองภาพวาดในมือราวกับมันจะหายใจออกมาได้
กลางคืนวันต่อมา ท่ามกลางความเงียบ นลเดินออกมานอกห้องในรัฐหอที่เกือบไร้เสียง ได้ยินเสียงสะอื้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ฝัน เขาเดินตามเสียงไปเรื่อยจนถึงหน้าสตูดิโอ เห็นเงารูปร่างเด็กหญิง เรียวขาพาดยาวอยู่ใต้ไฟสลัว นลหยุดก่อนจะตะโกน “เธอต้องการอะไร?”
เงานั้นนิ่ง “ช่วยด้วย” เสียงเด็กแหลม แว่วแผ่วในความมืด ก่อนจะหายวับไป นลยืนตะลึง รู้สึกสั่นไปทั่วร่าง
เช้าต่อไป นลเล่าให้ตรีฟัง “ขิมขอให้ช่วย…” ตรีลังเล “ช่วยอะไร…หรือให้อภัย?” จีนได้ยินแว่วเดินเข้ามาแทรก “บางครั้ง…เราต้องยอมรับแผลในใจ ไม่อย่างนั้นมันจะติดอยู่ในโลกนี้…กับเรา”
ตลอดอาทิตย์นั้น ทุกคนรู้สึกถึงความตึงเครียดในหอศิลป์มากขึ้น นลเริ่มฝันร้ายเกี่ยวกับแม่ของขิม ผู้หญิงที่มีดวงตาเศร้าซ่อนอะไรบางอย่าง รวิศเริ่มรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติในพฤติกรรมของนลและเพื่อนร่วมพัก เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น ข่าวลือเรื่องเสียงปริศนาแพร่สะพัดออกจากหอไปถึงร้านข้าวหน้า
จนคืนหนึ่ง ระหว่างที่ทุกคนอยู่ในห้องโถง นลตัดสินใจเดินไปหยิบภาพขิมลงมาวางที่พื้น พูดกับภาพเสียงแหบพร่า “ถ้าเธออยากให้เรารู้ความจริง…ก็ช่วยบอกเรา…”
แสงไฟสลัวเริ่มกระพริบ เงาดำค่อย ๆ พร่านูนจากภาพวาด เป็นร่างเด็กหญิงที่ร้องไห้อยู่กลางห้อง ทุกคนผงะกลัว นลก้าวไปข้างหน้า น้ำตาซึมตา “แม่เธอทำผิดใช่ไหม? หรือ…มีคนปกปิดความจริงไว้?”
รวิศพึมพำ “ที่หลอกหลอนเรา…อาจไม่ใช่เด็กคนนั้น…แต่เป็นความลับของผู้ใหญ่ที่ซ่อนอยู่”
บรรยากาศตรึงเครียด เงาของขิมสั่นไหว ดวงตาฉายแววเจ็บปวด นลรวมความกล้าเอามือแตะไหล่เงานั้น “ถ้าเธอได้ให้อภัย…จะเป็นอิสระไหม?”
เสียงสะอื้นแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบาง เงาขิมค่อย ๆ จางหายไปกับแสงไฟ ภาพวาดเริ่มกลับเป็นเพียงผืนผ้าใบเปล่า ไม่มีเด็กหญิงแล้ว ทุกคนยืนนิ่งซึมซาบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
รุ่งเช้า บรรยากาศในหอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เสียงขลุกขลักเบาขึ้น จีนเดินไปชะเง้อดูภาพวาดที่เหลือเพียงกรอบเปล่า นลนั่งวาดรูปร่วมกับตรีใต้ต้นไม้ “เราต้องให้อภัยตัวเองก่อน ถึงจะให้อภัยคนอื่นได้” ตรีพูดเสียงเรียบ
รวิศเดินเข้ามาสมทบ ส่งกาแฟให้แต่ละคน “หอนี้จะเป็นบ้านได้จริง ๆ ถ้าเรายอมรับสิ่งที่มันเป็น” เขาหยุดมองนล “นายโอเคหรือเปล่า?”
นลยิ้มบาง “พยายามอยู่ เราทุกคน…ต่างก็มีอดีตที่ต้องให้อภัยตัวเอง”
เพลิงแดดยามสายสาดลอดหน้าต่าง เสียงหัวเราะเบา ๆ ผสมเสียงขูดสีกับกล้องคลิก ทุกคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจ โลกภายนอกยังวุ่นวาย สายลมเย็นเฉื่อยไหลผ่านหน้าต่าง บรรยากาศของการเยียวยาและการเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นภาพจำสุดท้ายในหอศิลป์แห่งนี้