รักลับใต้โลก: เงาคำสาปในเมืองใต้ดิน
ภายในซอกอุโมงค์ยาวเหยียดใต้พื้นพิภพ ไฟนีออนหน้าสลัววาบวับสะท้อนกำแพงหินขรุขระ เสียงเครื่องกลชนิดหนักดังสะท้อนถึงโครงกระดูกเมืองใต้ดิน เอก ลูกชายคนเดียวของบ้านเช่าย่านฝั่งคลอง ตื่นเต้นเกินพิกัด มือจับเอกสารฝึกงานแน่นจนยับ ขณะลิฟต์เก่าค่อยๆ ลั่นครืนลดตัวลงไปใต้ดิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เตรียมใจยัง?” เสียงทุ้มติดตลกของเจ้านายเก่าตำหนิผ่านไมโครโฟนในหมวกนิรภัย “ข้างล่างนี้แปลกกว่าที่ใครคิด”
เอกกลืนน้ำลาย วัดใจตอบพร้อมรอยยิ้มจางในเงามืด “ผมพร้อมลุยครับ” แล้วลิฟต์ก็หยุด เผยประตูสู่ชั้นลึกหมื่นเมตร เมืองใต้ดินปรากฏรางๆ ในสายตา อาคารปูนเปลือยเก่าๆ ตะปูสนิม ท่อร้อยสายไฟพาดรุงรัง น้ำหยดติ๋งบนพื้นซีเมนต์
“นั่นพี่มาย พี่เลี้ยงฝึกงาน” เจ้านายชี้ไปยังหญิงสาวร่างบาง ดวงตาคมที่ยืนพิงประตูห้องควบคุม มายปรายตามองเอกแวบเดียวก่อนเบี่ยงสายตา ดึงฮู้ดปิดครึ่งหน้า “มาทำอะไรเช้าจัง อีกชั่วโมงถึงเข้าเวร”
เอกยิ้มแหย เอื้อมส่งเอกสารให้ด้วยความเก้ๆ กังๆ “ผม…อยากเห็นงานจริง ตั้งแต่เปลี่ยนกะเลยครับ”
มายรับเอกสาร นิ้วเรียวยาวสัมผัสปลายมือเอกจนไอเย็นวาบ “ดูหน้างานให้ลงไปชั้น 14 ก่อน ฉันยังติดเวรข้างบน”
ระหว่างเดินสวนทาง เอกอดเหลียวมองตาม มายเดินห่างออกไป ไหล่เล็กในชุดช่างสีกรมลับรอยเงาสลัวไปกับผนัง
เสียงโทรศัพท์จากในกระเป๋าดังขึ้น “แม่” โอนสายเข้ามา “อยู่ถึงไหนแล้วลูก กลัวอากาศข้างล่างนะ อย่าแวะซอกหลืบแปลกๆ เชียว”
เอกตอบเบาๆ “ไม่ต้องห่วงครับแม่ เดี๋ยวถึงห้องพักแล้ว” เขาตัดสายก่อนถอนใจลึก ขณะก้าวเข้าสู่ส่วนหอพัก สายตามองกล้องวงจรปิดเป็นระยะ
ภายในหอพักรวมผู้ชาย เตียงซ้อนกันจนเต็ม เอกเลือกเตียงริมสุด มองกล่องข้าวอุ่นยังกลิ่นกรุ่นก็วางบนหัวเตียง ก่อนหลับตานิ่งไปพักหนึ่ง ทว่าไม่นาน คนข้างเตียงเริ่มโต้เถียงกันเสียงดัง
“นายเห็นมั้ยเมื่อคืน เหมือนมีคนเดินที่อุโมงค์ชั้น 17 ทั้งที่ปิดเข้าออกแล้ว” เสียงหนึ่งถาม
“เพ้อเจ้อ! คนมันหายไปเพราะเมาแล้วล้มเองนั่นแหละ” อีกคนพูดสวน รีบใส่เสื้อคลุมออกไป
เอกฟังแล้วนิ่งเงียบ ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้น แต่เลือกหยิบสมุดจดงานขึ้นมาเขียนรายงานของวันแรกแทน
รุ่งเช้า เอกมาเวรบ่ายร่วมกับมายอีกครั้ง
มายเปิดแผนที่โครงสร้างอุโมงค์ให้ดู “ถ้าไม่อยากหลง จำไว้นะ ชั้น 14 ทางขวาสุด ห้ามเดินเข้าช่อง 7.7 เด็ดขาด” น้ำเสียงเหมือนทั้งเตือนและท้า ทว่าไม่อธิบาย
“ทำไมล่ะครับ” เอกถาม สายตาอยากรู้อยากเห็น
มายหยุดนิ่งนาน “ที่นั่น…อาจเจออะไรที่นายไม่อยากรู้มากกว่า” เธอพูดเร็วแล้วลุกออกจากห้องควบคุม ปล่อยเอกจมในคำถาม
ระหว่างกวาดล้างตะเข็บท่อ เอกแอบชำเลืองช่อง 7.7 บ่อยครั้ง ในความมืดลึกนั้นเหมือนมีเงาปรากฏวูบหายใจลอดผ่านกำแพงหิน อากาศเย็นเฉียบผิดปกติ
คืนนั้น เอกนั่งกินข้าวกับเพื่อนใหม่ชื่อโชค เพื่อนผิวเข้มท่าทางรักสนุก
“นายสนใจมายเหรอ” โชคแซวพลางหัวเราะ
“เธอดูซับซ้อนดี…” เอกตอบอ้อมแล้วเว้นระยะ “นายว่าเธอเก็บความลับอะไรไว้ไหม”
โชคชะงักไป สายตาละล้าละลัง “บางที…มีคนนินทาว่านายที่ฝึกบางคนหายไปที่ชั้นลึกนั่น เพราะเจอของต้องห้าม”
เอกนิ่ง น้ำเสียงเข้มขึ้น “หมายถึงอะไร”
โชคกลืนข้าวช้าๆ “ก็แค่ข่าวลือไง คนขี้กลัวชอบเมาท์น่ะ”
เช้าวันต่อมา เอกมาปฏิบัติงานชั้น 14 ตามที่ได้รับมอบหมาย อีกมุมหนึ่ง มายกำลังยืนประชุมกับหัวหน้าทีม ลับหลังสายตาโอภาส หัวหน้าสารวัตรความปลอดภัยฝั่งตะวันตก
โอภาสนิ่งมองมายครู่หนึ่ง “เธอรู้ว่าห้ามใครเข้าไปช่อง 7.7 แต่เมื่อคืนกล้องวงจรปิดจับภาพอะไรบางอย่าง เคลื่อนไหวผิดปกติ เธอว่ามีใครฝ่าฝืนหรือเปล่า”
มายไม่ตอบ นิ่งอย่างกล้ำกลืน ฝีมือกุมสมุดจดแน่น แก้มซีดจาง
ในช่วงบ่าย เอกเผชิญปัญหาเมื่อเครื่องสูบน้ำเกิดขัดข้อง ระบบแจ้งเตือนสัญญาณรั่ว มายลงมาสมทบโดยไม่กล่าวนำ เสียงประกาศก้องไปทั่วอุโมงค์
ท่ามกลางความวุ่นวาย เอกรีบตรวจระบบไฟฟ้า วิ่งไปยังกล่องควบคุมท่ามกลางสายตาคนงาน “ต้องรีบตัดห้องน้ำชั้น 15 ไม่งั้นน้ำไหลย้อนชั้นบน!”
“ฉันจะช่วยเอง” มายกล่าวเสียงแข็ง เลียริมฝีปาก มองหน้าด้วยสายตาไม่แน่ใจ
ทั้งสองวิ่งสวนเงามืด เข้าช่องทางเบียดเสียด โชควิ่งตามหลังหอบหายใจ “เร็วกว่านี้! ถ้าห้องเครื่องจมน้ำจะโดนตัดออกจากระบบ!”
เอกตัดสินใจเด็ดขาด เดินเข้าช่อง 7.7 เพื่อลัดวงจรเร็วขึ้น ทั้งที่กลัวจะถูกทำโทษ สมองฟุ้ง ซุกตัวเข้าไปกลางเงามืดราวกับมีอะไรล่อใจ
มายวิ่งตามตะโกนห้าม “อย่าเพิ่ง! ถ้านายเดินเข้าไป นายอาจออกมาไม่ได้!”
ทุกอย่างเงียบลงทันทีเมื่อเอกก้าวพ้นปากอุโมงค์ เสียงน้ำหยุดกึก มีเพียงฝีเท้าเหยียบฝุ่นละเอียดและลมหายใจตัวเอง
ท่อเหล็กเป็นสนิมเรียงขวางทาง เสียงกระซิบแว่วคล้ายเด็กเล็ก เอกใจเต้นระส่ำ มือลูบกำแพงหาหัวตัดไฟ เจอสวิตช์เล็กหนึ่งตัวจมอยู่กับผนังหิน
ทันทีที่กดสวิตช์ ทั้งระบบส่องไฟขึ้นใหม่ มายคว้าข้อมือเอกฉุดออกมาอย่างแรง ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเขานิ่ง “นายบ้าไปแล้ว ถ้าฉันไม่ตาม นายหายไปอีกคนแน่!”
เอกนิ่งอึ้ง มองตาเธอ “หมายความว่าไง…อีกคน?”
มายลังเล เหลือบมองซ้ายขวา เสียงเท้าคนงานวิ่งเข้ามาใกล้ “ทีมซ่อมพร้อมประจำจุดแล้ว!”
ไม่นาน โอภาสกับทีมงานกรูเข้ามา “เกิดอะไรขึ้นที่นี่ นายเข้าไปในช่องต้องห้ามเหรอ!”
เอกยืนงัน มายเดินมาขวาง “ฉันบอกให้เขาช่วยกดสวิตช์ ไม่ได้ตั้งใจจะฝ่าฝืน”
โอภาสมองสบตาเอกอยู่นาน เหมือนกำลังชั่งใจ “เอาเถอะ คราวนั้นแค่ตักเตือน รอบหน้าโดนพักงานแน่”
เอกเดินตามมายกลับหอพัก เงียบครุ่นคิดครู่ใหญ่ ในใจรู้สึกทั้งซึ้งใจและสงสัยเกินจะทน
“มาย…” เขาเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณนะที่ช่วย”
หญิงสาวเพียงยักไหล่เบาๆ หันหน้าไปอีกทาง ไม่พูดอะไร เป็นความเงียบที่อบอวลด้วยบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
คืนนั้น ในหอพัก เงางามลายแปลกๆ ปรากฏบนกำแพงตรงช่องอุโมงค์ เอกนอนไม่หลับ มองไปยังทางเดินอันมืดสนิท รู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบเบาๆ ล่องลอยอยู่
รุ่งเช้า ขณะล้างหน้า เอกเหลือบเห็นคราบน้ำหมึกดำคล้ายตัวอักษรปรากฏอยู่ในอ่างล้างมือ เขานิ่งงันก่อนรีบขัดออก กลิ่นสนิมฟุ้งขึ้นติดมือไม่จาง
ช่วงเช้าเพื่อนร่วมงานในกะเริ่มหายตัวไปทีละคน หัวหน้ากะตื่นตกใจ ประกาศห้ามใครเดินผ่านช่อง 7.7 เด็ดขาด แล้วสั่งล๊อคทางเข้าอย่างถาวร
เอกกับมายเดินสำรวจซอกหลืบชั้น 14 เฮฮากันเงียบเชียบ “เธอกลัวอะไรในนี้บ้างไหม” เอกเอ่ยขึ้น เสียงเบาลงตอนสบตากัน
มายนิ่ง สายตาว่างเปล่า “กลัวอย่างเดียว…กลัวสูญเสียคนที่ไว้ใจอีก”
เอกเพียงมองเธอด้วยความห่วงใย บรรยากาศเงียบขรึมเต็มไปด้วยคำพูดที่ไม่กล่าวออกมา
ระหว่างทดสอบระบบไฟฟ้า โชควิ่งมาอย่างตื่นตระหนก “มาย! มีอีกคนหายไปแล้ว เพิ่งพบรองเท้าตกอยู่ในช่อง 7.7”
ทุกคนแตกตื่น มายรีบหยิบไฟฉาย หันมาแจกอุปกรณ์ฉุกเฉิน เอกลังเลเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจตามเธอ
ทั้งกลุ่มค่อยๆ ลอบลอดไปทางปากอุโมงค์ต้องห้าม เสียงลมหายใจ สะท้อนช้าๆ อยู่ข้างผนัง
มายหยุดนิ่ง “ใครจะเข้าไปกับฉัน”
เอกสบตาโชคและโอภาสแล้วพูดเสียงหนัก “ผมเองครับ”
บรรยากาศหนาวเย็นเฉียบ ทั้งสองค่อยๆ ลอดผ่านเงามืด ศึกษาทางเดินซึ่งมีรอยขูดแปลกบนพื้น “นี่มันเหมือน…เครื่องหมายอะไรบางอย่าง” เอกก้มดูใกล้ๆ ใจเต้นระรัว
ไฟฉายส่องไปเห็นประตูปูนเก่า ลายสลักรูปลูกตาผีจ้องพร่าเลือน มายหยุดถอนหายใจ ล้วงกระเป๋าหยิบด้ายแดงพันรอบข้อมือ “เป็นของกันคำสาป พอดีฉันเคย…” เธอหยุดน้ำเสียงสั่นระริก “เคยมีน้องชาย…แต่ก็หายไปในอุโมงค์นี้เหมือนกัน”
ความจริงค่อยๆ กระจ่าง เอกชะงัก ก่อนเอื้อมมือแตะไหล่เธออย่างแผ่วเบา “เราจะไม่ปล่อยให้ใครต้องหายไปอีก”
เสียงแว่วโหยหวนดังขึ้นในความมืด ทันใดนั้น โชควิ่งถือวิทยุมาส่งข่าวกราด “ข้างนอกเริ่มมีข่าว…พวกงานบนพื้นจะสั่งอพยพแล้ว!”
มายยังตั้งใจเข้าไปข้างในสุด “ฉันขอตามให้เจอว่าอะไรอยู่ข้างใน”
เอกลังเล น้ำเสียงสั่น “แล้วถ้ามัน—”
“ไม่ ฉันต้องเข้าใจมัน ไม่งั้นชีวิตฉันก็ย่ำอยู่กับความกลัว” มายกล่าวอย่างหนักแน่น สะท้อนแววตาเจ็บปวดและกล้าหาญ
ทั้งคู่ผลักประตูปูนเสียงดังเอี๊ยดเข้าไป สิ่งที่ปรากฏคือห้องกว้างมืดสนิท มีแท่นหินทรงกลม วัตถุปริศนาในกำมือศพแห้งโบราณ ถูกสลักลายแพะกลับหัว—สัญลักษณ์ต้องห้ามของเมืองนี้
จู่ๆ เงาดำพวยพุ่งออกจากกายศพ ลอยฉวัดเฉวียนวนรอบ เอกจับมือมายแน่น สายตาไม่ยอมปล่อย
“ฉันกลัว…” มายพูดสะอื้นปนสั่น
เอกตัดสินใจกลืนความกลัว เขาเดินเข้าหาแท่นหิน ใช้สองมือหยิบวัตถุผูกด้ายแดงแล้วตะโกน “เราจะคืนสิ่งนี้ให้! ขอให้ความตายจงสงบ!”
เสียงแหลมเล็กดังสนั่น เงาดำสลายหาย เหลือความเงียบว่างเปล่า
มายทรุดกอดเข่า ร้องไห้ออกมา เอกทรุดนั่งข้างๆ เอามือกอดไหล่เธอแนบแน่นโดยไม่พูด แต่สายตาส่งความเข้าใจและสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้าง
ภายนอก โอภาสและโชคพาทีมรื้อป้ายห้าม เหลือเพียงวัตถุโบราณปักอยู่กลางห้องแสดงความเศร้าโศกเก่าแก่ของเมือง
เอกรู้สึกถึงบางสิ่งเปลี่ยนไป ในใจเขาไม่กลัวความลับของที่นี่อีกต่อไป—เขาตัดสินใจขอให้มายออกจากเมืองใต้ดิน แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับอดีตเจ็บปวดเหมือนเดิม
“ออกไปกับฉันไหม เราเริ่มชีวิตใหม่ข้างบนเถอะ” เอกถาม
มายอึ้งไปครู่ยาว ก่อนลุกขึ้นอย่างช้าๆ พยักหน้าทั้งน้ำตาและรอยยิ้มจาง “ขอบใจ…สำหรับความกล้า…และความรักที่ให้”
ทั้งคู่เดินเคียงกันออกจากอุโมงค์ ทางเดินแคบถูกแสงเหนือหัวชโลมไล้ตามร่าง ต่างหายใจโล่งอก เสียงเครื่องจักรเก่าแก่ค่อยๆ เงียบ—เมื่อลิฟต์โบราณนำร่างพวกเขากลับสู่แสงธรรมชาติ
ภาพสุดท้ายที่ตรึงใจ ยามทั้งคู่ยืนมองย้อนกลับไปยังประตูเมืองใต้ดิน บนนั้นยังมีรอยมือเปื้อนหมึกดำ แนบอยู่เงียบๆ บนซีเมนต์ คือสัญลักษณ์ว่าความเจ็บปวดและความหวังจะไม่มีวันถูกลืมในดินแดนใต้เงาคำสาป…