เงาอดีต ณ สตูดิโอศิลปะลอยฟ้า
แสงแดดยามสายกระทบหน้าต่างกระจกของสตูดิโอศิลปะลอยฟ้าเหนือยอดตึกเมืองเมฆ อรรณพหายใจเข้าลึกๆ พลางก้าวเท้าขึ้นบันไดวนเหล็กที่ทั้งสูงทั้งน่าหวาดเสียว มือกำราวอย่างแน่นเพราะกลัวความสูง ริมฝีปากเม้มอยู่หลังรอยยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความกระวนกระวาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าผ้าใบสีหม่นกระทบพื้นปูนดังก้องในห้องโถงศิลป์ดิบๆ กลิ่นสีน้ำมันและฝุ่นพู่กันลอยคละคลุ้งสร้างโทนโลกเฉพาะตัว เขาผลักบานประตูเหล็กผลอย ชะโงกเข้าไปเห็นกลุ่มนักศึกษาศิลป์กำลังระบายผ้าใบใหญ่ คนหนึ่งตะโกนทัก “เฮ้ นพ ใช่ไหม?”
อรรณพพยักหน้าระคนตื่นๆ หญิงวัยกลางคน ผมดัดสั้น ดวงตาคมกริบเดินมาตรงหน้า “ศาสตราจารย์เสาวรส” หัวหน้าสตูดิโอแนะนำตัวแบบตรงๆ ท่ามกลางความเงียบงัน เขายิ้มฝืด “ยินดีต้อนรับ สู่อาณาจักรในอากาศ”
มือทั้งสองประสานกันแน่น ในหัวใจอรรณพเต็มไปด้วยภาพความล้มเหลวจากโรงเรียนเก่า ภาพที่ถูกกดดันให้เก่งเหนือกว่าคน ทว่าที่นี่ ทุกสายตาจับจ้องเหมือนรอพิสูจน์กำแพงที่เขาสร้าง
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ สตูดิโอนี้ ต้องแสดงผลงานทุกห้าวัน” เสียงศาสตราจารย์เสาวรสขรึมเด็กหนุ่ม ‘แค่ขีดๆ เขียนๆ จะยากอะไร’ เขาพยายามคิดบวก แต่ใจกลับร้าวระแวงเมื่อเห็นภาพข่าวกราวหายตัวของ ‘กล้า’ อดีตศิษย์ชั้นปีสาม ที่แปะไว้หัวบอร์ดโดยไม่มีใครพูดถึง
เมื่อริว เพื่อนร่วมชั้นที่ผอมสูง ยักคิ้วให้ “ที่นี่น่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะหรอก” เสียงเขาเบาราวสายลม “ฟังกันดีๆ ทุกคืนมีคนนอนไม่หลับเพราะได้ยินเสียงประหลาดเหนือเพดาน”
อรรณพรู้ตัวว่ามือเย็นเฉียบ เคยได้ยินเรื่องนี้จากกระทู้ในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่คิดว่าจะจริง
คืนนั้น ระหว่างนั่งสเกตช์รูปกลางห้องโดดเดี่ยว แสงไฟนีออนขาวขุ่นกระพริบพร่าตา เสียงกล้องโทรศัพท์ดังแชะจากมุมมืด “ใครน่ะ?” อรรณพถาม กวาดตาไปรอบๆ เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง โซ่ เพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่ค่อยพูด ยืนมือสั่นถือโทรศัพท์ ขอบตาบวมคล้ำ
“ขอโทษ…ชอบถ่ายคนเวลามีสมาธิ” เธอกระซิบ ไม่สบตา
เขาหลุบตา เก็บสมุดลงกระเป๋า “ถ้ารำคาญก็บอกได้นะ”
ไม่มีเสียงตอบ เงียบงันชั่วครู่
“นายคิดไหม…เรื่องกล้าที่หายไป?” โซ่ถาม ขณะยังยืนค้าง
“คิด” อรรณพตอบ ก้มหน้ารำพึง “แต่ไม่รู้จะถามใคร”
“นักเรียนบางคนว่า เขาอาจ…โดนขังไว้บนนี้”
เสียงวูบไหวของลมเหนืออาคารสูงเข้ามาขัดจังหวะ อรรณพกลืนน้ำลาย เสียงใจเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง
กลางวันต่อมา ที่ห้องพักรวมสีขาวสลัว ริวจี้แก้มพูดติดตลก “อย่าอินนะ เดี๋ยวจะไม่กล้านอน” อรรณพขมวดคิ้ว “ทำไมต้องกลัวนัก?”
“ปีก่อน…กล้าเหมือนเรานะ ไม่ค่อยกล้าสู้หน้าใคร ตอนแรกก็คิดว่าคงไปเองแหละ แต่พอมีรูปถ่ายตอนตีสามในกลุ่มไลน์ หลายคนก็เริ่มกลัว”
โซ่มองเหม่อ ไม่พูด เขาจึงถาม “โซ่ เคยเห็นอะไรบ้างไหม?”
“แค่ความฝัน…ฝันว่ามีใครเดินผ่านท้ายเตียง แต่ลืมไม่ลง”
อรรณพหลบสายตา ความรู้สึกหนาวดูดมวลในท้อง
ในสตูดิโอศิลปะแต่ละวัน ทุกคนต่างเคร่งกับผลงานของตัวเอง ศาสตราจารย์เสาวรสมักเดินผ่านอย่างเงียบงัน คอยสังเกตผลงานด้วยดวงตาเฉียบขาด อรรณพลังเลในแต่ละลายเส้นเอง พลางเห็นเพื่อนๆ สะกิดกันดูผลงานของ ‘กล้า’ ที่ยังแปะอยู่บนฝาผนังเหมือนไม่มีใครกล้าแตะ
เสียงแปรงขูดบนผ้าใบในห้องเงียบเป็นเสียงที่ทรมานใจ ซาวกลิ่นสีน้ำมันเน้นความตึงเครียด ริวเปรย “เคยโดนกดดันให้เก่งป่ะล่ะ?” โซ่หัวเราะเบา “ทุกที่แหละ”
วันหนึ่ง อรรณพวาดรูปอาคารสตูดิโอยามค่ำ คำพูดริวฝังใจ “ถ้าภาพนี้พูดได้ มันจะพูดอะไร?” เขานิ่งคิด “อาจถามว่า ‘เธอซ่อนไว้อะไร’”
คืนนั้น หลังอาบน้ำ จู่ๆ ไฟสตูดิโอกระพริบดับ เงาร่างคล้ายกล้ายืนริมหน้าต่าง อรรณพพยายามตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียง ใจหายวาบ ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบปกติในพริบตา
เช้ามา อรรณพถามเพื่อนๆ “เมื่อคืนเห็นอะไรแปลกๆ ไหม?” ริวหัวเราะกลบเกลื่อน “นายนอนไม่พอเองมั้ง”
วันรุ่งขึ้น สตูดิโอจัดนิทรรศการขนาดย่อม ศาสตราจารย์เสาวรสเดินพาแขกเข้ามา แนะนำผลงานด้วยภาษาเฉพาะ เสียงหนึ่งกระซิบข้างหูอรรณพ “บางสิ่งในที่นี้…ไม่ได้ถูกวาดออกมา” ริวสบตาเขา เรื่องเล่าในกลุ่มลอยขึ้นมาทันที
ศิลปินรุ่นพี่ เกษม เดินเข้ามาชื่นชมภาพโซ่ “แปลกตาดี…แต่เศร้ามาก” โซ่ก้มหลบ “อยากให้ภาพพูดแทนชีวิตเรา”
ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายผ่านกระจก (ไม่ได้เปิดเรื่องด้วยฝนตก) ทุกคนนั่งล้อมวงบนพื้น ปากกาในมือหมุนเล่น โซ่ถาม “ถ้ากล้าอยู่ตรงนี้ จะวาดอะไร?” คำถามที่เงียบเชียบนี้ยิ่งกดดันบรรยากาศ ริวเปรย “อาจวาดประตูที่ไม่มีใครเห็น”
โซ่ลุกขึ้นเดินไปที่มุมห้อง พลางถ่ายภาพ เจ้าหน้าที่หญิงประจำตึกเดินเข้ามา “หลังสามทุ่ม ไม่ควรเดินบนระเบียง” น้ำเสียงเธอแฝงคำเตือน “บางคนหายไป เงียบๆ”
อรรณพเก็บงำความสงสัยไว้ ริวพูดกับโซ่ตอนหลังกินข้าว “ถ้านายกลัวนัก ก็ไม่ต้องสืบต่อ” แต่โซ่ส่ายหน้า “บางอย่าง ถ้าเราไม่หาคำตอบ มันจะตามหลอกเรา”
อรรณพตัดสินใจชวนโซ่และริวแอบขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าที่เป็นพื้นที่ห้ามเข้าใจในคืนนี้ เงาสะท้อนจากกำแพงคอนกรีตยิ่งยาวเมื่อก้าวเท้าเข้าไป กลิ่นอับและลมเย็นจัดปะทะใบหน้า ทุกก้าวยิ่งเหมือนมีใครเดินตาม
“ถ้ามันไม่ใช่เรื่องผี แล้วอะไรซ่อนอยู่บนนี้?” ริวตั้งคำถาม โซ่ชี้ให้ดูภาพเขียนซีดจางริมผนัง “นี่เหมือนลายเซ็นกล้า”
เสียงร้าวเปรี้ยง! ท่อเหล็กบางอันหล่น อรรณพสะดุ้ง ริวเดินไปลองงัดช่องเก็บของเก่าใต้หลังคา พบสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง ด้านในเป็นภาพสเกตช์แปลกตา: สตูดิโอยามค่ำ คนปริศนาเดินเข้ามา มีแต่รอยน้ำตาใต้ตาทุกรูป
“ทำไมไม่มีใครพูดถึงเขาเลย?” อรรณพถาม ตัวสั่น
เสียงระฆังประจำตึกดัง ตัดบรรยากาศตึงเครียด ศาสตาจารย์เสาวรสปรากฏตัวพร้อมอารมณ์แข็งกร้าว “เด็กพวกนี้ มาทำอะไรตรงนี้!” เธอมองอรรณพแววตาคาดโทษ “บางอย่างควรลืม”
ค่ำคืนถัดมา อรรณพฝันถึงกล้าอีก ราวกับอีกฝ่ายต้องการส่งสาร “ผมอยู่ข้างบน…เปิดประตู…” เขาตื่นมากลางดึก หายใจหอบเหงื่อชุ่ม (ไม่ได้เริ่มด้วยความฝัน แต่ใส่ฝันในภายหลัง) อรรณพเริ่มเสียสมาธิในงานจนโดนเรียกพบพูดคุยเดี่ยวกับศาสตราจารย์
“เธอคิดมากไปเอง วาดไม่ออกใช่ไหม?” น้ำเสียงกดดัน “ที่นี่ให้โอกาสน้อยคน…อย่าเสียมันไปเหมือนบางคน”
อรรณพเถียงเสียงสั่น “ผมแค่ อยากรู้ความจริง”
ศาสตราจารย์ทำสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งบรรยากาศอึดอัดไว้เต็มห้อง
ขณะที่อรรณพกลับมาที่ห้องพัก โซ่เข้ามาเคาะประตู “ขอโทษที่ต้องลากมาเกี่ยว เดี๋ยวนี้นายดูไม่เหมือนเดิมเลย” โซ่พูดเสียงเบา “กลัวมากกว่าใครๆ ด้วยซ้ำ”
“ใช่” อรรณพสารภาพ “ผมกลัว…กลัวจะล้มเหลว กลัวซ้ำรอยอดีต กลัวถูกลบเหมือนที่บ้าน”
โซ่จับมือเขาแน่น “เราควรช่วยกัน ถ้ามีใครต้องการความช่วยเหลือ”
วันต่อมา อรรณพตัดสินใจเปิดสมุดบันทึกของกล้าทุกหน้า ค้นหารหัสประตูที่กล้าขีดไว้ในรูป เขากับโซ่แอบใช้ตอนที่ศูนย์ศิลป์ปิด เข้าไปเปิดห้องลับชั้นบนสุด พบผลงานศิลปะกว่าร้อยชิ้นวางกระจัดกระจาย ภาพหนึ่งมีเด็กร่างเล็กอยู่ท่ามกลางเพื่อนจำนวนมากที่ไม่มีใบหน้า
โซ่หยิบจดหมายที่ซุกในรูปออกมา อ่านเสียงเครือ “ไม่มีที่ให้ยืน เพราะใครๆ คาดหวังจากความเก่ง…ไม่กล้าบอกใคร กลัวไร้ตัวตน”
เสียงฝีเท้าคนดังขึ้นใกล้ประตู ศาสตราจารย์เสาวรสมายืนจ้อง “ที่นี่สำหรับเด็กที่กล้าแค่เงาอดีตเท่านั้น!” น้ำเสียงปะทะอารมณ์ ทุกคนอึ้ง
อรรณพลุกขึ้นถามกลับ “เราต้องกลัวอดีตไปถึงเมื่อไหร่? จะให้ความคาดหวังกลืนฝันพวกเราอีกกี่คน?”
ศาสตราจารย์หน้าแดง ข่มความโกรธ “เธอจะกลับบ้านไหม?”
ริวเปิดประตูสวนเข้ามา ยืนข้างอรรณพ “เราเลือกกันเองได้ รึเปล่า?”
ความเงียบปกคลุม โซ่พูดเสียงสั่น “เราไม่ใช่เงาอดีตของใคร” ศาสตราจารย์นิ่งฟัง น้ำตาคลอ เห็นเพียงแว่บเดียวก่อนเธอหันกลับออกไปอย่างเฉียบขาด
นิทรรศการครั้งใหญ่จัดขึ้นอีกครั้ง แต่ละครมีโอกาสแสดงผลงานเดี่ยวจริงๆ อรรณพเสนอภาพชื่อ “แสงที่เห็นในเงา” ภาพเล่าความกลัว ปัญหาตัวตนและภาพของกล้าที่หายไป โซ่แสดงภาพ “ประตูใหม่” ส่วนริวนำเสนอผลงานเล่าเรื่องเพื่อนรุ่นพี่แบบไม่กลัวถูกปิดปาก
วันจัดแสดง ศาสตราจารย์เสาวรสมายืนดูเงียบๆ ไม่พูดคำ ทุกคนจับมือกันแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่นปะปนศรัทธา
อรรณพบอกตัวเองในใจว่า ไม่ต้องเอาชนะความกลัวทั้งหมด แค่ไม่หลบในเงาอีกต่อไป
คืนท้ายสุดที่อยู่ด้วยกัน ทั้งสามคนขึ้นไปบนดาดฟ้า นั่งบนระแนงไม้ มองแสงเมืองขาวจาง โซ่เอ่ยขึ้น “กล้ายังคงอยู่ในงานของเรา”
ริวขยับหัวเราะ “แต่ต่อไป เราจะไม่ละเลยกันแล้ว”
อรรณพเงียบไปนาน ก่อนพูดช้าๆ “ขอแค่อย่าให้ใครเป็นเงาอดีตอีกเลย”
ภาพสุดท้าย—กลุ่มเพื่อนหันหน้าสู่แสงเช้าวันใหม่ เสียงเมืองค่อยๆ ดังขึ้น สตูดิโอลอยอยู่กลางหมอกขาว เหมือนเป็นเกาะแห่งความฝันที่แต่ละชีวิตเพิ่งได้เริ่มต้นใหม่