เสียงในรอยร้าว
เสียงฝีเท้าแตะพื้นซีเมนต์ดังก้องในโถงอาคารเรียนเก่าที่ถูกปิดตายมานาน กลิ่นอับผสมกลิ่นฝุ่นละอองเก่าแก่ลอยฟุ้งไปตามทางเดิน ทิพย์ นักศึกษาสาวสถาปัตย์ปีสี่ยืนลังเลที่ประตูทางเข้า มือเธอสั่นเล็กน้อยขณะหยิบไฟฉายขึ้นมาเปิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะรออะไรอีก รีบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวเสร็จช้า” คำพูดของบีม ดังขึ้นด้านหลัง เขาเป็นคนมาดนิ่งแต่ในแววตาก็มีความกังวลไม่แพ้กัน
“ฉันไม่ชอบเลยว่ะ ทำไมต้องเลือกอาคารนี้ด้วย” น้ำเสียงอ้อ หวาด ๆ เธอหลบดวงตาทุกคน ไม่อยากยอมรับว่ากลัวอาคารร้างหลังนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่ง
“เพราะมันได้คะแนนรีโนเวทสูงสุดไงล่ะ” ภู ภาคภูมิ หัวหน้าทีมกล่าวพร้อมยิ้มบาง ๆ แต่ใครก็รู้ว่าเขาเองก็ไม่ค่อยอยากอยู่ที่นี่หลังพระอาทิตย์ตกเหมือนกัน
ทิพย์สูดหายใจลึก ดันประตูไม้เก่า ๆ ที่ขึ้นราและผุครึ่งหนึ่งเข้าไป ความเย็นและเงียบงันโถมเข้าหาทันที ราวกับอาคารทำหน้าที่รับแขกใหม่ ๆ เสมอ
ทีมทั้งสี่เดินลัดเลาะผ่านโถงกลาง มองซ้ายขวา พยายามเมินเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดของฝ้าเพดานและเสียงลมหวิวที่ลอดหน้าต่างแตกเข้ามา
“เฮ้ย พวกแกได้ยินไหม เสียงเหมือนคนเดินอยู่ข้างบน…” อ้อหยุดเดิน หันไปมองชั้นสองที่ดูลึกลับเป็นพิเศษ
บีมหัวเราะ แต่ก็เบาเสียงลง “บ้านเก่า ๆ มันก็เสียงแบบนี้แหละ อย่าคิดมาก”
“…แต่เมื่อกี้เหมือนมีใครกระซิบเรียกชื่อฉัน” ทิพย์พูดเสียงเบา เธอยืนนิ่งไปนิด ก่อนจะส่ายหน้าแรง ๆ พยายามไม่สนใจ
ทีมวางกระเป๋าเครื่องมือบนโต๊ะไม้ผุ ๆ แล้วแยกย้ายกันสำรวจ ทิพย์กับอ้อเดินไปวัดขนาดห้องด้านใน ขณะที่บีมกับภูขึ้นบันไดไปชั้นสอง
ระหว่างที่ทิพย์กำลังขีดเส้นลงบนแปลน มีเสียงแปลก ๆ ดังมาจากผนัง ราวกับมีบางอย่างไต่เลื้อยอยู่ข้างใน เธอจ้องรอยร้าวบนผนังซึ่งยาวแปลกตา รอยนั้นเหมือนจะขยับได้เองในเงามืด
“อ้อ เธอเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาคารนี้ไหม” ทิพย์ถามในที่สุด
อ้อเงียบไปนานก่อนจะตอบ “เคยได้ยินคนว่ามีอาจารย์คนหนึ่งเคย…หายตัวไปที่นี่ แต่มันนานแล้ว”
ทิพย์กลืนน้ำลาย “แต่ถ้าเขาหายไปที่นี่จริง ๆ ทำไมไม่มีใครพูดถึงเลยล่ะ”
อ้อส่ายหน้า หลีกเลี่ยงสายตา “แม่บอกว่าห้ามเดินลัดสนามหลังอาคารนี้ตอนกลางคืน…มันเหมือนมีอะไรรออยู่”
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากชั้นบน เหมือนไม้แตก หรือฝีเท้า วิ่งผ่านหัวพวกเธอไปแวบหนึ่ง อ้อเผลอกุมมือทิพย์แน่น
ขณะเดียวกัน ภูกับบีมเดินตามรอยแตกบนพื้นไม้ขึ้นไปยังห้องเก็บของของอาคาร มีกลิ่นเหม็นอับรุนแรง ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกอย่าง ภูฉายไฟไปเจอรอยมือเล็ก ๆ ที่เปื้อนฝุ่นตรงประตู
“ที่นี่เหมือนมีคนเข้ามาก่อนเรา” บีมกระซิบ ขยับถอยหลัง
ภูไม่ตอบ มือหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรอยมือ ฝุ่นขยับวูบหนึ่งราวกับเพิ่งมีใครวางมือทับ
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นข้างหลัง บีมหันขวับ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น นอกจากเงาของตัวเองที่ทอดบนประตูไม้บานหนึ่ง
“เรากลับลงไปข้างล่างเถอะ” บีมเอ่ยเสียงสั่น
ภูเหลือบตามองบีม เห็นริมฝีปากเขาสั่นน้อย ๆ ก่อนจะตอบ “ยัง พวกผู้หญิงลงไปยังไม่ได้ เดี๋ยวข้างล่างกลัว”
บีมพยักหน้ารับ แต่ท่าทีไม่มั่นใจเหมือนเดิม
เสียงดัง ‘กึก’ ดังขึ้น ทุกคนในอาคารเงียบกริบ หยุดหายใจชั่วครู่ ทิพย์กับอ้อรีบเดินกลับไปยังโถงกลาง กระเป๋าเครื่องมือเหมือนถูกขยับออกจากที่เดิม
“มีใครเข้ามาไหม” ทิพย์ถามเสียงเบา มองไปรอบ ๆ
อ้อส่ายหน้า “ไม่มีใคร…”
เสียงโทรศัพท์ของภูดังขึ้น พวกเขาหันไปพร้อมกัน หน้าจอขึ้นชื่อ “อ.วิเชียร” อาจารย์ที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วหลายปี ภูไม่กล้ารับสาย
บีมพูดแผ่ว “สายจากเบอร์วิญญาณ…ใครกล้ารับบ้าง”
ความเงียบงันถาโถมใส่ ก่อนที่อ้อจะตัดสินใจรับสาย แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงหายใจติดขัดกับเสียงแปลก ๆ คล้ายใครลากเท้าไปตามพื้น
ภูขมวดคิ้ว “สัญญาณโทรศัพท์ในนี้ใช้ไม่ได้…”
บีมเริ่มหงุดหงิด “อย่าเพิ่งเล่นมุกล้อกันนะ ใครแกล้งก็พอ…”
ไม่มีใครยอมรับเสียงโทรศัพท์นั้น
ไฟฉายของอ้อดับวูบ ทุกอย่างมืดสนิท เธอกรีดร้องแผ่ว ๆ ทิพย์รีบคว้ามือเธอไว้
จังหวะนั้นเองที่เงาขนาดใหญ่กำลังทอดผ่านผนังฝั่งตรงข้าม รอยร้าวยาวพาดผ่านจากพื้นถึงเพดาน เงานั้นค่อย ๆ ขยับราวกับมีชีวิต
“อย่ามองมัน…” ทิพย์กระซิบเสียงสั่น
ทุกคนพยายามมองลงพื้น หัวใจเต้นแรงชนิดแทบจะหลุดออกจากอก
เสียงกระซิบมาจากรอยร้าว เสียงนั้นเหมือนคนละเสียงกับพวกเขา ฟังดูเศร้าและเจ็บปวด…
“ช่วย…ฉัน…”
บีมหลับตาแน่น กลั้นหายใจ ภูขยับเดินช้า ๆ ถอยหนีรอยร้าวนั้น
ทิพย์ตัดสินใจหยิบกล้องมือถือขึ้นมาถ่ายรูป แต่ภาพที่ได้กลับเป็นภาพดำสนิท มีเพียงแสงริบหรี่ตรงรอยร้าว
เสียงบางอย่างกระซิบข้างหูทุกคน “ความทรงจำ…ไม่ตาย”
สถานการณ์เริ่มเครียดมากขึ้น ทิพย์เสนอให้ทุกคนออกจากอาคารทันที แต่ประตูหน้ากลับเปิดไม่ออก เหมือนถูกล็อกจากด้านนอก
อ้อร้องไห้ “เราจะออกไปยังไง…”
ภูพยายามโทรหาใครสักคน แต่มือถือไม่มีสัญญาณ ทุกอย่างเงียบลงอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าเริ่มเดินวนอยู่ชั้นบน ราวกับมีใครบางคนเดินวนไม่หยุด
“ต้องหาทางออกอื่น” ภูพูดเสียงแข็งกลบความกลัว
พวกเขาเดินกลับเข้าไปในส่วนลึกของอาคาร เจอประตูบานหนึ่งที่ติดป้ายชื่อซีดจาง “ห้องพักอาจารย์ วิเชียร”
ทิพย์ลังเล แต่สุดท้ายก็เปิดเข้าไปข้างใน
บรรยากาศในห้องหนักอึ้งกว่าที่อื่น ๆ ราวกับมีใครคอยจับจ้องรอคอย เฟอร์นิเจอร์เก่าถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวขุ่น มีจดหมายกระดาษเหลืองวางอยู่บนโต๊ะ
ทิพย์หยิบจดหมายนั้นขึ้นมา พบว่าเป็นลายมือขีดเขียนสะเปะสะปะ มีแต่ข้อความสั้น ๆ ซ้ำ ๆ ว่า “อย่าไว้ใจเสียงในรอยร้าว”
“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย…” บีมเสียงสั่น น้ำเสียงมีความหวาดระแวง
จู่ๆ ลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามา ทำให้ผ้าคลุมหลุดจากโต๊ะ เผยให้เห็นกล่องไม้เก่า ๆ ใต้โต๊ะ
อ้อเปิดกล่องนั้น พบรอยขูดลึกบนฝาไม้ ข้างในมีสมุดบันทึกเก่า ๆ และกุญแจดอกหนึ่ง
ภูหยิบสมุดขึ้นมาเปิดอ่าน เสียงกระซิบในห้องนั้นดังขึ้นชัดเจนหลายเสียงทับซ้อนกัน
สมุดบันทึกเป็นข้อความจากอาจารย์วิเชียร เล่าว่าเคยได้ยินเสียงประหลาดตามรอยร้าวในอาคารนี้ และเริ่มเห็นเงาคนเดินผ่านห้องว่างเปล่า…ท้ายที่สุดเขาเขียนว่า “รอยร้าวคือทางผ่านของมัน…ใครได้ยินเสียงนั้น…อย่าตอบรับ”
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดสนิทเอง เงาของคนรูปร่างค่อม ๆ ทอดยาวผ่านรอยร้าวกลางห้อง ทุกคนตัวแข็งทื่อ
เสียงกระซิบแผ่ว “ช่วยฉัน…ปล่อยฉัน…”
อ้อหลุดร้องไห้ออกมา “ขอร้อง อย่ามายุ่งกับเรา!”
เงาคนนั้นหยุดนิ่งตรงหน้ารอยร้าว ราวกับกำลังฟัง
ทิพย์ตัดสินใจพูดขึ้น “คุณต้องการอะไร…?”
เสียงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “ความทรงจำ…ของที่นี่…อย่าให้มันสูญหาย”
ไฟในห้องกระพริบ เงานั้นค่อย ๆ จางหายไป
ประตูห้องเปิดออกเองอีกครั้ง ทุกคนรีบพากันวิ่งออกจากห้องนั้น
เมื่อกลับมาที่โถงกลาง พวกเขาพบว่าประตูหน้าไม่ได้ล็อกแล้ว อากาศหม่น ๆ เริ่มกลับมาเป็นปกติ
อ้อเหลียวกลับไปมองรอยร้าวบนผนังเป็นครั้งสุดท้าย รอยร้าวยังอยู่ที่เดิม แต่ดูเหมือนจะยาวขึ้นเล็กน้อย
ทิพย์เก็บสมุดบันทึกกับจดหมายนั้นไว้ในกระเป๋า ก่อนจะออกจากอาคารพร้อมทุกคน
บีมหันไปถาม “เราต้องรีโนเวทอาคารนี้จริง ๆ เหรอ?”
ภูตอบเสียงขุ่น “เรามีทางเลือกอื่นไหม?”
ทิพย์เงียบไปนาน ก่อนจะพูดช้า ๆ “บางที…เราควรปล่อยให้อดีตของที่นี่อยู่ตรงนี้…ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก”
แสงเย็นยามเช้าทอดผ่านหน้าต่างแตก เผยให้เห็นรอยร้าวที่ยังไม่เลือนหายและไม่มีใครรู้ว่ามันจะขยายไปไกลแค่ไหน
เสียงกระซิบสุดท้ายดังในความเงียบ “คนที่ได้ยินเสียง…จะเป็นส่วนหนึ่งของรอยร้าวตลอดไป”