ใต้เงาพรายน้ำ
เสียงกบร้องประสานในยามค่ำคืน โชติยืนอยู่ริมกระท่อมไม้ไผ่เก่าในหมู่บ้านกลางบึงหน้ากระจกเงาแห่งหนึ่ง เขาเพิ่งย้ายมาสอนที่นี่ในฐานะครูอาสา ใบหน้าเปียกเหงื่อ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความรู้สึกแปลกแยก บรรยากาศเงียบงันและใกล้กับเงาน้ำที่สะท้อนดวงจันทร์อย่างไม่เป็นมิตร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ที่นี่เคยมีเด็กหายไปก่อนคุณจะมา” สัตตพร ผู้ใหญ่บ้านหญิงวัยสี่สิบต้นๆ เดินเข้ามา ใบหน้าดุแต่มุมปากดูเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ เธอจ้องมองโชติเหมือนกำลังพิจารณาเทียบกับคนแปลกหน้าที่ผ่านมา
“ทำไมไม่มีใครบอกผม?” โชติเสียงสั่น แม้พยายามเก็บท่าทีเข้มแข็ง
สัตตพรไม่ตอบ เพียงหลบตาทั้งที่ยังยืนอยู่ใกล้ “พรุ่งนี้คุณไปสอนให้เด็กๆ อย่าเพิ่งถามเรื่องนี้เลย เดี๋ยวชาวบ้านไม่สบายใจ”
กลางคืน โชติฝันร้าย เห็นเงาดำเรืองแสงไต้บึง เด็กน้อยในฝันเรียกหาแม่ เสียงร้องไห้อื้ออึง เงาน้ำนั้นคล้ายจะเผยร่างคนแบบพร่าเลือน
รุ่งเช้า โชติก้าวเข้าสู่ห้องเรียนไม้ เด็กสิบกว่าคนเงียบงัน ใบหน้าทุกคนมีความเศร้าแฝง เจ้าเบิ้ม เด็กชายผอมดำคนเดียวที่ยิ้มให้โชติ พยายามจะทำให้ครูใหม่ดูผ่อนคลาย
“ครูชอบปลาไหมครับ?” เบิ้มพูดด้วยรอยยิ้ม “บึงนี้มีปลาตัวใหญ่มาก พ่อผมชอบลงหาปลา แต่แม่ไม่ชอบ ใครตกน้ำตอนกลางคืน…แม่ว่าพรายน้ำจะเอาไปอยู่ด้วย”
“อย่าเล่าแบบนั้น เดี๋ยวครูกลัว” เด็กหญิงเดือนพูดแทรก น้ำเสียงจริงจัง มือกำกระโปรงแน่น
โชติหัวเราะ แสร้งขำกลบเกลื่อน แต่แววตาก็ยังคลางแคลงใจ เขาตั้งปัญหาให้เด็กเขียนงานเรื่อง ‘ครอบครัวของฉัน’ เพื่อสังเกตพฤติกรรม เผื่อได้เบาะแสอะไรซักอย่าง
หลังเลิกเรียน โชติเดินไปริมน้ำ เบิ้มยืนอยู่กับแม่ ชื่อเจียม แม่ของเบิ้มคอยขวางลูกชายไม่ให้เข้าใกล้บึง ใบหน้าเจียมเหนื่อยล้าแต่มีอะไรบางอย่างในดวงตาเหมือนความระแวง
“ห้ามเล่นน้ำตอนกลางคืนนะลูก” เจียมหันไปสบตาโชติ ลมหายใจสั้น “ที่นี่ ถ้าเกิดเสียงน้ำตอนดึก ห้ามออกไปดูเด็ดขาด”
ขณะเดินกลับ โชติบังเอิญเจอคุณย่าศรี หญิงชราผมหงอก เดินถือไม้เท้าเลียบบึง เธอส่งยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยด้วยเสียงแหบ “คนกรุงใจร้อนแบบเอ็ง ไม่ทนได้หรอก แม่เจียมเคยหัวเราะตอนเด็กๆ เดี๋ยวนี้ไม่กล้า…ที่นี่ มันมีเรื่องของมัน”
โชติขมวดคิ้ว หยุดฟัง แต่ย่าศรีไม่อธิบายอะไรต่อ เธอลูบไม้เท้าแล้วเดินถอยหลังเข้าเงามืด เหมือนตั้งใจเหลือซากคำถามไว้ข้างหลัง
เย็นวันต่อมา เมื่อเด็กๆ เก็บของจะกลับบ้าน เบิ้มพูดเบาๆ ในห้องเรียน “ครู…เมื่อคืนผมได้ยินเสียงคนร้องจากบึง”
“เบิ้มอย่าพูดบ้าๆ!” เดือนดุเบาๆ
เสียงเพื่อนเงียบลง เด็กทุกคนก้มหน้ากลัว การกล่าวถึงบึงกลายเป็นของต้องห้าม แม้แต่ในสายตาครูใหม่
คืนนั้น โชตินอนไม่หลับ เสียงน้ำคล้ายมีใครกวักมือ เรียก แว่วๆ เหมือนเสียงเด็กร้อง โชติเดินฝ่าออกมาข้างกระท่อม เห็นแสงบางอย่างวูบตามผิวน้ำ พอเพ่งตา เงาในน้ำคล้ายรูปใครกำลังจมลงอย่างเงียบกริบ
เช้าต่อมา โชติถามสัตตพร “พรายน้ำคืออะไร?”
สัตตพรนิ่งไปนาน “อดีต เคยมีคนหายใต้บึง พอใครหาย…ไม่มีใครตามเจอศพ เจียมกับฉัน เราเคยเสียลูกพร้อมกันเมื่อสิบปีก่อน”
เสียงสัตตพรสั่นไหว โชติฟังแล้วรู้สึกถึงความเศร้าอันลึก จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
หลังเลิกสอน โชติลองถามเบิ้ม “เวลาฝันร้าย นายฝันว่าอะไร?”
เบิ้มเหม่อลอย “ฝันว่าได้ยินเสียงเพื่อนเรียกให้ไปเล่นน้ำ…แต่ผมอยากไปหาแม่มากกว่า”
โชติสัมผัสได้ถึงรอยแผลในครอบครัวเบิ้ม กับความกลัวที่มีต่อบึง ทว่าก็ยังอยากรู้ความจริงมากขึ้น
คืนนั้น เสียงน้ำดังอีกครั้ง โชติตัดสินใจฝ่าเงาค่ำไปที่บึง เขาพบย่าศรีนั่งอยู่ริมกระท่อม “เอ็งอยากถามอะไรก็ถามมา”
“เด็กหาย…มันใช่ฝีมือคนหรือ?”
ย่าศรีมองข้ามหัวโชติไปยังบึง “มันซับซ้อน บางที…ใจคนน่ากลัวกว่าสิ่งลึกลับ”
โชติเดินเลียบบึง เห็นรอยรองเท้าเด็กบนดินเปียก จู่ๆ มีวัตถุบางอย่างสะท้อนแสง ใต้ซอกไม้พุ่ม เลยหยิบขึ้นมา เป็นตุ๊กตาผ้าเก่าโชกน้ำ ลายปักชื่อ ‘พลอย’ โชติรู้สึกถึงอากาศเย็นวูบ ไฟฉายในมือถือพลันดับกะทันหัน
ตัดฉากไปในห้องเรียน เด็กหญิงเดือนเริ่มซึมเศร้าและมีท่าทีหลบซ่อนตัวมากขึ้น เธอมักหลบตาครูและเก็บเสียงเงียบ ผอ.โรงเรียนเข้ามาประชุมเรื่องงบประมาณแต่ดูเหมือนไม่สนใจความทุกข์ใจใดๆ ของเด็กเลย โชติเริ่มยิ่งโดดเดี่ยว
คืนฝนตกหนัก เบิ้มหายตัวไป เจียมร้องไห้คลั่งออกตามหา ภาพเจียมวิ่งฝ่าสายฝนไปยังบึง เสียงแว่วร้องของเบิ้ม “แม่…แม่!”
โชติถือไฟฉายวิ่งตาม กลางโคลน ดินเปียกและกลิ่นน้ำเน่า เขาเห็นเงาดำโผล่ขึ้นกลางบึง เบิ้มโผล่หน้าเหนือผิวน้ำ ตะเกียกตะกายเหมือนถูกดึงขาลงใต้น้ำ โชติพุ่งลงไปคว้าตัวสุดแรง น้ำเย็นจัดกัดผิวจนชา
ท้ายที่สุด โชติกับเจียมลากเบิ้มขึ้นมาทัน พ่อของเบิ้มปรากฏขึ้นพร้อมเชือกในมือ ดวงตาร้อนแรง ใบหน้าเครียดขึง “ลูกชายฉัน…ลูกชายฉัน…”
กลางความโกลาหล เงาแสงระยิบใต้ผิวน้ำกระจายตัวอย่างกับจะเบ่งบาน ร่างโปร่งของเด็กหญิงคล้ายวิญญาณ ลอยค้างกลางสายฝน เสียงสะอื้นเบาๆ จากเงานั้น “แม่…แม่…”
ของเล่นในมือโชติสั่น ในนั้นคือเสื้อตัวเล็กขาดวิ่นและหยดน้ำตา เสียงย่าศรีดังจากริมบึง “คนที่ถูกเอาไป…เพราะพวกเราทิ้งกันเอง”
เงานั้นจางหาย สายฝนเริ่มจางลง ทุกคนกอดกันกลมกลางบึง น้ำตาอาบหน้าทั้งหมด ไม่มีใครเอ่ยอะไรอีก ทุกความสูญเสียเหมือนไหลหลอมลงบึงเดียวกัน
เช้าใหม่ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเงียบ อากาศเย็น แต่แววตาของทุกคนเหมือนได้ปลดปล่อยบาปที่แบกไว้ เจียมกอดเบิ้ม พ่อของเบิ้มจับมือลูกแน่น สัตตพรจุดธูปริมบึงกระซิบขอขมา โชติยืนมองพร้อมน้ำตาเต็มขอบตา วันนั้นเขารู้ว่าความจริง ไม่เคยมีปีศาจใต้น้ำ มีแต่ความเจ็บปวดและความเหงาของคน ที่ฝังลึกจนแผ่เงาปกคลุมทุกหัวใจ
ระหว่างทางกลับกระท่อม โชติยื่นตุ๊กตาเก่าให้เจียม “ผมคิดว่ามันรอใครอยู่” เจียมหยิบตุ๊กตามากอดแน่น คราบน้ำตาเปื้อนรอยยิ้มที่ยากจะได้เห็น
วันสุดท้ายที่โชติสอน เด็กๆ กล้าเล่นหัวกันเสียงดังขึ้น เดือนเดินมากระซิบข้างหูโชติ “ขอบคุณที่เชื่อเรื่องบึง…และเชื่อพวกเรา”
จากบึงที่ดูน่ากลัวในวันแรก ทุกอย่างยังเหมือนเดิมแต่ในแววตามีความหวังใหม่ โชติเดินออกจากหมู่บ้าน ทิ้งเงาพรายน้ำไว้เบื้องหลัง พร้อมสัญญาว่าอดีต จะไม่มีวันกลืนกินอนาคตอีก