เงาสะท้อนในเรือนปิดตาย
เสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคาไม้ผุ เสียงน้ำหยดจากชายคารั่วดังก้องในความเงียบ วศินยืนอยู่หน้าประตูเรือนเก่ากลางป่ารก สายตาเขาทอดยาวไปยังพื้นดินหน้าบ้านซึ่งเต็มไปด้วยซากใบไม้เน่าเปื่อย กลิ่นอับเก่าของที่นี่ตีขึ้นมาทันทีที่เขาก้าวขาลงจากรถกระบะคันเก่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายแน่ใจนะว่าจะเอาที่นี่จริง ๆ” วีระ เพื่อนสนิทที่เดินตามหลังมาถามเสียงเบา ใบหน้าซีดเล็กน้อย ดวงตากวาดมองเงามืดรอบบ้านด้วยความระแวง
“ไม่มีที่ไหนเหลือแล้ว” วศินตอบสั้น ๆ เขารู้ดีว่าไม่มีใครเต็มใจกลับมาที่นี่ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน — วันที่น้องสาวเขาหายตัวไปในบ้านหลังนี้อย่างลึกลับ ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ปิ่น เพื่อนสาวอีกคนยืนกอดอกเงียบ ๆ ข้างรถ “แต่…ถ้าเราไม่เข้าไปวันนี้ นายจะอยู่กับมันต่อไปได้เหรอวศิน”
เขาเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูไม้ซึ่งบวมเพราะความชื้น เสียงบานพับเก่าดังเอี๊ยดอ๊าด ความเย็นชื้นราวกับหมอกไหลตามเข้ามาครอบคลุมทุกคนทันที
แสงไฟฉายสาดไปตามผนังไม้สีหม่น เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ำและของใช้บางอย่างยังวางอยู่ตรงที่เดิม เหมือนไม่มีใครแตะต้องมานานหลายปี
“เราจะนอนที่นี่จริง ๆ เหรอ” ปริวัฒน์ เพื่อนอีกรายที่มักพูดน้อย ถามเสียงเคร่งขรึม สายตาเขาไม่ละจากรูปถ่ายครอบครัวที่แขวนบนผนัง รูปวศินตอนเด็กกับน้องสาว ยิ้มสดใสในวันที่ทุกอย่างยังปกติ
“ถ้าไม่เริ่มคืนนี้ เราคงไม่มีวันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” วศินกล่าวแน่นิ่ง มือเขากำหมัดแน่นขณะเดินนำเข้าไปในบ้าน
เสียงฝนยังคงดังต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งสี่คนกระจายตัวสำรวจรอบบ้านแต่ละมุม ข้าวของทุกชิ้นเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม ในห้องนั่งเล่นยามค่ำคืน เงาที่ทอดตัวจากแสงไฟฉายสั่นไหวไปมา ราวกับกำลังเคลื่อนไหวตามจังหวะลมหายใจของพวกเขา
“เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย” วีระพึมพำ พลางเดินดูผนังไม้ “นายยังจำได้ไหม ตรงนี้ล่ะ ที่วันนั้นทุกคนวิ่งหาน้องสาวนาย”
วศินนิ่งไป สายตาเขาจับจ้องผนังซึ่งมีรอยขีดเขียนจาง ๆ ที่น้องสาวเคยขีดเล่นไว้ เขาเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ สัมผัสเย็นเฉียบแล่นเข้าสู่ร่างกาย
ปิ่นหยิบเทียนไขขึ้นมาจุด วางไว้กลางโต๊ะ “ถ้าเราจะนั่งคุยกัน…นายพร้อมพูดเรื่องวันนั้นหรือยัง”
เสียงไฟฉายดับวูบ ทุกคนสะดุ้งเฮือก ไฟเทียนสว่างวาบขึ้นแทนในความมืด วศินมองดูเปลวไฟไหวระริกใกล้จะดับ “ฉัน…ไม่แน่ใจว่าจำอะไรได้หมด”
ปริวัฒน์จ้องหน้าเขานิ่ง ๆ “นายลืมหรือเลือกที่จะลืมกันแน่”
ความเงียบคลี่คลายออกมาในอากาศ ฝนยังคงตกหนัก เงาไฟไหวระริกบนผนังดูเหมือนจะขยายตัวผิดปกติ ปิ่นเหลือบมองเงาบนฝาผนังแล้วขยับเข้าใกล้เพื่อน ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“เมื่อก่อน…น้องสาวฉันบอกว่ามีใครบางคนในบ้าน” วศินพูดเสียงแผ่ว “แต่ไม่มีใครเชื่อ…”
“แล้วนายล่ะ?” วีระถามในความเงียบ
วศินสบตาเพื่อน ก่อนเบือนหน้าหนีไปมองความมืดนอกหน้าต่าง “ฉันกลัวเหมือนกัน แต่ฉันเลือกที่จะไม่ฟัง”
บรรยากาศเริ่มอึดอัด เงาของพวกเขาบนผนังดูเหมือนจะขยับเคลื่อนไหวช้ากว่าตัวจริง วศินหันไปมองประตูห้องเก็บของที่ปิดสนิท — ประตูซึ่งในอดีตไม่ควรให้ใครเปิดมันอีก
ปริวัฒน์ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องเก็บของ “นายเคยบอกว่าประตูนี้…มันล็อกจากข้างในเองใช่ไหม”
วศินพยักหน้าช้า ๆ “ใช่…วันนั้น ประตูนี้ปิดเอง ไม่มีใครเข้าไปได้เลย”
ปิ่นกลืนน้ำลาย “แต่…บ้านนี้ ยังมีอะไรอยู่ข้างในไหม”
เสียงบางอย่างดังแว่วเบา ๆ จากหลังประตูห้องเก็บของ — เสียงคล้ายคนลากของบนพื้นไม้ ทุกคนเงียบกริบหันไปมองหน้ากัน
“อย่าเปิด” วศินกระซิบ
ความเงียบยาวนาน ฝนตกหนักขึ้น เงาบนผนังกลับยืดยาวผิดธรรมชาติ วีระเดินไปวางไฟฉายอีกอันไว้ใกล้ประตู “ถ้ามีอะไร…มันต้องออกมาเอง”
ทั้งสี่คนรวบตัวกันนั่ง เจ้าของบ้านเก่ากลับเป็นฝ่ายกลัวที่สุด วศินหลบสายตาเพื่อน เมื่อความทรงจำบางอย่างเริ่มผุดขึ้นในหัว
“นายเคยคิดจะหนีไหม” ปิ่นถาม
“ทุกวัน” วศินตอบ “แต่ก็กลับมาอยู่ดี”
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังจากมุมห้อง ไม่มีใครรู้ต้นเสียง เงาบนผนังขยับเหมือนมีบางสิ่งเดินวนไปรอบ ๆ พวกเขา
ปริวัฒน์ขยับตัวอย่างกระวนกระวาย “นายแน่ใจใช่ไหมว่าน้องสาวนาย…ไม่ได้แค่หนีออกไปเอง”
วศินส่ายหน้า “ไม่มีรอยเท้า ไม่มีอะไรเลย วันนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง”
วีระถอนใจเฮือก “หรือว่า…บ้านนี้มันไม่อยากให้เราออกไป”
สายตาทั้งหมดหันขวับไปที่หน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงกรีดเบา ๆ เหมือนเล็บขูดกระจก เงานอกหน้าต่างดูเหมือนจะขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“ฉัน…ไม่คิดว่ามันเป็นแค่บ้าน” วศินพูดเบา ๆ “มันเหมือนกับ…เวลาที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น”
ปิ่นนั่งจ้องเปลวเทียน “ถ้าใช่…แล้วเราจะรอดยังไง”
ความเงียบตกค้าง ทั้งสี่คนไม่มีใครพูดอะไรอีก เสียงน้ำหยดลงในขันเก่ากลางห้อง เงาไฟสะท้อนในน้ำไม่เหมือนเงาคนในห้อง
ปริวัฒน์เดินไปหยิบไฟฉายขึ้นส่องรอบ ๆ มุมบ้าน แสงไฟกระทบกับกระจกเล็ก ๆ บนโต๊ะเครื่องแป้ง เงาที่สะท้อนกลับมาดูเหมือนมีหน้าตาเพิ่มขึ้นจากสี่เป็นห้า
เขาหยุดนิ่ง “นี่…ดูสิ”
ทุกคนเดินไปมุงดูเงาในกระจก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร วศินกัดฟันแน่น “ออกไปจากห้องนี้…เดี๋ยวนี้”
ปิ่นลนลานคว้าไฟฉายของตัวเอง “แต่ของฉัน…แบตหมด!”
เสียงแตะย่ำบนพื้นไม้ดังขึ้นทีละก้าวจากห้องเก็บของ ประตูค่อย ๆ ขยับเองราวกับมีแรงดึงจากข้างใน
วีระเดินไปจับแขนวศิน “นายจะทำยังไง”
“ฉัน…ฉันไม่รู้” เขาตอบ มือสั่นเครือ
ประตูห้องเก็บของแง้มออก เงาดำทะมึนเลื่อนออกมาช้า ๆ ไม่มีรูปร่างแน่ชัด แต่ความรู้สึกเย็นเยียบจนขนลุกซ่าน
ปริวัฒน์ถอยหลังชิดผนัง “นาย…นายเห็นมั้ย”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” วศินกัดฟันแน่น “อย่าแม้แต่จะหายใจแรง”
เงาดำขยับช้า ๆ ราวกับลอยอยู่เหนือพื้น เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัด “เปิด…ให้ฉันออกไป…”
ปิ่นร้องไห้สะอึกสะอื้น “ขอร้องล่ะ อย่าเปิด…”
แต่เงาดำยังคงขยายใหญ่ขึ้น วีระคว้าไฟฉายส่องไปที่มัน แต่แสงกลับดูดกลืนเข้าไป ไม่มีอะไรหยุดยั้งความเย็นเฉียบที่แผ่คลุมทั้งห้อง
วศินยืนตัวแข็ง “มันคืออะไร…”
เงาดำชี้ตรงมาที่เขา “นายลืมอะไรบางอย่าง…”
ปริวัฒน์กระซิบ “นายจำไม่ได้เหรอ วศิน?”
วศินสะดุ้งเฮือก มือกุมขมับ ภาพในอดีตไหลบ่าเข้ามาในหัว — วันนั้น เขากับน้องสาวทะเลาะกันรุนแรง เขาผลักน้องเข้าไปในห้องเก็บของ แล้วปิดประตูใส่กลอน…
เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงทุบประตูแผ่ว ๆ ที่เขาเลือกเพิกเฉย ก่อนความเงียบจะกลืนกินทุกอย่าง
เงาดำพูดอีก “ฉันรอ…รอให้นายจำฉันได้…”
วศินทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ”
ปิ่นกับปริวัฒน์, วีระ ต่างเงียบ ทุกคนรับรู้ถึงความผิดปกติของบ้านหลังนี้ — มันมีชีวิต มีความทรงจำของตัวเอง และไม่เคยให้อภัยใครที่ทำผิด
เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกันรอบบ้าน “อยู่กับฉัน…ตลอดไป…”
ประตูทุกบานปิดลงพร้อมกัน เสียงล็อกดังสนั่น เงาดำครอบคลุมรอบตัวพวกเขา วศินตัดสินใจลุกขึ้น พยายามเดินไปเปิดประตูบ้าน แต่ประตูไม่ขยับ
ปริวัฒน์ตะโกน “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้!”
เงาดำขยายตัวไปทั่วห้อง เสียงเด็กสาวร้องไห้แผ่วเบาดังขึ้นจากมุมมืด — เสียงเดียวกับวันนั้นที่วศินได้ยินแต่เลือกเมินเฉย
“ฉันจะอยู่กับเธอเอง น้อง…ขอโทษนะ” วศินพูดเสียงสั่น
ทันใดนั้นประตูห้องเก็บของปิดสนิทอีกครั้ง เงาดำค่อย ๆ ซึมหายไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในบ้านเก่า
เช้าวันต่อมา คนในหมู่บ้านเดินมาที่เรือนเก่า พบแต่บ้านเงียบสงบและประตูปิดตาย ไม่มีใครพบวศินหรือเพื่อน ๆ ของเขาอีกเลย
แต่ในคืนที่ฝนตกหนัก หากเดินผ่านบ้านหลังนั้น ยังจะได้ยินเสียงกระซิบปริศนา และเงาดำที่สะท้อนในหน้าต่าง ซึ่งไม่มีวันหายไป…