เหมือนฝัน
แสงแดดร่อนประปรายส่องผ่านกิ่งไม้ในสวนเล็ก ๆ กลางหมู่บ้านที่เงียบสงบ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บุญมานั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใต้ต้นมะม่วงขนาดใหญ่ ใบไม้ขยับไปมาด้วยสายลมอุ่น ๆ ขณะที่หัวใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวั่นไหวหลังจากเลิกรากับแฟนคนแรกมาไม่กี่เดือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเหยียบขี้เถ้าใกล้ ๆ ทำให้บุญตาสว่าง ด้วยความสงสัยว่าเสียงนั้นมาจากไหน เธอมองขึ้นเห็นเอก หนุ่มหล่อประจำโรงเรียนที่กำลังเดินเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นกันเอง “สวัสดีบุญ! ไม่คิดจะมาเล่นฟุตบอลกับพวกเราหน่อยหรอ?” เสียงเขาคมชัดและน้ำเสียงดูสดใส ญาติพี่น้องของบุญมักจะว่าเธอว่านั่นคือต้นเหตุทำให้เธอยังคงไม่ลืมเรื่องราวเก่า ๆ
“ไม่หรอก ฉันไม่ได้สนใจอะไรแบบนั้น” บุญตอบกลับ มองไปยังสนามฟุตบอลที่มีเพื่อน ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน แม้เธอจะรู้ว่าเอกน่าจะหมายถึงการสื่อสารถึงเธอในวงกว้างแต่การเอ่ยปากบอกก็ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังอยู่ดี
เวลาผ่านไปบนม้านั่งไม้ บุญหันไปหามือถือและเปิดอ่านข้อความจากเพื่อน ๆ ที่ต่างส่งข้อความเข้ามาถามข่าวคราว จนไม่ทันได้สังเกตว่าที่เอกยังนั่งอยู่ทีเดิมเกี่ยวกับวัตถุที่คุยอยู่…
“มองอนาคตให้เห็นไม่ใช่หรอ?” เขายิ้มอีกครั้ง ท่าทางของเขาหรืออาจจะเป็นสิ่งที่มากกว่ามิตรภาพที่เพื่อน ๆ ให้กัน ทั้งที่หัวใจของบุญฟูขึ้นเช่นกัน
บทสนทนาที่เกิดขึ้นทำให้การกลับมาเรียนในเทอมใหม่เริ่มมีความหวัง แม้แต่การออกไปเดินเล่นกลางคืนกับเอกก็มักจะทำให้พวกเขาเข้าใจกันมากขึ้นอย่างไม่คาดคิด และเวลาก็ดูเหมือนจะนิ่งเมื่ออยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะตอนที่ยืนมองดวงดาวท่ามกลางความเงียบงันของคืนวัน
“เธอไม่เคยคิดเหรอว่า บางทีเราก็ควรจะมีความฝันที่ใหญ่กว่าการเรียนไปวันๆ?” เอกถามขึ้น ขณะที่ร่างของพวกเขายืนอยู่หน้าหมู่บ้าน สายลมเย็นๆ ปะทะกับหน้าอย่างปลอบประโลม ใบหน้าของบุญเปล่งประกายความหวัดด้วยคำถามที่ปกคลุมจากความกลัวที่จะก้าวออกไปนอกคำว่าสบาย
“ฉัน…” บุญพูดไม่ออก ความคาดหวังจากครอบครัวที่เธอยึดถือมันเสมอมั้ง ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงอะไรใหม่
คืนที่ดำเนินไปเต็มไปด้วยความหวังและความพยายาม ที่มีการค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ทั้งสองคนเริ่มฝันถึงอนาคตด้วยกัน แม้จะมีการสวนทางของทางกับคนในครอบครัวที่คาดหวังให้เรียนจัดเต็มไปด้วยความกดดันเยอะแยะ
“แต่พ่อแม่ไม่เข้าใจเรา… ความรักมันไม่ใช่หลักสูตร” บุญเริ่มระบายเมื่อเข้าสู่หนึ่งในค่ำคืนแห่งการเรียนการสอน จากการที่พ่อแม่ไม่อยากให้เธอใช้เวลาไปกับเอกมากจนเกินไป
และแล้วคืนดึกวันหนึ่งเกิดการทะเลาะขึ้นระหว่างบุญและแม่จากการไปทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้านอาหาร ผสมอีกทั้งเอกที่ต้องตัดสินใจอย่างเจ็บปวดเพียงเพื่อให้ทุกอย่างลงตัวเมื่อเขาได้รู้ว่าตัวเขาเองจะต้องเรียนไปพร้อม ๆ กับคนที่เขารัก
เสียงแหลมประปรายของทะเลาะวิวาทอาจทำให้รอบข้างรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจพวกเขาในตอนนั้น มันคงเป็นทางตันด้วยกันแทบทุกคน
พระอาทิตย์ขึ้นในวันถัดไปพร้อมกับแสงสว่างเพื่อให้ทางคนที่เดินไปต่อได้รู้ว่าการเลือกต้องเดินทางที่ไม่เท่ากัน บุญจึงต้องทำให้การตัดสินใจจะส่งผลต่ออนาคตของเธอ
“เราอาจจะไม่ถัดหน้ากัน แต่ต้องเลือกเดินต่อไปให้ถูกทาง” เอกพูดขึ้น หลังจากที่ได้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อให้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่รัก เนื่องจากความฝันที่พวกเขาสร้างร่วมกันที่กำลังแตกออกไป
แม้ว่าจะมีรอยยิ้มที่พลาดคนอยู่ แต่ในใจของบุญจึงจะยังไม่หายไปจากความหวานนั้น
ทุกอย่างลงตัวตอนเช้าวันสุดท้ายของการเรียน โดยที่บุญยืนอยู่บนเวทีกล่าวอำลาเพื่อน ๆ ทุกคนในห้องที่ไม่รู้ว่าจะบอกพวกเขาอย่างไรท่ามกลางเสียงเอะอะจากความรู้สึกต่าง ๆ
“อย่าลืมกันนะ ฉันจะพยายามไม่ให้มันจบเพียงแค่ความทรงจำ” วลีที่ส่งไปถึงคนฟังแต่ละคนกลายเป็นรอยเหงาในใจได้ไม่นานทันที
เอกมองเห็นเนื้อข่าวจากโรงเรียนที่ขยายไปบรรยายอีกและความเป็นจริงก็กดดันทำนองใหม่ที่เปิดกว้างให้การไม่จัดว่าพลาดเมื่อสรุปเวลามันเป็นเส้นตรงซึ่งเป็นสิ่งสร้างความสุขอยู่ตลอดในชาติหน้า
คืนนี้พวกเขานั่งอาหารค่ำด้วยกัน โดยมีพระจันทร์ลอยเหนือท้องฟ้าเช่นเดียวกับคืนก่อน บุญยิ้มให้กับเอก ขณะที่มือของเขาเอื้อมมากุมมือเธออย่างอ่อนโยน
“ผมจะลองไปเรียนที่โรงเรียนศิลปะที่กรุงเทพ” เอกบอกท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน ทั้งชั่วโมงที่ผ่านไปก็ทำให้ห้องเต็มไปด้วยสีหน้าเปี่ยมหวัง
“อย่างนั้นก็ต้องทำตามความฝัน เราทำให้มันไปต่อจนได้” บุญยิ้มขณะรอคำสารภาพครั้งสุดท้ายด้วยความรอคอยที่ชัดเจน
ในขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าทุกอย่างจะยังต่อเนื่องไปอีก หากมายืนกันนี้ สอดประสานมุมมองจนความล้มเหลวค่อย ๆ melt away จากชีวิตจริงที่ยาวนานกว่าชั่วโมงนั้นเอง
ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น แค่ช่วงเวลากำลังเริ่มต้นความรักครั้งใหม่สำหรับบุญกับเอก เท่านั้นไม่ต้องการอะไรที่จะรบกวนกันอีก
แล้วในวันที่มีคำสัญญาแห่งการเดินของชีวิตใหม่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะสนุนอย่างไร ถ้าสิ่งที่คิดเธอสามารถทำได้จริงกับเอกได้ตลอดไป