กระจกทมิฬ
เสียงล้อรถบดไปบนถนนลูกรังอันเงียบสงัด ท่ามกลางทุ่งข้าวสีทองที่ไหวเอนไปตามสายลม หญิงสาวอายุสามสิบต้น ๆ ชื่อ “แพรว” จ้องมองวิวรอบตัวผ่านกระจกหน้ารถด้วยดวงตาเหนื่อยล้า อ้อม—เพื่อนสนิทและบรรณาธิการของเธอ เป็นคนขับรถคันเก่าคันนี้อย่างเงียบ ๆ ทั้งสองไม่พูดกันมาสักพักใหญ่ หลังจากการเดินทางยาวนานจากกรุงเทพสู่ชนบทห่างไกลในภาคกลาง พวกเธอใกล้ถึงจุดหมาย บ้านหลังเก่าที่แพรวตั้งใจจะมาอยู่ชั่วคราวเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แพรว…แน่ใจเหรอว่าจะอยู่ที่นี่คนเดียว” อ้อมเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงเธอแผ่วเบาแฝงความกังวล
“ก็…ต้องลองดูสักตั้งแหละอ้อม ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ต่อไป ฉันเขียนอะไรไม่ออกแน่ ๆ” แพรวตอบโดยไม่สบตา เธอพยายามฝืนยิ้ม
อ้อมไม่พูดอะไรต่อ เงาสะท้อนบนกระจกหน้ารถเผยให้เห็นใบหน้าสองคนที่เต็มไปด้วยความเครียดและความไม่แน่ใจ
บ้านไม้สองชั้นทรงไทยผสมโคโลเนียลตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา รอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่แผ่เงาครึ้ม บรรยากาศดูเงียบวังเวงผิดปกติ แพรวลงจากรถ มองไปรอบ ๆ อย่างสำรวจ เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่คล้ายกับความเย็นวูบหนึ่งไหลผ่านแผ่นหลัง
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อแพรวเดินเข้าไปในบ้าน อ้อมช่วยขนของไม่มากนักจากท้ายรถขึ้นบ้าน แขนเสื้อของแพรวสะกิดโดนฝุ่นและใยแมงมุมที่ห้อยอยู่ตรงประตู ทุกอย่างดูเก่าชำรุดแบบที่ใครไม่ได้ใช้งานมานาน
“ขอโทษนะที่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียว ฉันต้องกลับเย็นนี้เลยจริง ๆ” อ้อมพูดโดยหลีกเลี่ยงการสบตา
“ไม่เป็นไร ฉันโอเค” แพรวตอบ แม้ความจริงจะรู้สึกอ้างว้างอยู่ลึก ๆ
หลังจากอ้อมขับรถออกไป ทิ้งให้แพรวอยู่ลำพัง เธอเดินสำรวจบ้านอย่างระมัดระวัง ทุกห้องเต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นอับชื้น เธอพบห้องเล็ก ๆ ตรงหัวบันได ในห้องมีเพียงโต๊ะไม้เก่าและกระจกเงาตั้งพื้นโบราณ เฟรมไม้สลักลวดลายซับซ้อนเหมือนมีเรื่องราวซ่อนอยู่ แพรวยืนนิ่งนาน จ้องมองเงาตัวเองในกระจกใบนั้น
ตอนกลางคืน แพรวนั่งอยู่หน้ากระจกนั้นอีกครั้ง ตั้งโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะ บุหรี่ที่เธอไม่เคยแตะต้องมานาน ถูกจุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอสูดควันเงียบ ๆ ขณะมือกดคีย์บอร์ดอย่างไร้จุดหมาย
เสียงขูดบางอย่างใต้พื้นดังมาจากข้างล่าง แพรวชะงัก เงี่ยหูฟังแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอพยายามเมินความรู้สึกประหลาดนั้น เดินไปปิดผ้าม่าน แต่ในขณะที่ผ้าม่านเคลื่อนไหว เงาในกระจกกลับดูเหมือนไม่ได้ขยับตาม
คืนแรกผ่านไปอย่างกระวนกระวาย เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวตื่นเพราะเสียงอะไรบางอย่างคล้ายเสียงเคาะเบา ๆ จากห้องข้าง ๆ เธอลุกขึ้นเดินไปสำรวจ พบว่าประตูห้องนั้นล็อกอยู่ ตั้งใจจะไขออกแต่กุญแจหายไป
แพรวกลับมานั่งที่โต๊ะ พยายามเขียนนิยายแต่สมาธิไม่เคยอยู่กับเนื้อหา เธอเหลือบมองกระจกบ่อยครั้ง รู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างขยับในมุมสายตา แต่เมื่อหันไปดู ทุกอย่างกลับนิ่งสนิท
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แพรวรีบรับสาย เป็นอ้อม
“เป็นไง…โอเคมั้ย” เสียงอ้อมอู้อี้และเหมือนมีเสียงคลื่นแทรกจาง ๆ
“มีอะไรแปลก ๆ บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรหรอก อ้อมไม่ต้องห่วงนะ” แพรวโกหกทั้งที่ใจยังสั่น
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอ้อมจะพูดเหมือนลังเล “ถ้ามีอะไรก็รีบบอกนะ ฉัน… ฉันฝันร้ายเมื่อคืน”
แพรวนิ่งไป ไม่กล้าถามรายละเอียด เธอยิ้มแห้ง ๆ แม้ไม่มีใครเห็น “ขอบใจนะอ้อม”
วันถัดมา ช่วงบ่ายฝนตกหนัก แพรวเดินลงไปชั้นล่าง สำรวจห้องเก็บของเก่า ๆ เธอพบกล่องไม้ มีจดหมายเก่าซองเหลืองและรูปถ่ายขาวดำในนั้น รูปถ่ายเป็นภาพครอบครัวรุ่นก่อน ๆ เด็กผู้หญิงหน้าตาละม้ายกับเธออย่างประหลาดและในรูปนั้นมีกระจกใบเดียวกับที่เธอใช้ในห้องทำงาน
ขณะที่แพรวนั่งพลิกดูรูป เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ลอยมาตามลมเหมือนเสียงเด็กผู้หญิงร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่เมื่อหันไปมองรอบห้องไม่มีใครเลย
วันต่อมา แพรวเริ่มเห็นเงาแปลก ๆ ในกระจก บางครั้งเหมือนเห็นคนเดินผ่านด้านหลัง ทั้งที่บ้านเงียบสงัด เธอเริ่มนอนไม่หลับ ฝันเห็นภาพกระจกแตกและเด็กผู้หญิงในฝันเรียกชื่อเธอเบา ๆ ตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเหงื่อชุ่มตัว
กลางคืนหนึ่ง ขณะฝนตกหนัก ฟ้าแลบสาดแสงเข้ามาในห้อง กระจกใบเดิมสะท้อนเงาของแพรว แต่ในเงานั้นเหมือนมีบางอย่างขยับอยู่ข้างหลังเธอ เธอรีบหันไปดูแต่ไม่พบอะไร นอกจากความมืดและเสียงลมหายใจของตัวเอง
เช้าวันถัดมา แพรวเริ่มมีอาการประหลาด เธอลืมเหตุการณ์บางอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าตัวเองเดินไปตรงนั้นหรือนั่งอยู่ตรงนี้กันแน่ เธอเริ่มกลัวเงาของตัวเองในกระจก
ในมื้อเย็นวันหนึ่ง อ้อมโผล่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า เพื่อนสาวดูเหนื่อยและกังวลผิดปกติ
“ฉันเป็นห่วงเธอมาก แพรว เธอดูไม่ดีเลย” อ้อมพูดขณะช่วยจัดโต๊ะอาหาร
“ก็แค่พักผ่อนไม่พอ ฝันร้ายบ่อยน่ะ” แพรวตอบเสียงเบา
อ้อมพยายามไม่มองตรงกระจกที่ตั้งอยู่มุมห้อง สายตาเธอลอบมองผ่าน ๆ แล้วรีบหลบตาเหมือนรู้สึกถึงบางอย่าง
หลังอาหารเย็น ทั้งคู่พูดคุยกันอึดอัดในความเงียบ อ้อมดูเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็เงียบไป แพรวจึงเอ่ยขึ้นก่อน
“อ้อม…เธอเคยรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลาไหม”
อ้อมนิ่งไปนานก่อนจะตอบแบบไม่สบตา “ใช่…โดยเฉพาะตอนอยู่บ้านนี้”
แพรวลังเล ก่อนกระซิบ “เมื่อคืน…ฉันเหมือนเห็นเงาคนในกระจก มัน…ไม่ใช่ฉัน”
อ้อมหน้าเผือด เธอกำมือแน่น สายตาเลื่อนไปทางกระจกโดยไม่ตั้งใจ
คืนนั้นอ้อมนอนค้างด้วย ทั้งสองนอนในห้องเดียวกัน ประตูห้องปิดสนิทแต่เสียงฝีเท้ากลางดึกก็ยังดังขึ้นมาอีก คราวนี้เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นตามทางเดิน อ้อมพยายามลุกไปดูแต่แพรวรั้งไว้
“อย่าออกไป…” แพรวกระซิบกลัว ๆ
ทั้งคู่หลับไปอย่างกระวนกระวาย พอตื่นเช้ามาอ้อมตัดสินใจจะกลับทันที เธอลาแพรวเสียงสั่น “อย่าอยู่คนเดียวเลยแพรว…ถ้าเธอเห็นอะไรอีก โทรหาฉันทันทีนะ”
หลังจากนั้น ความผิดปกติในบ้านก็รุนแรงขึ้น แพรวได้ยินเสียงคนร้องไห้จากห้องข้าง ๆ ทุกคืน ประตูห้องที่ล็อกไว้เปิดเองบ่อยขึ้น เธอเริ่มเห็นรอยมือเล็ก ๆ บนกระจก และทุกครั้งที่เธอจ้องมันนาน ๆ เงาในกระจกก็เปลี่ยนไปทีละน้อย
คืนหนึ่ง ขณะที่แพรวนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงแปลกหน้าพูดแผ่วเบาในสาย
“หนู…อยู่ใช่ไหม อยู่กับเราไหม…”
แพรวขนลุกซู่ รีบวางสาย เธอเหลือบมองกระจก ในกระจกนั้นเงาของเธอเหมือนยิ้มอย่างบิดเบี้ยว ทั้งที่ตัวจริงไม่ได้ยิ้ม
วันถัดมา แพรวค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ในอินเทอร์เน็ต เธอพบข่าวเก่าที่ถูกซ่อนอยู่ในเว็บหายาก บ้านนี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อหกสิบปีก่อน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คนในหมู่บ้านเชื่อว่าเด็กคนนั้นถูกกักขังอยู่ในบ้านนี้และไม่เคยออกไปไหน
แพรวเริ่มเข้าใจว่าเด็กหญิงในรูปถ่ายและเสียงร้องไห้ในบ้านอาจเกี่ยวข้องกับเงาในกระจก เธอพยายามค้นหากุญแจเพื่อเปิดประตูห้องที่ล็อกอยู่ แต่หาอย่างไรก็ไม่เจอ
คืนหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนักและฟ้าผ่ากระหน่ำ แพรวนั่งอยู่หน้ากระจก เงาของเธอในกระจกเริ่มขยับช้ากว่าตัวจริง เธอลองยกมือขึ้น เงาในกระจกยกตามแต่ช้ากว่าราวกับมันคิดเองได้
เสียงเด็กหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู แพรวหันไปแต่ไม่เห็นใคร เธอกลัวจนขาแข็ง เดินออกจากห้องไม่ได้
เช้าวันใหม่ แพรวหมดแรง ไม่กินอาหาร ไม่ออกจากบ้าน เธอเริ่มเห็นเงาของตัวเองในกระจกเดินออกจากเฟรมเข้าไปในห้องถัดไป ขณะที่ตัวจริงยังนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก
อ้อมโทรมาอีกครั้ง เสียงเธอสั่นอย่างชัดเจน
“แพรว…เธอต้องออกจากบ้านนั้น เดี๋ยวนี้!”
แพรวร้องไห้โดยไม่รู้ตัว เธอกัดริมฝีปากแน่น
“มัน…ไม่ให้ฉันไป อ้อม ฉันเห็นมันทุกคืน มัน…เหมือนกับฉันเอง”
อ้อมเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ต้องเผากระจกนั่น…ทำลายมัน”
แพรวลังเลอยู่นาน เธอย่องลงไปเอาน้ำมันจากห้องเก็บของขึ้นมา ยืนหน้ากระจก ใจสั่นระรัว เงาในกระจกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าและความเกลียดชัง
แพรวกระชากผ้าม่านเปิดออก แสงสว่างสาดเข้ามา เงาในกระจกเหมือนร้องไห้ เด็กหญิงในกระจกกรีดร้องด้วยเสียงแหลมสูง แพรวเทน้ำมันใส่กรอบกระจกมือสั่น ก่อนจุดไฟแช็กโยนใส่
เปลวไฟลุกโชน กระจกแตกดังปัง เงาในกระจกบิดเบี้ยวกลายเป็นควันดำลอยวนไปทั่วห้อง เสียงร้องไห้หายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบอันน่ากลัว
แพรวทรุดตัวลงกับพื้น หัวใจเต้นแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอหลับไปในที่สุด
เช้าวันถัดมา บ้านเงียบสงัด แพรวตื่นขึ้นด้วยความอ่อนล้า รู้สึกเหมือนรอดตาย เธอเก็บข้าวของอย่างรีบเร่ง เตรียมออกจากบ้านหลังนี้
ก่อนออกจากบ้าน เธอเดินผ่านห้องที่เคยล็อกไว้ ประตูเปิดแง้มอยู่ ข้างในห้องว่างเปล่า มีเพียงเงาเลือนรางของเด็กผู้หญิงสะท้อนบนผนัง แพรวเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปอีก
เมื่อขับรถออกไปจากบ้าน แพรวมองกระจกมองข้าง เธอเห็นเงาของตัวเองในกระจกนั้นกำลังยิ้ม—ยิ้มแบบเดียวกับที่เงาในกระจกบานเก่าเคยยิ้มให้…