เสียงในบึงหมอก
เสียงระฆังเก่าสั่นเบาๆ ในขณะที่หมอกหนาทึบลอยปกคลุมโรงเรียนบ้านบึงดึก น้ำ อาจารย์สาววัยสามสิบห้าผมยาว ใส่เสื้อแขนยาวสีซีดและกระโปรงยาวเรียบร้อย ยืนมองต้นไม้ริมบึงที่คดงอเหมือนมือคนไขว่คว้าอะไรบางอย่าง เธอสูดหายใจลึก พยายามสลัดความทรงจำเก่าเกี่ยวกับเสียงกรีดร้องที่เคยได้ยินเมื่อตอนเด็กออกจากหัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อาจารย์น้ำ มากินกาแฟมั้ยคะ?” เสียงแหบเล็กของยุพิน แม่บ้านชราประจำโรงเรียนดังขึ้น น้ำฝืนยิ้ม เดินเข้าไปในห้องพักครูที่มีโต๊ะไม้เก่าๆ วางเรียงกัน
“ขอบคุณค่ะพี่ยุพิน” น้ำรับแก้วกาแฟ เสียงซุบซิบของครูคนอื่นยังคงคุยเบาๆ ถึงเรื่องเด็กนักเรียนหายไปเมื่อปีที่แล้ว
“ที่บึงนั่นแหละ อาจารย์” ครูเอกเพื่อนร่วมรุ่นกระซิบขณะเสต้มองหน้าต่าง “กลางคืนมีเสียงเหมือนคนเรียกชื่อ”
น้ำหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ในใจกลับรู้สึกเย็นวาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอหันไปมองทางหน้าต่าง เห็นเพียงทะเลหมอกขาวปกคลุมบึง
นักเรียนหญิงตัวเล็กชื่อจ๋าแอบฟังอยู่หน้าห้อง “อาจารย์คะ ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบนะคะ”
น้ำหันขวับ “ใครบอกหนูแบบนั้น?”
จ๋าเงียบไปนานก่อนตอบ “แม่หนูบอกค่ะ ถ้าตอบ เสียงนั้นจะตามมา…”
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง ครูทุกคนหยุดคุย ดวงตายุพินหม่นลง สายตาครูเอกกับครูดนัยมองประสานกันเหมือนแลกเปลี่ยนความลับ
เย็นวันนั้น ขณะน้ำเดินกลับบ้านพักครูทางผ่านบึง เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ลมหอบหมอกมากระทบหน้า “น้ำ…น้ำ…”
เธอหยุดเดิน มองไปรอบๆ ไม่มีใคร
“เสียงลม…” น้ำพึมพำกับตัวเอง พยายามเดินต่อ แต่เสียงนั้นยังตามมา “น้ำ…มาหาเรา…”
คืนนั้น น้ำฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ในหมอก ตัวเปียกปอน หันหลังให้ เธอพยายามร้องเรียกแต่ไม่มีเสียง
เช้าวันต่อมา นักเรียนชายชื่อเบิ้มไม่มาโรงเรียน แม่ของเด็กมาแจ้งว่าลูกหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน ทุกคนในหมู่บ้านดูเคร่งเครียด ต่างพูดถึง “เสียงในบึง” ที่ใครได้ยินตอนกลางคืนจะหายไป
น้ำขอให้ครูเอกช่วยกันค้นหา ระหว่างเดินเลียบบึง ทั้งสองได้ยินเสียงเด็กหัวเราะอยู่ในหมอก แต่เมื่อหันไปกลับไม่มีอะไร
“มันไม่ใช่แค่เสียง” ครูเอกพูดเบาๆ “ที่นี่มีอะไรที่เราไม่เห็น”
น้ำหรี่ตา หัวใจเต้นแรง เธอเห็นเงาตะคุ่มในหมอก เงานั้นคล้ายเด็กผู้หญิงก้มหน้าเดินเข้าบึง เธอวิ่งตามแต่กลับพบเพียงรอยเท้าเปื้อนน้ำโคลนหายไปในหมอก
คืนนั้นน้ำได้ยินเสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลุกมาเปิดหน้าต่าง เธอเห็นหญิงสาวในชุดไทยยืนอยู่ริมบึง ใบหน้าซีกหนึ่งบิดเบี้ยวราวกับถูกกระชาก น้ำสะดุ้งถอยหลังแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ในห้องพักครู วันต่อมา ครูดนัยพยายามปลอบใจน้ำ “อย่าไปใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย คนเก่าๆ ชอบเล่าให้กลัว”
“แต่เสียงนั้นเหมือน…มันอยากให้เราไปหา” น้ำกัดปาก “เมื่อคืนฉันเห็น…”
ทุกคนเงียบสายตาเลี่ยงเหม่อลอย เพียงยุพินมองสบตาน้ำจ้องนานเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า
หลังเลิกเรียน น้ำเดินไปถามชาวบ้านใกล้บึง ทุกคนมีสีหน้ากลัว ไม่มีใครยอมพูดถึง “เสียงในบึง” แม้แต่ยายทอง ผู้เฒ่าสูงวัยก็เพียงพูดเบาๆ ว่า “บางอย่างอยู่ตรงนั้นนานแล้ว ใครตอบรับมัน จะกลับออกมาไม่ได้”
วันต่อมา ครูดนัยหายตัวไปอีกคน น้ำกับครูเอกออกตามหาแต่พบเพียงรอยเท้าเปื้อนโคลนหายเข้าไปในหมอก ริมบึง กลิ่นชื้นและเสียงกระซิบดังขึ้นจนรู้สึกเหมือนผนังโลกกำลังร้าว
“พวกเราต้องออกไปก่อนจะสาย” ครูเอกพูดเสียงสั่น
“แต่เบิ้ม ครูดนัย…พวกเขายังอยู่ในนี้” น้ำลังเล เธอรู้สึกผิดถ้าจะหนีเพราะอดีตเคยทิ้งน้องสาวให้จมน้ำตายโดยไม่ได้ช่วย
“คุณไม่ต้องรับผิดแทนทุกคน” ครูเอกเสียงแข็งขึ้น น้ำชะงัก เงียบไปนาน
กลางคืน น้ำได้ยินเสียงน้องสาวในความทรงจำ “น้ำ ช่วยด้วย…” เธอเดินละเมอออกไปที่บึง หมอกขาวหนาทึบ เสียงกระซิบแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องขอชีวิตและเสียงหัวเราะเด็กปะปนกัน
ทันใดนั้น ศีรษะเด็กโผล่ขึ้นเหนือน้ำพร้อมเสียงหัวเราะเย็นชา ร่างเด็กหญิงในชุดเก่าเดินวนอยู่ในหมอก เธอเห็นใบหน้าซีกหนึ่งเป็นหน้าตัวเองในวัยเด็ก นำพาความทรงจำกลับมาอย่างรุนแรง
น้ำร้องไห้ ทรุดลงกับพื้น “ฉันขอโทษ ฉันควรช่วยน้อง…”
เงานั้นกระซิบ “กลับบ้าน…กับเรา” มือเย็นเฉียบคว้าแขนน้ำไว้ เธอสะบัดออก วิ่งหนี เสียงหัวเราะและเสียงร้องผสมกันจนแทบเป็นบ้า
ในห้องพักครู ครูเอกกับจ๋ารวมตัวกันอย่างหวาดกลัว กำลังวางแผนจะออกจากหมู่บ้าน แต่รถทุกคันไม่ติดและโทรศัพท์ไร้สัญญาณ
ครูเอกขุดค้นอดีตของหมู่บ้าน พบว่ามีเด็กจมน้ำข้างบึงทุกสิบปี ไม่มีใครรอด เรื่องเล่าบอกว่ามี “เสียงเรียก” ที่คอยนำเหยื่อใหม่ไปแทนคนเก่า
น้ำเริ่มเห็นเงาผู้หญิงในกระจก เธอเริ่มสับสนความจริงกับความฝัน
ยุพินสารภาพในที่สุดว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน เธอเองก็เคยได้ยินเสียงนั้น แต่เลือกนิ่งเฉย ทำให้ลูกสาวตัวเองหายไปในหมอก
“มันไม่ใช่แค่ผี…มันเป็นห่วงกรรมที่ใครก็ตัดไม่ขาด” ยุพินน้ำตาซึม “เราต้องยอมรับผิด ไม่ใช่หนี”
น้ำกับครูเอกตัดสินใจพานักเรียนทุกคนไปที่ศาลเจ้าเล็กริมน้ำ จุดธูปขอขมาและพูดกับเสียงในบึงว่า “เราขอโทษ เราจะไม่ทอดทิ้งใครอีก”
เสียงกระซิบในหมอกเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่หมอกจะหนาขึ้นอีกครั้ง ร่างเงาในชุดไทยปรากฏอยู่ข้างบึง ดวงตาว่างเปล่า ชี้ไปที่น้ำและครูเอก
“ถึงเวลาต้องตัดสินใจ” น้ำเดินเข้าไปในหมอก กลั้นใจยอมรับความผิดของตัวเอง น้ำในบึงกระเพื่อมแรง เงาเด็กหญิงค่อยๆ หายไป ทิ้งความเงียบว่างเปล่าไว้แทน
เช้าวันใหม่ หมอกจางลงเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ร่างของเบิ้มและครูดนัยถูกพบหมดสติริมบึง ทุกคนทยอยฟื้นแต่จากไปด้วยความทรงจำพร่ามัว ไม่อาจจดจำคืนอันสยองขวัญนั้นได้อีก
น้ำมองบึงหมอกด้วยน้ำตา อดีตอาจไม่ให้อภัย แต่วงจรของเสียงในบึงดูเหมือนจะหยุดลง เธอหันหลังกลับ เดินสู่โรงเรียนที่เงียบสงบ…แต่เสียงกระซิบแผ่วเบากลับแว่วในสายลมอีกครั้ง