เงาบนผนังเก่า
แสงเย็นของบ่ายแก่ส่องทะลุร่มไม้หนาทึบตกกระทบผนังซีดหม่นของบ้านร้างกลางป่า เสียงใบไม้แห้งกรอบถูกเหยียบย่ำเป็นจังหวะพร้อมเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของกลุ่มวัยรุ่นสี่คน—กานต์ หญิงสาวผู้มีแววตาเศร้าลึก โอม เพื่อนสนิทผู้ดูไม่ค่อยกล้าแสดงออก ฝ้าย สาวมั่นเจ้าอารมณ์ และปั้น เด็กหนุ่มพูดน้อยผู้เดินตามอยู่ท้ายสุด ทุกคนต่างมองบ้านหลังนั้นด้วยความรู้สึกปะปนระหว่างความตื่นเต้นและหวาดกลัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าจะเข้าไปจริง ๆ?” โอมยืนนิ่ง มือกำไฟฉายแน่นจนเห็นข้อขาว
“ก็ถ้าไม่เข้ามา จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องเงาบนผนังที่คนเขาเล่ากันมันจริงหรือเปล่า” ฝ้ายเอ่ยด้วยเสียงขึงขัง พลางผลักประตูไม้ที่ปิดสนิทออก เสียงบานพับครางอย่างเจ็บปวด เงามืดและกลิ่นอับเก่าแก่พุ่งเข้าซัดใส่ทันที
ทุกคนเดินตามกันเข้าไปทีละคน ประตูปิดเองเบา ๆ อย่างไร้เหตุผล
ภายในห้องโถงใหญ่ เงาแต่ละคนทอดยาวบนผนังสีน้ำตาลเปื่อย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนกลืนน้ำลายฝืดคอคือ เงาอีกหนึ่งที่ไม่มีร่างจริงปรากฏ ส่ายไหวอยู่ตรงมุมห้องอย่างผิดวิสัย
“เห็นไหม! ฉันว่ามันมีอะไรไม่ปกติ” โอมพูดเสียงเบา สายตามองไปที่กานต์ซึ่งยืนนิ่ง สีหน้าเหมือนกำลังกลั้นหายใจ
“มันเป็นแค่เงาสะท้อนจากอะไรสักอย่างน่า อย่าเพ้อเจ้อ” ฝ้ายพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน แต่เสียงหัวเราะนั้นแห้งผาก แผ่วเบาเหมือนกำลังขอร้อง
ปั้นเดินไปหยุดตรงเงาปริศนา เขาเอื้อมมือไปอย่างลังเล เงานั้นสั่นไหวเหมือนจะหลบเลี่ยง นิ้วของเขาแตะกับผนัง แต่กลับรู้สึกเย็นยะเยือกลึกเข้าไปในใจ
“มันเย็น…” ปั้นกระซิบ กานต์เผลอก้าวถอยหลัง สายตามองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากชั้นบน ทุกคนหยุดนิ่ง เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง แสงไฟฉายไหววูบวาบอย่างไม่มั่นคง
“มีใครอยู่ข้างบนรึเปล่า?” โอมตะโกนถาม เสียงของเขาสะท้อนกลับมาเหมือนมีใครอีกคนพูดทับ
ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสี่ที่กลายเป็นจังหวะร่วมกับเสียงขูดขีดเบา ๆ ที่ผนัง เงาปริศนาบนผนังกลับขยายใหญ่ขึ้นช้า ๆ โดยไม่มีใครสังเกต
กานต์เดินนำขึ้นบันไดอย่างลังเล มือกำภาพถ่ายใบหนึ่งในกระเป๋าแน่น โอมตามไปเงียบ ๆ ฝ้ายเดินไปข้าง ๆ ปั้นซึ่งหันมาสบตาเธอในความมืด “ฝ้าย…เธอแน่ใจใช่ไหมว่าไม่มีใครรู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับบ้านนี้?” ปั้นถามเสียงแผ่ว
ฝ้ายเบนสายตาหนี “บ้านใครจะไปรู้เรื่องผี ๆ ล่ะ…” เสียงเธอสั่นแต่ยังพยายามฝืนยิ้ม
เมื่อขึ้นถึงชั้นสอง พวกเขาพบห้องหนึ่งซึ่งประตูปิดสนิทแม้ไม่มีลูกบิด เสียงเหมือนมีคนขูดขีดผนังข้างใน ทุกคนยืนอึ้ง—ไม่มีใครกล้าเปิด
กานต์จ้องประตูนั้นอย่างลึกซึ้ง “ที่นี่…คล้ายในภาพเลย” เธอหยิบภาพถ่ายเก่า ๆ ออกมา รูปบ้านหลังนี้กับชายหญิงยืนเคียงกัน หนึ่งในนั้นคือยายของเธอ
โอมสังเกตเห็นรอยขีดเขียนเหมือนรหัสอยู่ที่ขอบประตู พยายามถอดความหมายแต่ยังไม่ทันเข้าใจ แสงไฟฉายดับพรึ่บ ทิ้งทุกคนไว้ในความมืดชั่วขณะ
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัว “อย่าเข้ามา… อย่าเข้าใกล้…” ฝ้ายกอดตัวเองแน่น ปั้นคว้ามือเธอไว้
แสงไฟฉายกลับมา ทุกคนหอบหายใจแรง กลิ่นอับเก่ากลับกลายเป็นกลิ่นเน่าเปื่อยบางเบา พวกเขาตัดสินใจเดินต่อไปยังห้องถัดไป
บนผนังห้องโถงชั้นสอง มีเงาคนยืนเรียงกันห้าเงา ทั้งที่ในห้องมีเพียงสี่คน ทุกคนยืนอึ้ง เงาที่ห้ายกมือขึ้นช้า ๆ ราวกับจะโบกมือไล่
“ออกจากที่นี่…” เสียงกระซิบก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฝ้ายเริ่มร้องไห้ เธอล้มลงคุกเข่ากับพื้น “ฉันขอโทษ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ…”
กานต์รีบรุดเข้าไปกอด ฝ้ายสะอึกสะอื้น ไม่กล้ามองไปที่ผนัง โอมมองปั้นด้วยสายตาสงสัย “เธอรู้อะไรใช่ไหม” โอมถามกานต์
กานต์หลบตา “บ้านหลังนี้…เคยเป็นของยายฉัน แต่ไม่มีใครอยากพูดถึง มันเหมือนมีอะไรผิดปกติมาตลอด…”
ปั้นพูดแทรก “บ้านนี้เคยมีคนหายไป คนที่มาหลายคน…ไม่กลับออกไป”
เสียงขูดขีดบนผนังเริ่มแรงขึ้น เงาแต่ละเงาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกินพื้นที่เกือบทั้งห้อง
ฝ้ายพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับล้มลงอีกครั้ง “ฉันเห็นอะไรบางอย่าง…ในเงานั้น…” เธอพูดเสียงสั่น กานต์กับโอมช่วยกันพยุงเธอ
พลันเงาหนึ่งขยับเข้าหาพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผล เสียงหายใจถี่ดังในความเงียบ ทุกคนถอยกรูดไปชิดผนัง
โอมตัดสินใจวิ่งไปเปิดหน้าต่าง แต่บานหน้าต่างขยับไม่ได้ เขาทุบด้วยมือจนกระจกสั่น เงาในห้องเริ่มสลายและรวมตัวใหม่ กลายเป็นรูปร่างหญิงสาวผมยาว สวมชุดขาวซีด
ไม่มีใครกล้าขยับ กานต์หยิบภาพถ่ายขึ้นมาดูอีกครั้ง จู่ ๆ ภาพในนั้นกลับเปลี่ยนไป เป็นใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในเงาแทนที่จะเป็นยายของเธอ
เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกดึงให้จ้องไปที่ผนัง
ฝ้ายร้องไห้หนักขึ้น “ฉันขอโทษ…วันนั้นฉันเป็นคนล็อกประตูเอง…” ทุกคนหันขวับมามองเธอ
“หมายความว่าไงฝ้าย?” กานต์ถามเสียงสั่น
ฝ้ายปาดน้ำตา “เมื่อปีก่อน…เคยมีเด็กเข้ามาเล่นในบ้านนี้ ฉันกับเพื่อนอีกสองคนแกล้งล็อกประตู…แต่เขาไม่เคยได้ออกมา…”
เสียงขูดขีดหยุดลงกะทันหัน เงาเงียบสงัด หญิงสาวในเงาเหมือนจ้องมองฝ้ายอย่างคาดโทษ
ปั้นกระซิบ “เธอ…ใช่เด็กคนนั้นรึเปล่า?”
หญิงสาวในเงาพยักหน้าเบา ๆ น้ำตาไหลบนแก้มที่ซีดเผือด เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศ “พวกเธอลืมฉันไปแล้ว…”
โอมถอยกรูด กานต์กำมือแน่น “เราควรขอโทษ…ใช่ไหม?”
ฝ้ายทรุดลงกับพื้น “ฉันขอโทษ…ฉันขอโทษจริง ๆ…” หญิงสาวในเงาเพียงจ้องนิ่ง ๆ แล้วค่อย ๆ ถอยกลับเข้าไปในผนัง เงาบนผนังกลับมาเหลือเพียงสี่
ทุกคนเงียบงัน หัวใจเต้นแรง สายลมเย็นแทรกเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดออกเอง เสียงกระซิบค่อย ๆ แผ่วเบาลง “ถ้าเธอเสียใจจริง ฉันจะไม่ขังเธอไว้เหมือนวันนั้น…”
ฝ้ายร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันขอโทษ…ขอโทษ…”
ความเย็นค่อย ๆ จางหาย ทุกคนค่อย ๆ เดินลงจากชั้นสองไปที่ประตูใหญ่ ประตูเปิดออกช้า ๆ แสงแดดอ่อนสาดเข้ามา เงาของแต่ละคนทอดยาวลงบนพื้นหน้าบ้าน ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ามีเงาหนึ่งยังเดินตามไปด้วย
เมื่อออกมายืนหน้าบ้าน แต่ละคนหันไปมองกันเงียบ ๆ โอมเอื้อมมือไปแตะไหล่กานต์ “เธอจะไม่กลับมาที่นี่อีกใช่ไหม?”
กานต์พยักหน้า “พอแล้ว…พอแล้วจริง ๆ”
เสียงกระซิบสุดท้ายดังมาจากในบ้าน “อย่าลืมฉัน…” เงาหนึ่งบนผนังขยับ โบกมือช้า ๆ ก่อนจะหายไปกับความมืด
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง สายลมเย็นพัดผ่าน ทุกคนเดินจากไป โดยไม่มีใครพูดอะไรอีก ทว่าความรู้สึกผิดและความกลัว ยังคงเฝ้าติดตามพวกเขา เหมือนเงาที่ไม่อาจสลัดทิ้งได้