ผีห้อง 304 ขอรีวิวห้าดาว
รองเท้าผ้าใบข้างซ้ายของมะปรางติดอยู่ในประตูลิฟต์ ส่วนข้างขวายังอยู่กับเท้าเธอที่กำลังกระโดดหย็องแหย็งอยู่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมบุษบาบาน ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าสามชั้นสีเหลืองไข่ไก่ที่ดูเหมือนเคยรุ่งเรืองในยุคที่คนยังคิดว่าผ้าม่านลายดอกใหญ่เท่าหน้าคนคือความหรูหรา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าเพิ่งปิดค่ะ! นั่นรองเท้าหนู ไม่ใช่สัมภาระของลิฟต์!” มะปรางพยายามดึงเชือกรองเท้า ขณะมืออีกข้างกอดกล้องวิดีโอของคณะไว้เหมือนลูกคนแรก
ปิ๊ก เพื่อนซี้ผู้รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ของโปรเจกต์จบ ยืนถือแฟ้มขออนุญาตถ่ายทำอยู่ข้างหลัง เธอไม่ช่วยดึง แต่ยกมือถือขึ้นถ่ายแทน
“เก็บไว้เป็นเบื้องหลังได้ไหม เปิดเรื่องด้วยผู้กำกับถูกโรงแรมกินรองเท้า มันมีเมตาฟอร์เรื่องทุนสร้างต่ำ”
“ปิ๊ก ถ้าแกพูดคำว่าเมตาฟอร์อีกครั้ง ฉันจะให้ลิฟต์กินแกด้วย”
“ลิฟต์กินฉันไม่ได้ ฉันยังไม่ได้เซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพ”
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อแจ็กเก็ตชมรมดนตรีเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋ากีตาร์บนหลัง เขาชื่อเหนือ เป็นคนที่มะปรางเคยเห็นบนเวทีงานมหาวิทยาลัยและเคยเผลอกดไลก์รูปเขาตอนตีสองเมื่อปีก่อน เขามองรองเท้าที่ติดประตูอยู่ เงียบไปหนึ่งจังหวะ แล้วถามอย่างสุภาพเกินสถานการณ์
“ให้ผมช่วยเจรจากับลิฟต์ไหมครับ”
มะปรางหันขวับ “ลิฟต์ไม่มีความรู้สึก”
เหนือพยักหน้า “ดีครับ งั้นน่าจะเจรจาง่ายกว่าคนในกองถ่าย”
ก่อนที่มะปรางจะหาคำสวนกลับ ประตูลิฟต์ก็เด้งเปิดเองพร้อมเสียงครืดเหมือนคนแก่ถอนหายใจ รองเท้าเธอหลุดออกมา เธอเสียหลักเกือบชนแจกันดอกไม้แห้ง แต่เหนือคว้ากล้องไว้ทัน ส่วนตัวมะปรางคว้าปิ๊กไว้ทัน ปิ๊กร้อง “แฟ้ม!” แล้วแฟ้มก็ร่วงกระจายเหมือนนกพิราบกระดาษบินอพยพ
ด้านหลังเคาน์เตอร์ หญิงวัยห้าสิบปลาย ๆ สวมแว่นสายตาเชือกคล้องคอ มองทุกอย่างผ่านใบหน้าที่เหมือนคุ้นชินกับความหายนะระดับย่อย เธอคือคุณบุษบา เจ้าของโรงแรม
“นักศึกษาที่จะมาถ่ายสารคดีใช่ไหมจ๊ะ” เธอถาม
มะปรางยืดตัวทันที แม้เชือกรองเท้าข้างซ้ายยังขาด “ใช่ค่ะ หนูมะปราง ผู้กำกับสารคดีเรื่อง ‘บุษบาบาน: โรงแรมเก่ากับหัวใจใหม่’ เราจะถ่ายอย่างเคารพสถานที่ ไม่รบกวนแขก และไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายค่ะ”
ปิ๊กก้มเก็บกระดาษพลางพึมพำ “ยกเว้นลิฟต์ที่พยายามยึดรองเท้าเป็นของกลาง”
คุณบุษบายิ้มบาง “ไม่เป็นไร ลิฟต์ตัวนี้ชอบทดลองใจคนใหม่ ๆ”
มะปรางหัวเราะแห้ง ๆ “ทดลองใจแบบเครื่องจักรนะคะ”
“จ้ะ” คุณบุษบาตอบเร็วเกินไป “แบบเครื่องจักร”
ความเงียบสั้น ๆ ตกลงมาบนล็อบบี้ มีพัดลมเพดานหมุนอืด ๆ เสียงติ๊กของนาฬิกาไม้ และเสียงหนึ่งที่เหมือนช้อนกระทบแก้วดังมาจากชั้นบน ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร
เหนือเงยหน้า “โรงแรมมีคาเฟ่ข้างบนเหรอครับ”
คุณบุษบาหยุดยิ้ม “ไม่มีจ้ะ”
ปิ๊กชี้ปากกาไปที่เพดาน “งั้นช้อนกำลังประชุมกับแก้วเอง”
มะปรางรีบยกมือ “พวกเราไม่ทำคอนเทนต์ผีค่ะ เราทำสารคดีฟื้นฟูโรงแรมเก่าในชุมชน เป็นงานจริงจัง มีทุนจากคณะ และหนูตั้งใจมาก”
เธอพูดคำว่า “ตั้งใจมาก” แน่นกว่าคำอื่น เพราะในหัวเธอยังมีเสียงอาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อเช้า: ถ้าถ่ายไม่ได้ในสัปดาห์นี้ กลุ่มเธออาจต้องเปลี่ยนหัวข้อ และเปลี่ยนหัวข้อเท่ากับเริ่มใหม่ เท่ากับมะปรางซึ่งเคยพังโปรเจกต์ปีสองเพราะลบไฟล์ผิดโฟลเดอร์ จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้กำกับที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ยังไม่ไว้ใจ
คุณบุษบาวางกุญแจสามดอกบนเคาน์เตอร์ “ป้าดีใจที่หนูจริงจัง แต่มีเรื่องหนึ่งต้องบอกก่อน ถ่ายได้ทุกที่ยกเว้นห้อง 304”
มะปรางพยักหน้าทันที “ได้ค่ะ”
ปิ๊กกระซิบ “ผู้กำกับที่ดีจะถามเหตุผล”
มะปรางกระซิบกลับ “ผู้กำกับที่อยากจบจะไม่ถาม”
เหนือยิ้มมุมปาก คุณบุษบามองทั้งสามคนเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะพูดแค่ไหน สุดท้ายเธอลดเสียงลง
“ห้องนั้น…เขาไม่ชอบกล้อง”
มะปรางอยากหัวเราะ แต่กลัวเสียมารยาท จึงทำเสียง “อ๋อ” ที่อยู่ตรงกลางระหว่างเข้าใจกับอยากกลับบ้าน
“เขา?” เหนือถาม
“คุณชิดชัย แขกประจำเก่าของโรงแรม” คุณบุษบาพูด “เสียไปสิบสองปีแล้ว แต่บางคืนเหมือนยังอยู่ เขาชอบจัดของ ชอบเคาะแก้ว ชอบเปิดวิทยุเพลงเก่า แล้วก็…ชอบเขียนรีวิว”
ปิ๊กตาโต “ผีเขียนรีวิว?”
“บนกระจกห้องน้ำจ้ะ”
มะปรางสูดหายใจ “คุณป้าคะ หนูเคารพความเชื่อ แต่สารคดีเรา—”
เสียงแก้วกระทบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สามครั้งติด กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เหมือนใครกำลังเรียกบริการห้องพักจากเพดาน
คุณบุษบามองมะปรางตรง ๆ “หนูได้ยินไหม”
นี่เป็นวินาทีที่มะปรางควรตอบว่าได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแต่ไม่ทราบที่มา ควรขอขึ้นไปตรวจอย่างมืออาชีพ ควรปล่อยให้ความจริงค่อย ๆ ปรากฏอย่างมีหลักฐาน ทว่าในวินาทีนั้น เธอเห็นคุณบุษบาเอื้อมมือไปจะเก็บกุญแจคืน เหมือนกำลังคิดว่าถ้าเด็กพวกนี้ไม่เข้าใจโรงแรม ก็คงไม่ควรถ่าย
มะปรางจึงพยักหน้า
“ได้ยินค่ะ”
คุณบุษบาชะงัก “หนูได้ยินเขา?”
มะปรางควรแก้ทันที เธอควรพูดว่าได้ยินเสียง ไม่ได้ยินเขา แต่ปิ๊กกระทุ้งศอกเธอเบา ๆ ส่วนเหนือมองมาเหมือนอยากรู้คำตอบ มะปรางซึ่งมี flaw ใหญ่คือกลัวทำให้คนผิดหวังจนพูดอะไรเกินจริงเสมอ จึงยิ้มแบบคนกำลังเดินลงบันไดผิดขั้น
“ค่ะ…เขาเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่าง”
พัดลมเพดานหมุนช้าลงราวกับตั้งใจฟัง
คุณบุษบากุมมือ “งั้นหนูช่วยป้าได้ไหม ถ้าหนูคุยกับเขาได้ ป้าจะให้ถ่ายทั้งโรงแรม รวมถึงห้อง 304 ก็ได้ แต่ต้องรู้ก่อนว่าเขาต้องการอะไร ป้าจะรีโนเวตห้องนั้นเดือนหน้า กลัวเขาไม่ยอมย้าย”
ปิ๊กอ้าปากค้าง เหนือเลิกคิ้ว มะปรางรู้สึกว่ารองเท้าข้างซ้ายที่เพิ่งได้คืนกำลังอยากกลับไปอยู่กับลิฟต์
“ได้ค่ะ” เธอพูด
ปิ๊กหันมาช้า ๆ “ได้?”
“ได้ค่ะ” มะปรางย้ำเบาลง “ในเชิง…รับฟัง”
คุณบุษบายื่นกุญแจห้อง 304 ให้เธอด้วยสองมือเหมือนมอบดาบศักดิ์สิทธิ์ “ป้ารู้สึกถูกชะตากับหนูตั้งแต่เห็นลิฟต์รับรองเท้า”
ปิ๊กพึมพำ “ประโยคนี้ไม่เคยอยู่ในคู่มือโปรดิวซ์”
ห้อง 304 อยู่สุดทางเดินชั้นสาม หน้าประตูมีป้ายทองเหลืองขุ่น ๆ และกระถางพลูด่างที่โตอย่างมั่นใจเกินสภาพแสง เมื่อมะปรางไขกุญแจ ประตูเปิดพร้อมกลิ่นไม้เก่า แป้งเย็น และความลับที่อาจเป็นเพียงท่อประปา
ภายในห้องสะอาดกว่าที่คิด เตียงเดี่ยว ผ้าคลุมสีครีม โต๊ะเขียนหนังสือริมหน้าต่าง วิทยุทรานซิสเตอร์เก่า และกระจกห้องน้ำที่มีคราบจาง ๆ เหมือนเคยมีตัวอักษรแต่ถูกเช็ดออก
ปิ๊กยกกล้องมือถือ “ก่อนอื่น เราต้องตั้งกฎ ถ้าผีมีจริง ฉันขอเป็นคนจัดคิวสัมภาษณ์ เพราะผีที่ดีต้องรู้เวลาพักกอง”
เหนือวางกระเป๋ากีตาร์ “ถ้าผีไม่ชอบกล้อง แต่ชอบเพลง ผมอาจช่วยได้”
มะปรางหันไป “นายมาทำอะไรแน่ ๆ นอกจากเป็นซาวด์แมนที่ชมรมส่งมาช่วย”
“มาเก็บเสียงครับ” เหนือตอบ “แล้วก็มาแน่ใจว่าพวกฟิล์มจะไม่เอาไมค์ไปจ่อกระทะตอนแม่ครัวผัดกะเพราอีกเหมือนงานปีหนึ่ง”
ปิ๊กชี้ “อันนั้นเป็นเสียงบรรยากาศชีวิต”
“อันนั้นเป็นเสียงหิว”
มะปรางพยายามรักษาความเป็นผู้กำกับ “ฟังนะ เราไม่ได้จะหลอกใครยาว ๆ แค่สำรวจว่าเสียงมาจากไหน แล้วบอกคุณป้าว่าอาจเป็นท่อหรือไม้ขยายตัว”
ปิ๊กกอดอก “แล้วประโยค ‘เขาเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่าง’ คือท่อพูด?”
“ฉันตื่นเต้น”
“แกตื่นเต้นทีไร โลกได้อาชีพใหม่ให้แกทุกที ปีที่แล้วแกบอกอาจารย์ว่าแกตัดต่อเสียงได้ สุดท้ายฉันต้องอัดเสียงฝนด้วยการเปิดก๊อกในห้องน้ำ”
เหนือมองวิทยุ “บางทีเรื่องนี้อาจแก้ได้ง่าย ๆ ถ้าเราไม่เริ่มจากการตำหนิท่อ”
ทันใดนั้นวิทยุเก่าบนโต๊ะดังซ่า ทั้งสามคนแข็งค้าง เสียงเพลงเก่าลอดออกมาแผ่ว ๆ แล้วตัดเป็นเสียงผู้ชายพูดไม่ชัด “…ห้า…ดาว…”
ปิ๊กกระโดดไปหลบหลังมะปราง “ฉันไม่ได้กลัว ฉันแค่ยืนตามลำดับเครดิต”
มะปรางค่อย ๆ เอื้อมมือไปปิดวิทยุ แต่มันไม่มีแบตเตอรี่ เธอหยิบขึ้นมาดู ช่องใส่ถ่านว่างเปล่า เหนือก้มฟังใกล้หน้าต่าง แล้วชี้ไปด้านนอก มีสายไฟเก่าพาดใกล้เสาอากาศเล็ก ๆ ของวิทยุ อาจรับคลื่นจากร้านซ่อมวิทยุฝั่งตรงข้ามที่กำลังเปิดเครื่องทดลอง
“คลื่นแทรกครับ” เหนือพูด
ปิ๊กโผล่หน้า “ผีแทรกคลื่นก็ถือว่าเข้าใจเทคโนโลยี”
มะปรางถอนหายใจ “เห็นไหม ไม่ใช่ผี”
ประตูห้องน้ำแง้มออกเองเล็กน้อย
ทุกคนเงียบ
เหนือเดินไปดู เขาก้มมองพื้นแล้วยิ้ม “พื้นเอียง ประตูเลยไหล”
มะปรางหัวใจกลับมาเต้น “ดี พื้นเอียงเป็นมิตรกับงานวิจัย”
แต่พอเธอหันไป กระจกห้องน้ำมีตัวอักษรปรากฏช้า ๆ จากไอน้ำที่ไม่รู้มาจากไหน อ่านว่า “รีวิว”
ปิ๊กพูดเสียงเรียบ “พื้นเอียงเขียนหนังสือได้ด้วยไหม”
มะปรางยืนมองคำบนกระจก ความจริงมีคำอธิบายได้ ไอน้ำอาจมาจากท่อร้อน คราบสบู่เก่าอาจทำให้ตัวอักษรเดิมปรากฏ แต่ก่อนเธอจะพูด คุณบุษบาก็โผล่หน้ามาจากประตูที่เปิดค้างไว้พร้อมถาดน้ำเก๊กฮวย
“เขาพูดว่าอะไรจ๊ะ”
ปิ๊กทำตาโตใส่มะปราง เหนือเลื่อนสายตามาที่เธอเหมือนถามว่าเอาไงดี มะปรางมองคำว่า “รีวิว” บนกระจก แล้วคิดถึงทุนคณะ คิดถึงโปรเจกต์จบ คิดถึงอาจารย์ที่ชอบพูดว่า “ความจริงสำคัญกว่าภาพสวย” ซึ่งตอนนี้ความจริงกำลังไม่สวยเลย
“เขา…” มะปรางกลืนน้ำลาย “เขาขอรีวิวค่ะ”
คุณบุษบาวางถาดดังแกร๊ก “รีวิวอะไร”
“น่าจะรีวิวโรงแรม” ปิ๊กช่วยด้วยความเร็วที่น่ากังวล “วิญญาณยุคใหม่ใส่ใจภาพลักษณ์”
เหนือหลุดหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบทำเป็นไอ
คุณบุษบาหน้าเคร่ง “ตายจริง ป้าเช็ดคอมเมนต์เขาทิ้งมาตลอด คงเสียใจมาก”
มะปรางรีบโบกมือ “ไม่ ๆ หนูไม่ได้หมายความว่า—”
“งั้นคืนนี้เราจัดโต๊ะให้เขาเขียนดีไหมจ๊ะ”
ปิ๊กตาเป็นประกายแบบโปรดิวเซอร์เห็นคอนเทนต์ “จัดได้ค่ะ มีแสงเทียน มีสมุดเยี่ยม มีปากกาหัวลูกลื่นที่ไม่ฝืด”
มะปรางหันไปกระซิบ “ปิ๊ก!”
ปิ๊กกระซิบกลับ “ถ้าแกจะเป็นร่างทรง อย่างน้อยต้องมีอาร์ตไดเรกชัน”
ข่าวว่านักศึกษาสื่อสารกับผีห้อง 304 ได้แพร่ไปทั่วโรงแรมในเวลาสั้นกว่าการต้มน้ำร้อน พนักงานต้อนรับชื่อพี่เดือนซึ่งเป็นคนพูดช้าแต่จับใจความไว เดินมาถามมะปรางว่า “ถ้าคุณชิดชัยต้องการผ้าเช็ดตัวเพิ่ม ให้เขาแจ้งก่อนหกโมงนะคะ แม่บ้านเลิกงานแล้ว”
ลุงสมานยามกลางวันผู้สะสมพวงกุญแจรูปสัตว์สิบเจ็ดอันบอกว่า “ฝากถามเขาหน่อยครับ เมื่อก่อนเขายืมไขควงผมไปหรือเปล่า ผมหามาสิบสองปี ถ้าอยู่โลกโน้นก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยส่งรูปมา”
แขกห้อง 201 ซึ่งเป็นอาจารย์เกษียณมาพักเขียนบันทึก เดินลงมาพร้อมสมุดเล่มเล็ก “ถ้าคุยได้จริง ฝากถามว่าโลกหลังความตายมีระบบราชการไหม ดิฉันจะได้เตรียมสำเนาบัตรประชาชน”
มะปรางตอบทุกคนด้วยรอยยิ้มสุภาพและวิญญาณที่ค่อย ๆ หลุดจากร่าง “เดี๋ยวหนูดูให้นะคะ”
เหนือเดินตามถือบูมไมค์ เขาก้มมาพูดเบา ๆ “คุณดูเหมือนคนที่กำลังถูกผีขอทำโอที”
“ฉันไม่ใช่ร่างทรง”
“ผมทราบ”
“แล้วทำไมไม่ช่วยหยุด”
“ผมกำลังรอดูว่าผู้กำกับจะคัตฉากนี้เมื่อไหร่”
มะปรางมองเขาอย่างหงุดหงิด “ชีวิตจริงไม่มีคำว่าคัต”
เหนือยิ้ม “งั้นต้องเทคเดียวให้รอด”
คืนนั้น โต๊ะไม้เล็ก ๆ ถูกตั้งกลางห้อง 304 มีสมุดเยี่ยม ปากกา น้ำชา และขนมกลีบลำดวนที่คุณบุษบาบอกว่าคุณชิดชัยชอบ ทีมถ่ายประกอบด้วยมะปราง ปิ๊ก เหนือ และตาล ช่างภาพปีสองที่มาถึงช้าพร้อมคำอธิบายว่า “หลงทางในโรงแรมค่ะ ป้ายบอกทางย้อนแย้งกับสัญชาตญาณ”
ตาลเป็นคนพูดเบาแต่ตั้งกล้องดุ เธอมองสมุดเยี่ยมแล้วถาม “ถ้าผีจับปากกา เราต้องโฟกัสมือหรือปากกา”
ปิ๊กตอบ “โฟกัสความหวังของเกรดเรา”
มะปรางนั่งตรงข้ามสมุด ทำท่าเหมือนกำลังประกอบพิธีทั้งที่เธอแค่นึกคำพูดให้ไม่ดูหลอกลวงเกินไป “คุณชิดชัยคะ ถ้าคุณมีอะไรอยากบอก เราพร้อมรับฟังค่ะ”
เงียบ
นาฬิกาเดิน ติ๊ก ต็อก ติ๊ก ต็อก
เหนือค่อย ๆ ดีดกีตาร์คอร์ดนุ่ม ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ มะปรางเหลือบมอง เขาเล่นเพลงที่ไม่มีชื่อ แต่ทำให้ห้องเก่าดูใจดีขึ้นนิดหน่อย
ปิ๊กกระซิบ “ถ้าผีไม่มา เราตัดเป็นมิวสิกวิดีโอเหนือได้ไหม”
“ปิ๊ก”
“ฉันแค่บริหารความเสี่ยง”
ทันใดนั้นปากกาบนโต๊ะกลิ้งเองช้า ๆ ทุกคนแข็งค้าง ปากกากลิ้งผ่านสมุด ไปหยุดตรงขอบโต๊ะ แล้วหล่นลงพื้นดังแปะ
ตาลแพนกล้องตามอย่างมืออาชีพ “สวยค่ะ แต่ถ้าขออีกเทคจะเสียมารยาทไหม”
มะปรางก้มดูโต๊ะ พบว่าขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้าง พื้นห้องเอียง ปากกาจึงกลิ้ง เธอโล่งใจจนเกือบหัวเราะ แต่คุณบุษบาที่แอบยืนดูตรงประตูน้ำตาคลอ
“เขาขยับปากกา”
มะปรางพูดเร็ว “อาจเป็นโต๊ะเอียงค่ะ”
คุณบุษบาพยักหน้า “คุณชิดชัยเป็นคนละเอียด เขาคงอยากให้เราซ่อมโต๊ะก่อนรับรีวิว”
ปิ๊กจดทันที “ผีให้ฟีดแบ็กเฟอร์นิเจอร์”
เหนือมองมะปรางอย่างเห็นใจ “ยังจะคัตไหมครับ”
ก่อนมะปรางจะตอบ ไฟในห้องกะพริบสองครั้ง วิทยุไม่มีถ่านดังซ่าอีก แล้วเสียงจากร้านซ่อมวิทยุฝั่งตรงข้ามแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน “…โปรโมชั่นเปิดตัว…ห้าดาว…”
คุณบุษบาหันขวับ “เขาพูดห้าดาวอีกแล้ว!”
ปิ๊กยกนิ้ว “ชัดมาก เขาอยากให้โรงแรมได้รีวิวห้าดาว”
มะปรางแทบสำลักอากาศ “เดี๋ยวสิ แกตีความเร็วไปไหม”
“ช้ากว่านี้ก็ไม่ทันกำหนดส่ง”
ตาลพูดเบา ๆ “ถ้าเขาอยากให้ได้ห้าดาว เราต้องทำโรงแรมให้น่าประทับใจ”
คุณบุษบาเหมือนถูกจุดประกาย “พรุ่งนี้มีคณะผู้รีวิวจากแอปท่องเที่ยวมาดูโรงแรมพอดี ป้ากังวลมาก เพราะถ้าได้คะแนนดี จะมีนักท่องเที่ยวกลับมา ถ้าเขาขอห้าดาวจริง ๆ…”
มะปรางรู้สึกคำโกหกของตนขยายขนาดจากลูกโป่งเป็นบอลลูน “คุณป้าคะ หนูคิดว่าเราควร—”
“หนูช่วยป้าหน่อยนะ เป็นล่ามให้คุณชิดชัย บอกเขาว่าพรุ่งนี้เราจะทำเต็มที่”
ปิ๊กยิ้มให้เธอแบบคนผลักเพื่อนขึ้นเวทีแล้วตบมือ “ผู้กำกับคะ ถึงคิวแกกล่าวกับผู้ไม่อยู่ในสัญญา”
มะปรางหันไปที่ความว่างเปล่า ใจหนึ่งอยากสารภาพ อีกใจเห็นคุณบุษบาที่ยืนกุมมือเหมือนโรงแรมทั้งหลังคือคนป่วยที่เธอดูแลมานาน มะปรางพูดเบา ๆ
“คุณชิดชัยคะ พรุ่งนี้เราจะช่วยกันให้โรงแรมดูดีที่สุดค่ะ แต่ถ้ามีอะไรไม่พอใจ ช่วยบอกแบบ…ไม่ทำให้ระบบไฟตกใจนะคะ”
ไฟกะพริบหนึ่งครั้ง
ปิ๊กกระซิบ “เขาตอบตกลง”
เหนือกระซิบ “หรือหลอดจะขาด”
มะปรางกระซิบ “ขอให้เป็นหลอดเถอะ”
เช้าวันต่อมา โรงแรมบุษบาบานกลายเป็นสนามซ้อมรับรีวิวห้าดาวที่ไม่มีใครเคยเรียนมา พี่เดือนฝึกยิ้มต้อนรับหน้ากระจก แต่ยิ้มกว้างเกินไปจนเหมือนกำลังเห็นลูกหนี้เดินเข้าประตู ลุงสมานขัดกระดิ่งเคาน์เตอร์จนเงาวับ และประกาศว่าจะทักแขกด้วยประโยค “ยินดีต้อนรับสู่ความทรงจำที่มีแอร์” ซึ่งปิ๊กบอกว่า “กวีมาก แต่อาจทำให้แขกตรวจฟิลเตอร์แอร์”
มะปรางพยายามถ่ายสารคดีจริง ๆ เธอสัมภาษณ์คุณบุษบาเรื่องประวัติโรงแรม สมัยก่อนที่นี่เคยเป็นที่พักของนักดนตรี พ่อค้า และคนเดินทางจากสถานีรถไฟใกล้ ๆ คุณชิดชัยเป็นนักเขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวเก่า ชอบพักห้อง 304 เพราะเห็นต้นหางนกยูงหน้าถนน และมักเขียนรีวิวด้วยลายมือสวยใส่สมุดเยี่ยม
“เขาเป็นคนพูดตรง” คุณบุษบาเล่า “ครั้งหนึ่งเขาเขียนว่า ‘ไข่ดาวเช้านี้สุกเกินไปจนเหมือนตั้งใจหนีจากไข่แดง’ ป้าโกรธอยู่สามวัน แต่หลังจากนั้นไข่ดาวเราดีขึ้นจริง ๆ”
เหนือที่ถือไมค์อยู่ถาม “แล้วทำไมสมุดรีวิวเก่าหายไปครับ”
คุณบุษบาชะงัก “ตอนเขาเสีย ป้ายโรงแรมเก่ากับเอกสารหลายอย่างหายไป ป้าคิดว่าน้องชายป้าเอาไปทิ้งตอนปรับปรุง แต่ไม่เคยถามให้จบ เราทะเลาะกันเรื่องขายโรงแรม เขาอยากขาย ป้าอยากเก็บ”
มะปรางเห็นแววตาคุณบุษบาอ่อนลง ฉากนี้จริงกว่าทุกอย่างที่เธอจัด เธอจึงสั่งตาลถ่ายต่อ เงียบให้ความทรงจำทำงาน
แต่ความวุ่นวายไม่รอให้ภาพสวย คณะผู้รีวิวมาถึงก่อนเวลา เป็นชายหญิงสามคนแต่งตัวเรียบ ๆ คนหนึ่งชื่อคุณแอน เดินเข้ามาพร้อมแท็บเล็ตและสายตาที่สแกนฝุ่นได้เหมือนเครื่องมือวิทยาศาสตร์
พี่เดือนยิ้มตามที่ซ้อม “ยินดีต้อนรับสู่ความทรงจำที่มีแอร์ค่ะ”
คุณแอนกะพริบตา “ขอบคุณค่ะ แอร์รวมในความทรงจำหรือคิดแยก”
พี่เดือนหันไปมองปิ๊ก ปิ๊กยกนิ้วโป้งอย่างไม่มั่นใจ
ลุงสมานรีบเข้ามาช่วย “เชิญครับ โรงแรมเรามีความเก่าแบบคัดสรร ไม่ใช่เก่าเพราะลืมดูแล”
มะปรางเอามือปิดหน้า เหนือกระซิบ “ประโยคนี้กล้าหาญดี”
การตรวจเริ่มต้นที่ล็อบบี้ ทุกอย่างเกือบดีจนกระทั่งคุณแอนถามถึงจุดเด่นของโรงแรม คุณบุษบากำลังจะตอบเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ปิ๊กซึ่งตั้งใจช่วยเกินพอดีสวนขึ้น
“เรามีที่ปรึกษาประสบการณ์ลูกค้าระดับหลังชีวิตค่ะ”
มะปรางหันขวับ “ปิ๊ก!”
คุณแอนหยุดจด “หมายถึง?”
ปิ๊กยิ้ม “หมายถึงเราใส่ใจรีวิวจากทุกยุคทุกสมัย”
หนึ่งในผู้รีวิวหัวเราะเบา ๆ “น่าสนใจค่ะ”
คุณบุษบาเหมือนเห็นทางรอด “ใช่ค่ะ โรงแรมเรามีเรื่องเล่า แต่ไม่ได้น่ากลัวนะคะ เป็นเรื่องเล่าอบอุ่น”
มะปรางกระซิบใส่ปิ๊ก “แกเพิ่งขายผีเป็นบริการเสริม”
ปิ๊กกระซิบกลับ “ถ้าขายได้ก็เรียกจุดขาย”
ผู้รีวิวขอดูห้องตัวอย่าง และแน่นอนว่าคุณบุษบาเสนอห้อง 304 เพราะ “ถ้าเขาอนุญาตแล้ว เราก็ควรให้เกียรติเขา” มะปรางเดินขึ้นบันไดเหมือนนักโทษเดินขึ้นศาล เหนือเดินข้าง ๆ
“คุณยังสารภาพได้นะ” เขาพูดเบา ๆ
“ตอนนี้เหรอ ต่อหน้าผู้รีวิว?”
“อาจไม่ใช่จังหวะดีที่สุด แต่จังหวะดีมักไม่มาหาคนที่วิ่งหนีมัน”
มะปรางมองเขา “นายพูดเหมือนเพลงอินดี้ที่มีคนกดข้ามตอนท่อนแรก”
เหนือยิ้ม “แต่คุณฟังถึงท่อนฮุกแล้ว”
เธอเกือบยิ้มตอบ แต่ประตูห้อง 304 เปิดออก เผยให้เห็นหมอนบนเตียงถูกจัดเป็นรูปดาวห้าแฉกอย่างประณีต
ทุกคนเงียบ
คุณแอนยกแท็บเล็ต “นี่เป็นบริการตกแต่งพิเศษหรือคะ”
คุณบุษบาน้ำตาคลอ “เขาทำดาวให้เรา”
มะปรางหันไปมองปิ๊ก ปิ๊กส่ายหน้าแรง ตาลส่ายหน้า เหนือยกมือทั้งสองข้างบอกว่าไม่ใช่เขา
จากใต้เตียง มีเสียง “เมี้ยว” ดังออกมา
แมวสีส้มตัวอ้วนค่อย ๆ คลานออกมาอย่างสง่างาม บนหัวมีเศษปลอกหมอนติดเหมือนมงกุฎ มันเดินผ่านทุกคนไปนั่งบนสมุดเยี่ยม แล้วใช้หางปัดปากกาตกพื้น
ลุงสมานที่ตามมาทีหลังอุทาน “อ้าว คุณนายทองม้วน!”
ปิ๊กยกมือ “ผีมีร่างแมวเพื่อความสะดวกในการรีวิวหรือเปล่า”
ลุงสมานหัวเราะ “แมวจรครับ ชอบขึ้นมานอนห้องนี้ ผมให้อาหารบ้าง ไม่คิดว่าจะจัดหมอนได้”
คุณแอนหัวเราะตาม “น่ารักมากค่ะ โรงแรมเป็นมิตรกับสัตว์ด้วยไหม”
คุณบุษบาอึกอัก “เป็นมิตร…ถ้าสัตว์เป็นฝ่ายเริ่มก่อนค่ะ”
มะปรางรีบรับ “เรากำลังพัฒนาแนวทางค่ะ”
สถานการณ์ที่ควรพังกลับดูดีขึ้นเพราะคุณนายทองม้วนเดินไปถูกใจผู้รีวิวคนหนึ่งจนยอมให้ถ่ายรูป แต่ขณะทุกคนหัวเราะ มะปรางรู้สึกหนักกว่าเดิม เพราะความจริงเริ่มโผล่ทีละชิ้น เสียงวิทยุจากร้านซ่อม พื้นเอียง ประตูไหล แมวจรจัดหมอน สิ่งที่เธอเรียกว่าการสื่อสารกับผีอาจเป็นแค่โรงแรมเก่าที่พยายามบอกให้ซ่อมแซมโดยไม่ต้องมีวิญญาณ
ช่วงบ่าย คณะผู้รีวิวขอเข้าร่วมกิจกรรม “ตามหาดาวที่หายไป” ซึ่งปิ๊กด้นสดขึ้นมาเพื่อกลบความวุ่นวาย เธอบอกว่าเป็นกิจกรรมเล่าเรื่องโรงแรมผ่านจุดต่าง ๆ แขกจะตามหาสัญลักษณ์ดาวห้าดวงในอาคาร เพื่อเข้าใจประวัติของบุษบาบาน
มะปรางลากปิ๊กไปหลังเสา “กิจกรรมนี้มาจากไหน”
“จากปากฉันเมื่อสามนาทีที่แล้ว”
“แล้วดาวอยู่ไหน”
“เรากำลังตามหาไง เป็นกิจกรรมที่ซื่อตรงมาก”
เหนือที่เดินมาพร้อมกีตาร์พูด “ผมช่วยทำเสียงประกอบได้ แต่ไม่ช่วยโกหกเพิ่มนะ”
ปิ๊กยิ้ม “ไม่ใช่โกหก เราเรียกมันว่าประสบการณ์แบบมีส่วนร่วมที่ยังไม่ทราบผลลัพธ์”
มะปรางปวดขมับ แต่เมื่อเห็นผู้รีวิวสนใจจริง ๆ และแขกคนอื่น ๆ เริ่มมารวมตัว เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนความพังเป็นการถ่ายทำ เธอให้ตาลตามถ่ายปฏิกิริยาคน ให้เหนือเล่นดนตรีเบา ๆ ระหว่างเดิน และให้ปิ๊กทำหน้าที่พิธีกรซึ่งปิ๊กทำได้ดีเกินคาด
“ดาวดวงแรกคือกระดิ่งเคาน์เตอร์ค่ะ” ปิ๊กประกาศ “เพราะทุกการเดินทางเริ่มจากเสียงเล็ก ๆ ที่บอกว่ามีคนรอรับเราอยู่”
พี่เดือนกดกระดิ่งเบา ๆ กริ๊ง ทุกคนยิ้ม ลุงสมานกระซิบกับมะปราง “ฟังแล้วกระดิ่งผมดูมีอนาคต”
ดาวดวงที่สองคือรูปถ่ายเก่าของวงดนตรีในห้องอาหาร เหนือสังเกตว่าในรูปมีชายคนหนึ่งนั่งถือสมุด เขาถามคุณบุษบา คุณบุษบาบอกว่านั่นคือคุณชิดชัยสมัยหนุ่ม เขามักมาฟังเพลงที่โรงแรม แม้เขียนวิจารณ์แรง แต่ก็กลับมาทุกปี
“คนที่บ่นแล้วกลับมา แปลว่าผูกพันมากนะครับ” เหนือพูด
คุณบุษบายิ้มเศร้า “ป้าก็เคยคิดแบบนั้น แต่พอเขาเสีย โรงแรมเงียบลง เหมือนคนที่เคยติติงเราหายไป เราเลยไม่รู้ว่าควรแก้อะไรต่อ”
มะปรางลดกล้องลงนิดหนึ่ง คำพูดนั้นแทงใจเธอ เธอกลัวคำวิจารณ์มาตลอด กลัวจนยอมแต่งเรื่องเพื่อให้โปรเจกต์ไม่พัง แต่บางทีคำวิจารณ์อาจไม่ใช่การทำลาย มันอาจเป็นคนบางคนที่ยังอยากให้เราอยู่รอด
ดาวดวงที่สามเกิดจากความบังเอิญ คุณนายทองม้วนคาบกุญแจเล็ก ๆ วิ่งผ่านล็อบบี้ ทุกคนวิ่งตามอย่างพยายามรักษามารยาท ผู้รีวิวเดินเร็ว พี่เดือนถือถาดน้ำไม่ให้หก ลุงสมานต่อรองกับแมวด้วยปลาทูแห้ง ส่วนปิ๊กบรรยายเหมือนพิธีกรกีฬา
“คุณนายทองม้วนเลี้ยวซ้ายเข้าสู่โซนห้องเก็บของค่ะ ความเร็วคงที่ สีหน้าไม่สำนึกผิด ผู้เข้าแข่งขันลุงสมานเร่งฝีเท้าแต่ติดพวงกุญแจตัวเอง เกิดเสียงประกอบงดงามมาก”
มะปรางหอบ “หยุดบรรยายแล้วช่วยจับ!”
เหนือเดินนิ่ง ๆ ไปดักหน้าประตูห้องเก็บของ เขานั่งยอง ๆ วางกีตาร์ลง ดีดสายเสียงต่ำหนึ่งที คุณนายทองม้วนหยุด มองเขาเหมือนประเมินศิลปิน แล้วเดินมานั่งตรงหน้าอย่างยอมรับในรสนิยม เหนือหยิบกุญแจจากปากมันได้ง่ายดาย
ปิ๊กหันมาหามะปราง “ถ้าจบเรื่องนี้เขาไม่จีบแก ฉันจะจีบแทนเพื่อไม่ให้ทักษะสูญเปล่า”
มะปรางหน้าแดง “ทำงาน”
กุญแจดอกนั้นเปิดตู้ไม้เก่าในห้องเก็บของ ภายในมีผ้าคลุม ป้ายทองเหลืองเก่าที่เขียนว่า “บุษบาบาน” และกล่องกระดาษผูกเชือก เมื่อคุณบุษบาเห็นป้าย เธอยกมือแตะมันอย่างทะนุถนอม
“ป้ายนี้หายไปตั้งแต่คืนที่คุณชิดชัยเสีย”
ในกล่องมีสมุดเยี่ยมหลายเล่ม เหลืองกรอบตามกาลเวลา หน้าแรก ๆ เต็มไปด้วยลายมือแขกเก่า มีทั้งคำชม คำบ่น สูตรแกงที่แม่ครัวแลกกับนักเดินทาง และโน้ตเล็ก ๆ จากเด็กคนหนึ่งที่เขียนว่า “ผมชอบลิฟต์ ถึงมันดึงรองเท้าแม่” มะปรางกับปิ๊กสบตากัน
“ลิฟต์มีประวัติ” ปิ๊กพูดเบา ๆ
คุณบุษบาเปิดสมุดเล่มสุดท้าย มือเธอสั่น เมื่อถึงหน้าที่คั่นด้วยใบหางนกยูงแห้ง ลายมือเรียบร้อยของคุณชิดชัยปรากฏอยู่
“บุษบาบานไม่ใช่โรงแรมที่ดีที่สุดในเมือง แต่เป็นโรงแรมที่ทำให้คนอยากกลับมาแก้คำบ่นของตัวเอง ขอให้เจ้าของอย่าขายความทรงจำนี้ให้ใครง่าย ๆ ถ้าจะซ่อม จงซ่อมให้ยังได้ยินเสียงกระดิ่งเดิม ถ้าจะเปลี่ยนป้าย จงเก็บป้ายเก่าไว้ เพราะชื่อที่ผ่านฝนมานาน มีแสงของมันเอง”
ทุกคนเงียบ แม้คุณนายทองม้วนก็เลียอุ้งเท้าเบาลงเหมือนเคารพจังหวะ
คุณบุษบาน้ำตาไหล “เขาไม่ได้โกรธ เขาฝากไว้”
มะปรางรู้สึกเหมือนมีมือมาบีบหัวใจ ความเข้าใจผิดทั้งหลายพาพวกเขามาถึงของจริง แต่ของจริงนี้ไม่ได้เกิดจากพลังของเธอ มันเกิดจากแมว กุญแจ และความทรงจำที่ถูกเก็บผิดที่
คุณแอน ผู้รีวิว ปิดแท็บเล็ต “กิจกรรมนี้ดีมากค่ะ เป็นธรรมชาติและมีเรื่องราว แต่คืนนี้เราจะมีไลฟ์สั้น ๆ แนะนำโรงแรมในช่องของแอป ถ้าทางโรงแรมพร้อม เราอยากให้เล่าเรื่องสมุดเยี่ยมกับการฟื้นฟูป้ายเก่า”
ปิ๊กตบมือเบา ๆ “นี่แหละดาวดวงที่สี่”
มะปรางมองเธอ “อย่าเพิ่งตั้งชื่อให้ทุกอย่าง”
เหนือยิ้ม “แล้วดาวดวงที่ห้าล่ะ”
ปิ๊กชี้มะปราง “ผู้กำกับเราต้องหาให้เจอคืนนี้”
คืนไลฟ์สดมาถึงเร็วจนมะปรางยังไม่ได้สารภาพ เธอเดินไปเดินมาในห้องอาหารที่ถูกจัดแสงอบอุ่น ป้ายทองเหลืองเก่าตั้งอยู่บนขาตั้ง มีสมุดเยี่ยมวางข้าง ๆ คุณบุษบาซ้อมเล่าเรื่อง พี่เดือนจัดน้ำสมุนไพร ลุงสมานยืนเฝ้ากระดิ่งเหมือนบอดี้การ์ดของเสียงกริ๊ง และคุณนายทองม้วนนอนบนเก้าอี้ที่ไม่มีใครกล้าเชิญลุกเพราะตอนนี้มันมีสถานะใกล้เคียงผู้ร่วมก่อตั้ง
ปิ๊กตรวจคิว “เริ่มด้วยคุณป้า เล่าประวัติ ต่อด้วยโชว์ป้าย ต่อด้วยเหนือเล่นเพลงเก่าที่แต่งใหม่ แล้วมะปรางพูดในฐานะผู้กำกับสารคดี”
มะปรางหยุดเดิน “ฉันพูดไม่ได้”
“ได้สิ แกพูดมาตั้งแต่วันแรกจนคนเชื่อว่าท่อประปามีภาวะทางอารมณ์”
“นั่นแหละปัญหา”
เหนือซึ่งนั่งตั้งสายกีตาร์อยู่เงยหน้า “ถึงเวลาแล้วใช่ไหม”
มะปรางพยักหน้า เธอเดินไปหาคุณบุษบา เหงื่อออกมือทั้งที่ห้องอาหารแอร์เย็น
“คุณป้าคะ หนูมีเรื่องต้องบอก”
คุณบุษบายิ้ม “เรื่องคุณชิดชัยใช่ไหมจ๊ะ ป้าก็มีเรื่องจะบอกหนูเหมือนกัน”
มะปรางชะงัก “ป้าก่อนก็ได้ค่ะ”
“ป้ารู้ว่าหนูไม่ได้คุยกับผีจริง ๆ”
ปิ๊กทำแฟ้มหล่น เหนือหยุดดีดกีตาร์ ตาลที่กำลังเช็กกล้องค่อย ๆ โผล่หน้าจากหลังขาตั้ง
มะปรางหน้าซีด “รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
คุณบุษบาหัวเราะเบา ๆ “ตั้งแต่หนูบอกว่าเขาขอรีวิว คุณชิดชัยเป็นคนเขียนยาวมาก ถ้าเขาจะกลับมา คงไม่พูดสั้นแค่นั้น เขาจะเริ่มด้วย ‘เรียนผู้เกี่ยวข้อง’ ก่อน”
ปิ๊กพึมพำ “ผีมีฟอร์แมตจดหมาย”
มะปรางก้มหน้า “หนูขอโทษค่ะ หนูกลัวไม่ได้ถ่าย กลัวโปรเจกต์พัง กลัวทุกคนผิดหวัง เลยปล่อยให้มันบานปลาย หนูไม่ได้ตั้งใจหลอกให้ป้าเสียใจ”
คุณบุษบามองเธออย่างอ่อนโยน “ป้าโกรธนิดหน่อยตอนแรก แต่พอเห็นหนูวิ่งช่วยทั้งวัน เห็นหนูฟังเรื่องโรงแรมจริง ๆ ป้าก็คิดว่า บางทีหนูไม่ได้คุยกับผี แต่หนูคุยกับสิ่งที่คนอื่นเลิกฟังไปแล้ว โรงแรมเก่ามันพูดผ่านเสียงเอี๊ยดอ๊าด ผ่านของหาย ผ่านแมวที่ขโมยกุญแจ”
ลุงสมานยกมือ “ขอเสริมว่าแมวไม่ได้ขโมย มันยืมโดยไม่แจ้งกำหนดคืน”
คุณบุษบายิ้ม “แต่หนูต้องพูดความจริงในไลฟ์นะจ๊ะ ไม่ใช่เพื่อประจานตัวเอง แต่เพื่อให้เรื่องนี้เป็นของจริง”
มะปรางกลืนน้ำลาย “ถ้าพูดแล้วคนไม่มาโรงแรมล่ะคะ”
คุณบุษบามองป้ายเก่า “ถ้าเขาจะมาเพราะผีอย่างเดียว เขาอาจผิดหวัง แต่ถ้าเขามาเพราะเราเป็นโรงแรมที่ยอมรับว่าพื้นเอียง ประตูไหล และยังพยายามดูแลความทรงจำ เขาอาจอยากกลับมาอีก”
เหนือเดินมายืนข้างมะปราง “เทคเดียวให้รอด”
มะปรางถอนหายใจ “นายช่วยเลิกพูดประโยคที่ทำให้ฉันอยากเอาไปใส่หนังได้ไหม”
“ไม่ได้ครับ ผมกำลังสร้างลิขสิทธิ์ทางอารมณ์”
ไลฟ์สดเริ่มต้นด้วยคุณแอนแนะนำโรงแรมบุษบาบาน กล้องแพนผ่านล็อบบี้สีอบอุ่น กระดิ่งเก่า ป้ายทองเหลือง และใบหน้าของคนที่ทั้งตื่นเต้นและพยายามไม่ดูตื่นเต้น คุณบุษบาเล่าเรื่องโรงแรมด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่เมื่อพูดถึงคุณชิดชัย เธอยิ้มเหมือนกำลังคุยกับแขกเก่าที่นั่งโต๊ะเดิม
เหนือเล่นเพลงที่แต่งจากทำนองเก่าในรูปถ่าย เสียงกีตาร์ทำให้ห้องอาหารเงียบอย่างมีความสุข พี่เดือนยืนถือถาดน้ำตาแดง ลุงสมานแกล้งมองเพดานเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขาซึ้ง คุณนายทองม้วนหาวหนึ่งครั้งตรงท่อนเปลี่ยนคอร์ด ซึ่งปิ๊กกระซิบว่า “รีวิวสดจากผู้เชี่ยวชาญ”
แล้วถึงคิวมะปราง
เธอยืนหน้ากล้อง มือเย็น แต่สายตาเห็นเพื่อน ๆ อยู่หลังเลนส์ ปิ๊กพยักหน้าแรงจนผมหน้าม้าแทบปลิว ตาลยกนิ้วโป้ง เหนือยิ้มเล็ก ๆ คุณบุษบามองมาอย่างไว้ใจ
“สวัสดีค่ะ หนูมะปราง นักศึกษาที่มาถ่ายสารคดีเกี่ยวกับโรงแรมนี้ค่ะ ตอนมาถึงวันแรก หนูได้ยินเสียงแปลก ๆ จากชั้นบน แล้วเพราะความกลัวว่าจะเสียโอกาส หนูทำผิดพลาดค่ะ หนูปล่อยให้คนเข้าใจว่าหนูสื่อสารกับแขกเก่าของโรงแรมได้”
คอมเมนต์ในไลฟ์ไหลเร็วขึ้น ปิ๊กสูดหายใจ มะปรางพูดต่อก่อนความกลัวจะลากเธอกลับ
“ความจริงคือเสียงหลายอย่างมีคำอธิบาย วิทยุรับคลื่นจากร้านซ่อม พื้นห้องเอียง ประตูไหล แมวชื่อคุณนายทองม้วนมีพรสวรรค์ด้านการจัดหมอน และลิฟต์ที่นี่…มีความเห็นส่วนตัวกับรองเท้าคน”
คนในห้องหัวเราะ คุณแอนก็หลุดยิ้ม มะปรางเริ่มหายใจได้
“แต่ระหว่างที่พวกเราพยายามตามหาสิ่งที่คิดว่าเป็นผี เรากลับเจอสมุดเยี่ยมเก่า เจอป้ายโรงแรมที่หายไป เจอข้อความจากคนคนหนึ่งที่รักที่นี่มากพอจะบ่นอย่างตั้งใจ หนูเลยคิดว่า บางครั้งสถานที่เก่าไม่ได้ต้องการให้เรากลัว มันต้องการให้เราฟัง ฟังว่าตรงไหนควรซ่อม ตรงไหนควรเก็บไว้ และตรงไหนควรขอโทษที่เราเคยมองข้าม”
เธอหันไปหาคุณบุษบา “หนูขอโทษคุณป้าอีกครั้งค่ะ และขอบคุณที่ให้หนูถ่ายเรื่องจริง แม้มันจะเริ่มจากเรื่องไม่จริงของหนู”
คุณบุษบาเดินเข้ามากอดเธอหน้ากล้อง เสียงกระดิ่งเคาน์เตอร์ดังขึ้นเบา ๆ เพราะลุงสมานเผลอเอาศอกไปโดน แต่จังหวะพอดีเหมือนสัญญาณปิดฉาก ทุกคนหัวเราะทั้งน้ำตา
ทันใดนั้น ไฟในห้องกะพริบหนึ่งครั้ง
ทุกคนหยุด
พี่เดือนเงยหน้า “หลอด?”
ลุงสมานรีบพูด “ผมเพิ่งเปลี่ยนเมื่อเช้า”
วิทยุเก่าที่ตั้งประดับอยู่ข้างสมุดเยี่ยมดังซ่า ทั้งที่มะปรางมั่นใจว่าไม่มีถ่าน เสียงชายจากคลื่นวิทยุฝั่งตรงข้ามแทรกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ชัดเจนอย่างประหลาด “…บริการดี…ห้าดาว…”
ความเงียบหนึ่งจังหวะผ่านไป ก่อนคุณแอนจะหัวเราะ “ถ้านี่เป็นการจัดฉาก ต้องบอกว่าเนียนมากค่ะ”
มะปรางยกมือทั้งสอง “หนูสาบานว่าไม่ได้จัดค่ะ”
ปิ๊กกระซิบเข้ากล้องโดยลืมว่ากล้องยังไลฟ์ “ถ้าผีจะช่วยการตลาด ขอให้ส่งใบเสนอราคามาก่อนนะคะ งบเราบาง”
คอมเมนต์หัวเราะพรึบ พี่เดือนกดกระดิ่งแก้เขิน คุณนายทองม้วนกระโดดขึ้นโต๊ะ เหยียบสมุดเยี่ยม แล้วรอยอุ้งเท้าสีฝุ่นก็ประทับลงตรงหน้าว่างใต้ข้อความของคุณชิดชัยพอดี เหมือนลายเซ็นแมว
เหนือมองมะปราง “ดาวดวงที่ห้า?”
มะปรางมองรอบห้อง เห็นคุณบุษบาหัวเราะกับพนักงาน เห็นผู้รีวิวถ่ายภาพ เห็นเพื่อน ๆ ของเธอทำงานโดยไม่ต้องหลอกใครอีก เธอยิ้ม
“ไม่ใช่ผี ไม่ใช่คะแนน” เธอตอบ “น่าจะเป็นคนที่ยังอยู่แล้วช่วยกันทำให้ที่นี่มีแสง”
ปิ๊กเบะปาก “ซึ้งมาก แต่ยาวไปสำหรับแฮชแท็ก”
หลังไลฟ์จบ ยอดคนดูสูงกว่าที่คาด คอมเมนต์ส่วนใหญ่ชอบความจริงใจ บางคนบอกอยากมาพักห้องที่ประตูไหล บางคนถามว่าคุณนายทองม้วนมีตารางพบแฟนคลับไหม คุณแอนบอกว่าจะให้คะแนนหลังพักครบคืน แต่ยิ้มแบบที่ทำให้ทุกคนพอเดาได้
ดึกนั้น มะปรางนั่งอยู่หน้าห้อง 304 กับเหนือ ทางเดินเงียบ ไฟสีเหลืองทำให้ผนังเก่าดูเหมือนภาพถ่ายที่ยังไม่ซีด
“วันนี้คุณทำดีนะ” เหนือพูด
มะปรางกอดเข่า “ฉันทำพังก่อน แล้วค่อยทำดี ถือว่าเฉลี่ยได้ไหม”
“ชีวิตคนเราคงเป็นคะแนนเฉลี่ยสะสมแบบนั้นแหละครับ”
“นายพูดเหมือนจะมีเพลงอีกแล้ว”
“มีครับ แต่กลัวคุณให้สองดาว”
เธอหัวเราะเบา ๆ “ฉันอาจให้สาม ถ้ามีท่อนฮุกดี”
เหนือมองเธอ “แล้วถ้าผมชวนคุณไปกินโจ๊กหลังปิดกอง จะได้กี่ดาว”
มะปรางทำเป็นคิดนาน “ขึ้นอยู่กับว่าโจ๊กมีปาท่องโก๋ไหม”
“มีครับ ผมตรวจรีวิวแล้ว”
“งั้นสี่ดาวครึ่ง”
“อีกครึ่งหายไปไหน”
“เผื่อไว้ให้การพัฒนาในอนาคต”
เหนือยิ้ม “คำวิจารณ์ที่ทำให้คนอยากกลับมาแก้”
มะปรางมองประตูห้อง 304 แล้วพูดเบา ๆ “คุณชิดชัยคงภูมิใจ”
ประตูแง้มเองเล็กน้อยเพราะพื้นเอียงเหมือนเดิม ทั้งคู่มองกัน แล้วหัวเราะพร้อมกันโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก
หนึ่งเดือนต่อมา สารคดีของมะปรางฉายที่หอประชุมคณะ ชื่อเรื่องเปลี่ยนจาก “บุษบาบาน: โรงแรมเก่ากับหัวใจใหม่” เป็น “ฟังเสียงพื้นเอียง” อาจารย์ที่ปรึกษาดูจบแล้วเงียบไปนานจนมะปรางเกือบเป็นลม สุดท้ายอาจารย์พูดว่า “งานนี้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่จริงใจ และมีจังหวะตลกที่ไม่หนีความจริง ดีมาก”
ปิ๊กกระซิบ “แปลว่าได้เกรดอะไร”
อาจารย์มองลอดแว่น “แปลว่าอย่าถามตอนอาจารย์กำลังซึ้ง”
ทั้งหอประชุมหัวเราะ มะปรางหันไปเห็นคุณบุษบา พี่เดือน ลุงสมาน และคุณนายทองม้วนที่ถูกพามาในตะกร้าพิเศษนั่งแถวหน้า คุณนายทองม้วนหลับตลอดเรื่อง แต่ตื่นพอดีตอนคนปรบมือ จึงยืดตัวรับเสียงเหมือนเป็นผู้กำกับร่วม
หลังฉายจบ คุณบุษบายื่นซองให้มะปราง ในซองมีสำเนาหน้าสมุดเยี่ยมของคุณชิดชัย และกระดาษแผ่นใหม่ที่มีลายมือคุณบุษบาเขียนว่า “ถึงทีมเด็กวุ่นวาย ขอบคุณที่ทำให้โรงแรมได้ยินเสียงตัวเองอีกครั้ง รีวิวห้าดาวสำหรับความพยายาม แม้ตอนแรกจะติดลบเพราะโกหก”
มะปรางหัวเราะทั้งน้ำตา “คุณป้าเขียนตรงมากค่ะ”
คุณบุษบายิ้ม “เรียนรู้จากนักรีวิวที่ดีจ้ะ”
เหนือเดินมาพร้อมถุงปาท่องโก๋ “ฉลองไหมครับ ผู้กำกับ”
ปิ๊กโผล่มาระหว่างทั้งคู่ “ฉลองได้ แต่ฉันขอเป็นผู้จัดการคิวเดต เพราะจากประสบการณ์ ถ้าปล่อยผู้กำกับคนนี้ด้นสด อาจมีคนเข้าใจว่าแต่งงานกับผี”
มะปรางผลักไหล่เพื่อนเบา ๆ “แกนี่นะ”
ตาลยกกล้องขึ้นถ่ายภาพหมู่ “ทุกคนมองกล้องค่ะ หนึ่ง สอง สาม”
ลุงสมานกดกระดิ่งที่พกมาจากโรงแรมดัง กริ๊ง พี่เดือนยิ้มพอดีไม่มากไป คุณบุษบาหัวเราะ เหนือยกถุงปาท่องโก๋ ปิ๊กทำท่าชูแฟ้ม มะปรางยิ้มเต็มหน้า และคุณนายทองม้วนหันก้นให้กล้องด้วยความมั่นใจระดับห้าดาว
ภาพนั้นไม่สมบูรณ์แบบ มีคนหลับตา มีเงาแฟ้มบังหน้าเหนือครึ่งหนึ่ง และมะปรางยังผูกเชือกรองเท้าข้างซ้ายเป็นปมประหลาดหลังจากเหตุการณ์ลิฟต์ แต่เธอชอบมันมาก เพราะทุกคนอยู่ในภาพเดียวกันโดยไม่มีใครต้องแกล้งเป็นอย่างอื่น
เย็นวันนั้น มะปรางกลับไปที่โรงแรมบุษบาบานเพื่อถ่ายช็อตสุดท้ายสำหรับเวอร์ชันส่งเทศกาล ป้ายทองเหลืองเก่าถูกติดไว้ข้างป้ายใหม่อย่างสง่างาม ใต้ป้ายมีสมุดเยี่ยมเล่มใหม่วางให้แขกเขียน เธอเปิดหน้าล่าสุด เห็นข้อความจากแขกคนหนึ่งเขียนว่า “ห้องสะอาด พนักงานน่ารัก แมวหยิ่งแต่มีเสน่ห์ พื้นเอียงนิดหน่อยแต่หัวใจตรงมาก”
มะปรางยิ้ม หยิบปากกา เขียนใต้ข้อความนั้นว่า “ขอบคุณที่ฟังเสียงโรงแรม”
เหนือยืนรอที่ประตู “ไปกินโจ๊กไหมครับ”
มะปรางปิดสมุด “วันนี้ฉันให้ห้าดาวล่วงหน้า”
“ไม่เผื่อพัฒนาแล้วเหรอ”
“เผื่ออย่างอื่นแทน”
“อะไรครับ”
เธอเดินผ่านเขาไป หยุดตรงลิฟต์ที่ครั้งหนึ่งเคยกินรองเท้า แล้วหันมายิ้ม “เผื่อรองเท้าฉันรอดถึงร้านโจ๊ก”
ลิฟต์เปิดออกช้า ๆ ครืด เหมือนคนแก่หัวเราะในลำคอ มะปรางก้าวเข้าไปอย่างระวัง เหนือตามเข้ามา ปิ๊กที่โผล่มาจากไหนไม่รู้รีบแทรกก่อนประตูปิด
“ฉันไปด้วย เพื่อความปลอดภัยของเรื่องเล่า”
มะปรางถอนหายใจ “แกไม่มีบ้านเหรอ”
“มี แต่บ้านไม่มีโจ๊กและความสัมพันธ์ที่ต้องกำกับ”
เหนือกดปุ่มชั้นล่าง “งั้นถือว่าเป็นฉากหลังเครดิต”
ปิ๊กชี้หน้าเขา “พูดดี ได้อยู่ต่อ”
ประตูลิฟต์ปิดลง คราวนี้ไม่มีรองเท้าติด ไม่มีไฟกะพริบ ไม่มีเสียงวิทยุ มีเพียงเสียงหัวเราะสามคนในกล่องเหล็กเก่า ๆ ที่ค่อย ๆ เคลื่อนลงไปชั้นล่างอย่างนุ่มนวลกว่าที่ใครคาดไว้ และถ้ามีใครสักคนในห้อง 304 กำลังฟังอยู่ เขาคงเขียนรีวิวสั้น ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตว่า ดีขึ้นมาก กลับมาอีกแน่นอน