เสียงสะท้อนในเรือนเก็บน้ำ
ลมกรรโชกแรงกระแทกประตูไม้เก่าจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ณัฐวุฒิยืนลังเลอยู่หน้าประตูเรือนเก็บน้ำร้างในสวนท้ายหมู่บ้าน เสียงใบไม้กรอบแกรบใต้เท้าชวนให้หวนคิดถึงบางอย่างที่เขาไม่อยากนึกถึง หน้าต่างบนผนังไม้บานหนึ่งแตกเป็นรูเล็กๆ แสงจันทร์ลอดเข้ามาตัดกับเงาไม้เหนียวแน่นราวกับฝันร้ายที่กดทับในอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะเข้าไหมวะ?” เสียงเบาๆ ของวริศ เพื่อนที่ใจกล้าที่สุดในกลุ่มดังเบียดความเงียบ ทุกคนต่างจับจ้องณัฐวุฒิด้วยความคาดหวังปนหวาดกลัว หญิงสาวอีกสามคน — ตาล เมย์ และฟาง — ยืนล้อมเป็นวง ราวกับต้องการให้มีพยานรับรู้หากมีอะไรเกิดขึ้น
ณัฐวุฒิกลืนน้ำลาย เหงื่อซึมแม้อากาศจะเย็น “ถ้าแค่ค้างคืน ไม่ต้องทำอะไรใช่ไหม?”
“แค่ไม่ออกมาจนถึงเช้า” เมย์พูดพลางมองตาเขานิ่ง “ถ้าได้ยินอะไรก็อย่าตอบกลับ”
ทุกคนเงียบลงทันที ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่ว่าเรือนเก็บน้ำแห่งนี้ เด็กหญิงเคยหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย รอยเล็บที่ประตูไม้ยังคงอยู่จางๆ
หลังจากรวบรวมใจ ณัฐวุฒิเปิดประตูเข้าไปก่อน ความเย็นเยียบปะทะร่างกายทันที กลิ่นอับและกลิ่นน้ำชื้นจางๆ ลอยมา เสียงเงียบผิดปกติจนเหมือนทุกเสียงข้างนอกหายไป
เพื่อนๆ ตามเข้ามา ตาลจุดไฟฉายมือถือแสงส่องเพดานที่มีหยากไย่สีเทาเป็นแพ เมย์ลากกระเป๋าเสื้อผ้ามาวางใกล้มุมหนึ่ง วริศเดินไปเคาะถังไม้เก่าเล่น ฟางนั่งลงข้างหน้าต่าง “เหมือนมันอึดอัดแปลกๆ ป่ะ?”
ณัฐวุฒิมองไปรอบๆ ไม่มีข้าวของอะไรนอกจากถังน้ำเก่า ตู้ไม้ผุ และบันไดขึ้นชั้นลอย เงาเคลื่อนไหวเบาๆ ตามแสงไฟฉาย บรรยากาศมืดครึ้มผิดธรรมชาติจนทุกคนต่างรู้สึกได้แต่ไม่มีใครกล้าพูด
“คืนนี้พวกแกห้ามแอบหนีกลับนะ” วริศพยายามพูดติดตลก แต่เสียงสั่นแบบกลั้นขำไม่อยู่ “กลัวผีล่ะสิ” ฟางแซวเบาๆ
ณัฐวุฒิหัวเราะฝืดๆ แต่ใจกลับจดจ่ออยู่กับรอยขีดบนประตูไม้ มันเหมือนรอยเล็บของเด็ก ด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างอธิบายไม่ได้
เมื่อทุกคนตั้งเต็นท์เล็กๆ บนพื้นไม้เก่า ฟางเปิดเพลงจากมือถือเบาๆ เพลงกล่อมเด็กเก่ากึกก้องกังวานในห้องว่างเปล่า เสียงเพลงขาดๆ หายๆ ราวกับมีใครกระซิบแทรกอยู่
“ฟาง ปิดเพลงไปเลยได้มั้ย มัน…แปลกๆ” ตาลพูดเสียงเบา
ฟางมองหน้าตาลนิ่ง แล้วกดหยุดเพลง เสียงเงียบเข้ามาแทนที่ ความเงียบที่เหมือนมีเสียงบางอย่างซ่อนอยู่ ทุกคนต่างเงี่ยหูฟัง ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ ฟ้าร้องไกลๆ
ณัฐวุฒิเหลือบมองนาฬิกา ยังแค่ห้าทุ่ม เวลาเดินช้าอย่างน่าอึดอัด เสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วตกลงถังเหล็กเก่าเป็นจังหวะเหมือนเสียงเดิน
“เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรไหม?” เมย์ถามเบาๆ หน้าซีดขาว “เหมือนมีใครเดินอยู่ข้างบน”
วริศหัวเราะสั้นๆ “บ้านเก่าๆ ก็เสียงแบบนี้แหละ” แต่เสียงปลอบตัวเองมากกว่าจะปลอบเพื่อน
ณัฐวุฒิพยายามไม่คิดมาก เขารู้ว่าทุกคนกลัว แต่ไม่มีใครยอมรับ เสียงสายลมลอดช่องไม้ดังครวญเบาๆ เหมือนเสียงถอนหายใจ
เวลาผ่านไปช้า ทุกคนแยกย้ายเตรียมนอน เมย์นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง วริศนอนเอนหลังแต่ตาไม่ปิด ฟางกับตาลกระซิบพูดคุยเบาๆ
ณัฐวุฒิหลับตา แต่กลับฝันถึงเสียงสะอื้น เสียงเด็กร้องเบาๆ ที่ฟังดูห่างไกล…เขาลืมตาขึ้น ใจเต้นแรง แต่บอกตัวเองว่านี่ยังไม่ใช่ฝันร้ายจริงจัง
เสียงขูดเบาๆ ดังจากเหนือเพดาน ทุกคนเงียบกริบ หัวใจเต้นพร้อมกันอย่างชัดเจน ตาลลุกขึ้น “ใครหนะ?” เสียงสั่น
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงขูดลากช้าๆ เหมือนรอยเล็บถากไม้ ณัฐวุฒิกระชับไฟฉายแน่น เหงื่อเปียกมือ
วริศหยิบมีดพกเล็กๆ ขึ้นมา “ถ้ามีอะไรจริงๆ ฉันจะฟันแม่ง” เขากระซิบ ฟางจ้องเขาด้วยสายตาไม่มั่นใจ
ณัฐวุฒิก้าวไปใกล้บันไดชั้นลอย “มีใครจะขึ้นไปกับฉันมั้ย?” ไม่มีใครตอบ ทุกคนเงียบ เหมือนถูกดูดเสียงออกไป
ในอากาศมีความหนักอึ้งแปลกประหลาด ณัฐวุฒิสูดหายใจลึก ก่อนเดินขึ้นช้าๆ บันไดไม้ลั่นเอี๊ยดทุกก้าว
แสงไฟฉายส่องเห็นฝุ่นหนาทึบ บนพื้นมีตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่งวางอยู่ ไม่มีใบหน้า มีแต่รอยเย็บขาดๆ เขาไม่กล้าแตะต้อง กลับลงมาข้างล่าง
“ข้างบนไม่มีอะไร แค่ตุ๊กตาผ้าเก่าๆ” เขาบอก ทุกคนกลับดูไม่โล่งใจ ตาลกระซิบ “ฉันว่าได้ยินเสียงเหมือนเด็กร้อง…จริงๆ”
ทุกคนหยุดนิ่ง หันมองกันอย่างระแวง ต่างคนต่างไม่กล้ามองหน้ากันตรงๆ
เสียงดังปึง! ดังจากตู้ไม้เก่า ทุกคนผวา วริศชูมีดพก “ใครอยู่ในนั้น!”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงลมคราง
ณัฐวุฒิเดินไปช้าๆ เปิดตู้ไม้ กลิ่นอับแรงตีจมูก ตรงมุมตู้มีรอยขีดยาวจากเล็บเหมือนที่ประตู เขาเอื้อมมือไปลูบ รู้สึกได้ถึงเส้นใยบางอย่างติดมือออกมา
ฟางเบือนหน้าหนี “มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่” เธอพูดเสียงสั่น
“อย่าไปสนใจ เดี๋ยวก็เช้า” วริศพูดแต่สายตาไม่มั่นใจ เมย์มองหน้าณัฐวุฒิ “ถ้ามีอะไรก็…อย่าเรียกชื่อกันเด็ดขาด” เธอกำชับ
เวลาล่วงเลยหลังเที่ยงคืน สายฝนเริ่มตกนอกหน้าต่าง เสียงสายฝนกลบทุกเสียงประหลาดลงได้สักพัก ทุกคนเริ่มผ่อนคลายบ้าง
แต่แล้วเสียงกระซิบแปลกๆ เบาบางเริ่มแทรกเข้ามาในความเงียบ “…ช่วย…ด้วย…” ทุกคนเงี่ยหูฟัง มันดังขึ้นเรื่อยๆ
ตาลเอามือปิดหู “ฉันไม่ได้ยิน” เธอพึมพำ เมย์น้ำตาคลอ วริศเริ่มหงุดหงิด “ใครเล่นอะไรอยู่!”
ณัฐวุฒิใจเต้นแรง เขารู้สึกเหมือนเสียงนั้นเรียกชื่อเขาเบาๆ
“ณัฐวุฒิ…ช่วย…ด้วย…”
เขาหันขวับไปมองฟาง “เธอพูดใช่ไหม?”
ฟางส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่น
เสียงนั้นยังคงดังขึ้นทีละน้อย ทุกคนเริ่มมองหน้ากันอย่างหวาดระแวง ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ได้ยิน หรือทั้งหมดอยู่ในหัวของแต่ละคน
เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนนั่งกอดเข่าใกล้กัน ฟางเริ่มพูดถึงอดีต “ฉันเคยได้ยินว่าเด็กคนนั้น…เหมือนจะถูกขังไว้ที่นี่”
เมย์เบือนหน้าหนี “อย่าเล่าเลย…” เสียงเธอแผ่ว ตาลมองหน้าทุกคน “เราควรอยู่ด้วยกัน ห้ามแยกกันเด็ดขาด”
ณัฐวุฒิใจเต้นถี่ เขารู้สึกเหมือนกำลังจมลงในความมืด เงาดำๆ เคลื่อนไหวอยู่ตามมุมห้อง และเสียงกระซิบก็ยังไม่หยุด
ความอึดอัดหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนเริ่มแสดงความกลัวด้วยวิธีต่างกัน เมย์เริ่มร้องไห้ ฟางเอาเล็บจิกแขนตัวเอง ตาลหลับตาพึมพำบทสวดเบาๆ วริศเดินวนไปมา กระวนกระวาย
เสียงสะอื้นดังขึ้นที่ปลายบันได ทุกคนหันขวับ ใจเต้นโครมคราม ณัฐวุฒิชูไฟฉาย “ใครอยู่ตรงนั้น!”
ไม่มีใครตอบ แต่แสงไฟฉายเหมือนสะท้อนเงาเล็กๆ บนผนัง ทุกคนจับมือกันแน่น
สถานการณ์เริ่มไม่ปกติ เมย์เริ่มพูดถึงบางอย่าง “เหมือนฉันเคยมาที่นี่…แต่ฉันจำไม่ได้” ฟางมองเธอ “ฉันก็เหมือนกัน”
ณัฐวุฒิใจหายวาบ ความทรงจำแปลกๆ ผุดขึ้นในหัว เขาจำได้ว่าเคยมายืนหน้าประตูเรือนนี้เมื่อตอนเด็กๆ กับเพื่อนๆ ใครบางคนร้องไห้ แต่เขากลับเดินหนี
เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ปะปนกับเสียงหัวเราะของเด็ก ทุกคนกอดกันแน่นขึ้น
ตาลเริ่มสติแตก “ฉันออกไม่ได้แล้ว ฉันออกไม่ได้!”
วริศพยายามปลอบ “ใจเย็นไว้ เดี๋ยวเช้าเดี๋ยวก็ออกได้”
เสียงฝนข้างนอกแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับฟ้าครึ้มกำลังกลืนกินเรือนนี้
ณัฐวุฒิคิดจะวิ่งออกไป แต่ขาเหมือนถูกตรึงไว้ เสียงในหัวดังขึ้นเรื่อยๆ
“ช่วยด้วย…ทำไมไม่มีใครช่วยฉันเลย…”
ฟางเริ่มพูดรัว “มันไม่ใช่เสียงผี แต่เป็นเสียงความทรงจำ…”
เมย์มองหน้าณัฐวุฒิ “นายเคยมาที่นี่ใช่ไหม?” เธอถามเสียงสั่น ณัฐวุฒิเบือนหน้า “ฉัน…จำไม่ได้…”
เสียงขูดไม้ดังใกล้เข้ามา ทุกคนกอดกันแน่นขึ้นเรื่อยๆ เงาบางๆ เคลื่อนไหวอยู่รอบห้อง
วริศหันกราดไฟฉายไปที่หน้าต่าง แสงสะท้อนเห็นเงาเด็กเล็กๆ นั่งกอดเข่า ทันทีที่ไฟส่องถึง เงานั้นหายวับไป
“ทุกคนเห็นไหม?” วริศหันมอง แต่ไม่มีใครกล้าพูด ทุกคนได้แต่กอดเข่าแน่น
เสียงสะอื้นเบาๆ ผสมเสียงหัวเราะยังคงค่อยๆ ดังก้องในห้อง เงาเด็กเล็กๆ ปรากฏให้เห็นผ่านกระจกหน้าต่างเป็นครั้งคราว ใบหน้าเลือนรางมีรอยขีดเหมือนรอยเล็บ
ณัฐวุฒิตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง สายฝนซัดกระจกจนน้ำไหลเป็นสาย เขาเห็นมือเล็กๆ ทาบกับกระจก รอยเล็บขีดกระจกจนเป็นทาง
เขากลืนน้ำลาย มองเพื่อนๆ “เราต้องออกไปจากที่นี่”
แต่ขาไม่มีแรง ทุกคนเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น สายตาแต่ละคนเริ่มพร่ามัว เหมือนกำลังจมน้ำ
เสียงในหัวดังขึ้นชัดเจน “เพื่อน…ช่วยฉันด้วย ฉันยังอยู่ที่นี่…”
ณัฐวุฒิเริ่มร้องไห้ เขาจำได้แล้วว่าเขาเคยมาที่นี่ตอนเด็กๆ และเด็กหญิงคนนั้นขอร้องให้ช่วย แต่เขาวิ่งหนีออกมา ทิ้งเธอไว้คนเดียว
เมย์ ฟาง ตาล ต่างก็จำอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน ต่างร้องไห้และขอโทษกับอดีตที่ไม่เคยพูดถึง
เงาเด็กหญิงค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางห้อง ทุกคนเห็นพร้อมกัน เธอยืนเงียบๆ ไม่พูดอะไร มีเพียงน้ำตาไหลอาบแก้ม
บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง เงาของเธอยืดตัวสูงขึ้น ไหลรวมกับเงาของทุกคนบนพื้น เสียงสะอื้นในห้องดังขึ้นพร้อมกัน
“ฉันขอโทษ” ณัฐวุฒิพูดเสียงสั่น ฟาง เมย์ ตาล ต่างพูดพร้อมกันด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
เงาเด็กหญิงค่อยๆ จางหายไป เสียงฝนข้างนอกค่อยๆ เบาลง เสียงหัวใจแต่ละคนค่อยสงบ
เช้าวันใหม่มาถึง ทุกคนหลับฟุบลงกับพื้นอย่างหมดแรง เมื่อตื่นขึ้นมา ทุกอย่างดูเงียบสงบ ไม่มีร่องรอยของเด็กหญิง ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงลมพัดผ่าน
ณัฐวุฒิเดินไปเปิดประตูเรือน แสงแดดฉายเข้ามา ทุกคนเดินออกมาอย่างเงียบงัน ไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ไม่มีใครพูดถึงเสียงสะอื้น ไม่มีใครพูดถึงเงาเด็กหญิง
แต่ในหัวใจ ทุกคนรู้ว่าคืนนั้นเปลี่ยนชีวิตและความทรงจำของพวกเขาตลอดไป