เสียงเงียบก่อนฉาย
เครื่องฉายเก่าของชมรมภาพยนตร์ส่งเสียงครืดคราดเหมือนกำลังเคี้ยวอะไรแข็ง ๆ ก่อนภาพบนผนังจะกระตุกเป็นสีขาวโพลนทั้งแผ่น ห้องชมรมที่อัดแน่นด้วยนักศึกษาปีหนึ่งเงียบไปครึ่งวินาที แล้วเสียงโวยวายก็ดังขึ้นพร้อมกันเหมือนมีคนเปิดสวิตช์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าขยับปลั๊ก!” หลินร้องจากหลังโต๊ะควบคุม เธอใช้ข้อศอกดันกองกล่องดีวีดีออกจากทาง มือหนึ่งจับสายสัญญาณ อีกมือควานหาเทปกาวในกระเป๋าผ้า “ใครเหยียบสายเอชดีเอ็มไอเมื่อกี้ ยกเท้าออกช้า ๆ นะ ช้า ๆ แบบหอยทากที่ยังไม่อยากโต”
ปีหนึ่งผู้ชายที่ยืนใกล้ปลั๊กทำหน้าค้าง “ผมเหรอพี่”
“ถ้ารองเท้าผ้าใบสีเขียวคู่นั้นเป็นของผี ก็ไม่ใช่เธอ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ กระจายไปทั่วห้อง ความตึงเครียดคลายลงนิดเดียว แต่หลินยังไม่ได้ยิ้ม เธอก้มลงจนปอยผมสั้นตกมาปิดแก้ม ปากคาบฝาเทปกาวไว้ เธอเป็นผู้กำกับหนังสั้นประจำชมรมปีสอง ตัวเล็ก ไหล่เกร็ง และมีสายตาแบบคนที่เห็นเฟรมในหัวตลอดเวลา เธอไม่ชอบอะไรหลุดจากแผน โดยเฉพาะตอนมีคนยี่สิบกว่าคนรอดูหนังเปิดรับสมาชิกใหม่
“ไฟเครื่องฉายไม่เสถียร” เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าต่างด้านหลังห้อง “ไม่ใช่สายภาพ”
หลินหันขวับ “พี่ภูมิ ถ้ารู้แล้วก็ช่วยเดินมาบอกใกล้ ๆ ได้ไหมคะ ไม่ใช่บรรยายสารคดีจากป่าชายเลน”
ภูมิยกมือเหมือนยอมแพ้ เขานั่งอยู่ขอบหน้าต่างมาตั้งแต่ต้น หูฟังครอบคอ เสื้อยืดสีซีดมีรอยหมึกตรงแขน กางเกงยีนส์พับขาไม่เท่ากัน เขาเป็นรุ่นพี่ปีสามที่รับผิดชอบงานเสียงของชมรม แต่ดูเหมือนรับผิดชอบโลกนี้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคงฝากไว้กับเครื่องบันทึกเสียงตัวเล็กที่ห้อยติดกระเป๋าอยู่เสมอ
เขาเดินผ่านกลุ่มปีหนึ่งไปอย่างไม่รีบร้อน หลินถลึงตาใส่ “เร็วขึ้นได้อีกนิดไหมคะ หนังจะกลายเป็นละครใบ้แล้ว”
“ละครใบ้ก็ดีออก ไม่ต้องซับ”
“พี่ภูมิ”
“โอเค ๆ” เขาก้มดูเครื่องฉาย เอานิ้วแตะช่องระบายความร้อน แล้วดึงปลั๊กพัดลมตัวเล็กจากใต้โต๊ะมาต่อกับปลั๊กพ่วงอีกช่อง “มันร้อนเกิน พัดลมตัวนี้หันผิดด้าน ใครตั้งให้เป่ากำแพง”
หลินชะงัก มือที่ถือเทปกาวหยุดกลางอากาศ เธอจำได้ว่าเป็นตัวเองที่หันพัดลมไปทางนั้นเพราะกลัวเสียงพัดลมเข้าคลิปแนะนำชมรม
ภูมิไม่มองหน้าเธอ เขาหมุนพัดลมเข้าหาเครื่องฉาย เสียงใบพัดดังวืด ภาพบนผนังกลับมาช้า ๆ จากขาวโพลนเป็นโลโก้ชมรมที่หลินทำเองทั้งคืน
ปีหนึ่งปรบมือ หลินผ่อนลมหายใจ แต่ยังทำท่าเหมือนไม่ได้โล่งใจมากนัก เธอกดเล่นไฟล์ หนังสั้นแนะนำเริ่มขึ้น เสียงเปียโนเปิดเรื่องดังจากลำโพงซ้ายข้างเดียว
ภูมิก้มไปใกล้แผงมิกเซอร์ “ลำโพงขวาตาย”
“อย่าพูดคำว่าตายในงานรับน้องชมรมได้ไหมคะ”
“งั้นลำโพงขวากำลังพิจารณาชีวิต”
หลินกัดริมฝีปากไม่ให้หลุดหัวเราะ เธอเหลือบมองเขาแค่เสี้ยววินาที ภูมิกำลังถอดสายแจ็ก เปลี่ยนช่อง แล้วเคาะลำโพงเบา ๆ เหมือนปลุกเพื่อนที่หลับในคาบเช้า เสียงกลับมาครบสองข้างพอดีกับภาพตัดเข้าช็อตสมาชิกชมรมวิ่งถือกล้องข้ามสนามหญ้า
เมื่อไฟในห้องดับลงเพื่อฉายหนัง ด้านข้างใบหน้าของภูมิถูกแสงจากจอแต้มเป็นสีฟ้า เขานั่งลงบนพื้นข้างโต๊ะควบคุม มือถือสายเสียงไว้ไม่ปล่อย หลินยืนอยู่ข้างเขา คอยดูภาพทุกเฟรม หัวใจยังเต้นเร็วจากความผิดพลาดเล็ก ๆ ที่เกือบทำให้เปิดงานพัง
เสียงปีหนึ่งหัวเราะกับมุกในหนัง เธอค่อย ๆ คลายมือจากขอบโต๊ะ ภูมิยื่นลูกอมรสมะนาวให้โดยไม่เงยหน้า
“อะไรคะ”
“มือสั่น”
“ไม่ได้สั่น”
“งั้นลูกอมสั่นเอง”
หลินมองลูกอมในมือเขาอยู่นาน แล้วรับมาแกะเงียบ ๆ รสมะนาวเปรี้ยวจนเธอหรี่ตา ภูมิยิ้มมุมปาก แต่พอเธอหันไปมอง เขาก็ทำเป็นตั้งใจฟังเสียงลำโพงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หนังแนะนำชมรมจบด้วยเสียงปรบมือแน่นห้อง ประธานชมรมที่ชื่อกอบัวลุกขึ้นพูดเรื่องกิจกรรมประจำปี เธอเป็นปีสาม ผมยาวรวบต่ำ พูดไวเหมือนกลัวประโยคจะหนีไปก่อน “ปีนี้เราจะทำหนังสั้นส่งเทศกาลมหาวิทยาลัย หัวข้อคือ ‘พื้นที่ที่ไม่มีใครฟัง’ ใครสนใจสมัครทีมได้เลย เราต้องการทุกตำแหน่ง ตั้งแต่คนเขียนบท คนกล้อง นักแสดง ยันคนถือพัดลมให้เครื่องฉายไม่สุก”
ปีหนึ่งหันไปหัวเราะ หลินแกล้งจัดกระดาษบนโต๊ะ ภูมิเอียงคอมองเครื่องฉายเหมือนจะขอโทษแทนมัน
กอบัวมองมาทางหลิน “ผู้กำกับหลักคือหลินนะ ส่วนเสียงให้ภูมิดูเหมือนเดิม แต่ปีนี้กติกาเข้มขึ้น เราต้องส่งบทแรกภายในสิบวัน ส่งร่างตัดต่อภายในหกสัปดาห์ ใครหนีงานจะถูกเอาชื่อไปแปะหน้าห้องน้ำชมรม”
“พี่บัว นั่นผิดกฎมหาลัยไหม” เด็กปีหนึ่งถาม
“ไม่รู้ แต่ได้ผล”
เสียงหัวเราะดังอีกครั้ง หลินหยิบสมุดจดขึ้นมา เธอมีไอเดียอยู่แล้ว เธอต้องการทำหนังที่เรียบร้อย คมชัด และพอจะพาเธอไปสมัครทุนแลบภาพยนตร์ฤดูร้อนที่กรุงเทพได้ ทุนนั้นรับนักศึกษาน้อยมาก แต่ถ้าเธอได้ หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นผู้กำกับจริง ๆ ไม่ใช่แค่เด็กชมรมที่ตัดต่อเก่งในห้องแอร์เสีย
ภูมิเอนหลังพิงโต๊ะ “หัวข้อนี้น่าสนใจนะ”
หลินเขียนคำว่า ‘พื้นที่เงียบ’ ลงบนหน้ากระดาษ “พี่จะพูดว่าอยากอัดเสียงห้องน้ำชายตอนตีสองใช่ไหม”
“ยังไม่เคยลอง แต่เธอพูดแล้วก็น่าสน”
“ลืมไปเลยค่ะ หนังของฉันจะมีบท มีตัวละคร มีแสง ไม่ใช่คลิปเสียงจิ้งหรีดประกอบภาพกำแพง”
ภูมิเอียงหน้าเข้ามาดูสมุด เธอรีบเอามือปิด เขาหยุด ไม่ได้แย่ง แค่ถอยออกนิดหนึ่ง “หนังของเธอ?”
หลินรู้ตัวว่าพูดเร็วเกินไป เธอปิดฝาปากกา “หมายถึงหนังของทีม”
“อืม หนังของทีม” เขาพูดตามเบา ๆ น้ำเสียงไม่ประชด แต่ทิ้งบางอย่างไว้ในอากาศ
คืนนั้นหลังปีหนึ่งทยอยกลับ ห้องชมรมเหลือเพียงกลิ่นฝุ่นจากผ้าม่านและแสงนีออนที่กะพริบเป็นจังหวะ กอบัวนั่งคัดใบสมัครสมาชิกใหม่ที่พื้น ส่วนเม่น เพื่อนร่วมรุ่นของหลิน ผู้ชำนาญการทำให้บรรยากาศไม่เงียบเกินสิบวินาที กำลังนับกล้องที่ยืมจากภาควิชา
“กล้องตัวสามเลนส์ฝืด” เม่นบ่น “ใครเอาไปถ่ายแมวแล้วไม่เช็ดขนออกเนี่ย”
“แมวมีสิทธิ์เข้าสู่วงการภาพยนตร์” ภูมิพูดจากมุมห้อง
เม่นชี้หน้า “พี่ภูมิ ถ้าหนังเราได้รางวัล ผมจะขึ้นเวทีขอบคุณแมวก่อนผู้สนับสนุน”
หลินนั่งหน้าคอม เปิดไฟล์โน้ต เธอตั้งชื่อเอกสารว่า ‘พื้นที่เงียบ_v1’ แล้วเริ่มพิมพ์ฉากแรก เด็กสาวคนหนึ่งย้ายเข้าเมืองใหญ่และพบห้องซ้อมดนตรีร้างที่ไม่มีใครเข้าไป เธออยากเล่าเรื่องคนที่ถูกมองข้าม แต่ยิ่งพิมพ์ ยิ่งรู้สึกว่าประโยคแข็งเหมือนกำแพงที่ยังไม่ทาสี
ภูมิเดินมาวางเครื่องบันทึกเสียงบนโต๊ะเธอ “พรุ่งนี้เย็นว่างไหม”
หลินไม่เงยหน้า “ถ้าจะชวนไปอัดเสียงห้องน้ำชาย ไม่ว่างตั้งแต่ชาติที่แล้วค่ะ”
“จะชวนไปฟังห้องสมุดปิด”
นิ้วเธอหยุดบนแป้นพิมพ์ “ฟัง?”
“หัวข้อคือพื้นที่ที่ไม่มีใครฟัง เราอาจต้องเริ่มจากฟังก่อน”
“ฉันต้องเขียนบท”
“บทอาจอยู่ตรงนั้น”
หลินหันไปมองเขา ภูมิไม่ได้ทำหน้าเหนือกว่า ไม่ได้ยิ้มกวนด้วยซ้ำ แค่รอเหมือนคนยืนถือประตูไว้ให้ เธอไม่ชอบความคิดที่ว่าเขาอาจพูดถูก
กอบัวโผล่หน้าจากกองใบสมัคร “ไปเถอะหลิน พรุ่งนี้ฉันประชุมสภาชมรม เม่นต้องแก้เลนส์ พี่ภูมิควรมีคนคุมไม่ให้แอบอัดเสียงลิฟต์ทั้งคืน”
เม่นยกมือ “เห็นด้วย ผมเคยติดลิฟต์กับพี่ภูมิสามนาที พี่เขาบอกว่าเสียงสายเคเบิลมีความเหงา ผมกลัวมาก”
ภูมิพยักหน้า “มันเหงาจริง”
หลินถอนหายใจ เธอพิมพ์จุดไว้ท้ายประโยคที่ยังไม่จบ “ห้าโมงครึ่ง ถ้าพี่สาย ฉันกลับ”
“ถ้าเธอสาย?”
“ฉันไม่สาย”
ภูมิยิ้ม “งั้นตกลง”
วันถัดมา ห้องสมุดกลางช่วงใกล้ปิดมีเสียงที่หลินไม่เคยสังเกตมาก่อน เสียงเครื่องสแกนบัตรดังติ๊ด ๆ หน้าประตู เสียงลากเก้าอี้ไม้ เสียงนักศึกษากระซิบขอโทษตอนเดินชนโต๊ะ เสียงพนักงานห้องสมุดปิดลิ้นชักเก็บปากกาอย่างเบามือ เธอเดินตามภูมิผ่านชั้นหนังสือสูง เขายกนิ้วแตะริมฝีปากเมื่อเข้าใกล้โซนอ่านเดี่ยว
หลินกระซิบ “ฉันรู้ว่าห้องสมุดต้องเงียบค่ะ”
ภูมิกระซิบตอบ “ไม่ใช่ เพราะตรงนี้แอร์ดังเหมือนเรือ”
เธอเผลอหลุดขำ เสียงหัวเราะเบามาก แต่เด็กผู้หญิงที่อ่านหนังสืออยู่เงยหน้ามอง หลินรีบก้มขอโทษ หน้าอุ่นขึ้นนิด ๆ ภูมิยื่นหูฟังข้างหนึ่งให้ เธอมองอย่างระแวง
“ใส่สิ”
“ไม่มีเสียงผีใช่ไหม”
“มีแต่เสียงคนคืนหนังช้า”
หลินรับหูฟังมาใส่ข้างหนึ่ง ภูมิกดเล่นไฟล์ที่เพิ่งอัด เสียงในห้องสมุดผ่านไมค์ของเขาไม่ได้เงียบ มันมีชั้นของลมหายใจ กระดาษพลิก ปลายปากกาขีดใต้ข้อความ ใครบางคนสูดน้ำมูกแล้วพยายามทำให้เบาที่สุด เธอหลับตาโดยไม่ตั้งใจ ภาพในหัวไม่ใช่ห้องซ้อมดนตรีร้างอีกต่อไป แต่เป็นโต๊ะอ่านหนังสือปลายแถว เด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นทุกเย็นเพื่อรอให้มีใครสักคนถามว่าเหนื่อยไหม
ภูมิกระซิบ “เห็นอะไรไหม”
“เห็นคนที่ไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงตัวเองร้องไห้”
เขาหันมามอง เธอรู้ตัวว่าพูดมากกว่าที่ตั้งใจ จึงรีบถอดหูฟัง “หมายถึงตัวละครนะ”
“อืม ตัวละคร”
พนักงานประกาศปิดห้องสมุด เสียงลำโพงแตกพร่าเล็กน้อย ทุกคนเริ่มเก็บของ หลินหยิบสมุดขึ้นมาเขียนเร็ว ๆ ภูมิเดินช้าลงเพื่อให้เธอเขียนทัน เมื่อเธอเกือบชนชั้นหนังสือ เขายื่นมือมาจับขอบสมุดไว้ ไม่ได้แตะมือเธอ
“เสา” เขาบอก
“เห็นแล้ว”
“เมื่อกี้ยังไม่เห็น”
“ขอบคุณค่ะ คุณป้ายจราจร”
พวกเขาออกมายืนหน้าห้องสมุด ฟ้ายังสว่างปลาย ๆ นักศึกษาปั่นจักรยานผ่านไปเป็นระยะ หลินเปิดสมุดอ่านสิ่งที่เขียน “ตัวละครหลักชื่ออิง เธอเป็นคนดูแลห้องฉายเก่าของมหาลัย ทุกคืนเธอเปิดหนังให้เก้าอี้ว่าง เพราะคิดว่าไม่มีใครอยากฟังเธอพูด”
ภูมิพิงราวบันได “ทำไมเธอคิดว่าไม่มีใครอยากฟัง”
หลินกดปลายปากกากับกระดาษ “เธอพูดติดขัดเวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะ ๆ”
ลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านรองเท้าผ้าใบของภูมิ เขาไม่ได้ถามว่าเหมือนเธอไหม ไม่ได้ทำเสียงอ่อนโยนจนเธออยากหนี เขาแค่พยักหน้า “แล้วคนที่ฟังเธอได้เป็นใคร”
“ยังไม่รู้”
“ให้เป็นคนเก็บเสียงในมหาลัยไหม คนที่อัดเสียงทุกที่ เพราะกลัววันหนึ่งจะจำอะไรไม่ได้”
“เหมือนพี่?”
ภูมิหลบตาไปที่สนามหญ้า “ไม่ต้องเหมือนมากก็ได้ เดี๋ยวตัวละครโดนด่าว่าน่ารำคาญ”
หลินมองหน้าเขา แล้วเขียนเพิ่ม “เขาชื่อวิน ไม่ค่อยอธิบายตัวเอง เลยทำให้คนอื่นหงุดหงิด”
“อันนี้เหมือนมาก”
เธอยิ้มลงสมุด ครั้งนี้ไม่ได้รีบซ่อน
การทำหนังเริ่มขึ้นด้วยเสียงกระดิ่งประตูชมรมตอนแปดโมงเช้าวันเสาร์ หลินมาถึงก่อนทุกคนเพื่อแปะตารางถ่ายทำบนผนัง เธอใช้เทปสีแบ่งวัน เวลา ฉาก อุปกรณ์ และชื่อคนรับผิดชอบอย่างละเอียด เม่นเข้ามาพร้อมขนมปังสองถุงและสภาพเหมือนยังไม่ตื่น
“หลิน เธอทำตารางเหมือนจะปล่อยยานอวกาศ”
“หนังไม่พังเพราะตารางละเอียดหรอก”
“มันจะพังเพราะคนอ่านแล้วรู้สึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
กอบัวตามเข้ามา ถือแก้วกาแฟและเอกสารทุนของชมรม “วันนี้ฉันอยู่ถึงบ่ายสามนะ ต้องไปซ้อมพิธีกรงานเทศกาลต่อ ใครทะเลาะกันให้รอฉันกลับก่อน ฉันชอบดูสด”
ภูมิมาช้ากว่านัดเจ็ดนาที หลินยกนาฬิกาข้อมือให้ดู เขาหยุดหน้าประตู ยกถุงลูกอมรสมะนาวขึ้นมา
“ค่าปรับ”
เธอรับถุงไปแต่ยังทำหน้าขรึม “เจ็ดนาทีไม่หายด้วยลูกอม”
“งั้นเพิ่มเสียงนกที่อัดมาตอนเช้า”
“ฉันไม่ได้ต้องการเสียงนก”
“ยังไม่ได้ฟังเลย”
เม่นยื่นหน้าเข้ามา “ผมต้องการครับ ถ้ามันช่วยให้หลินเลิกทำตาเหมือนจะตัดชื่อผมออกจากเครดิต”
หลินชี้ไปที่กล้อง “ไปเช็กแบต”
พวกเขาถ่ายฉากแรกในห้องฉายเก่าของคณะศิลปกรรม ห้องเล็ก ๆ ที่มีผนังลอก สีครีมหม่น และเก้าอี้พับเรียงไม่เป็นระเบียบ นักแสดงปีหนึ่งชื่อแพรรับบทอิง เธอซ้อมบทโดยจับชายเสื้อแน่น หลินยืนหน้ามอนิเตอร์ อธิบายจังหวะด้วยน้ำเสียงเร็ว
“แพรเดินเข้ามา หยุดตรงแถวสาม มองเก้าอี้ว่าง แล้วพูดประโยคนี้เหมือนกลัวมันได้ยินเกินไป เข้าใจไหม”
แพรพยักหน้า แต่ตายังสับสน “พี่หลินคะ กลัวเก้าอี้ได้ยินคือยังไง”
เม่นกระซิบกับภูมิ “คำถามดี ผมก็กลัวเก้าอี้บางตัว”
หลินหายใจเข้า เธอรู้ว่าตัวเองอธิบายด้วยภาพในหัวมากเกินไป “คือ…คืออิงอยากพูด แต่ถ้ามีใครได้ยิน เธอจะรู้สึกว่าโดนจับได้”
แพรลองพยักหน้าอีกครั้ง ภูมิเดินไปวางไมค์บูม แล้วพูดกับแพรเบา ๆ “คิดถึงตอนเราร้องเพลงในห้องน้ำแล้วมีคนเคาะประตู”
แพรหัวเราะทันที “อ๋อ แบบนั้นเข้าใจค่ะ”
หลินเม้มปาก เธอไม่ชอบที่เขาอธิบายได้ง่ายกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วย เธอยกมือ “ซ้อมหนึ่งรอบ กล้องยังไม่เดิน”
แพรเดินเข้าฉาก จังหวะดีขึ้น เธอหยุดที่แถวสาม แตะพนักเก้าอี้ แล้วพูดเบามาก “วันนี้มีใครอยากฟังหนูไหม”
ห้องเงียบจนได้ยินเสียงหลอดไฟ ภูมิยกนิ้วโป้งให้จากหลังกล้อง หลินมองภาพในมอนิเตอร์ เฟรมที่เธอวางไว้เริ่มมีลมหายใจ
“ถ่ายจริง” เธอบอก
ตลอดบ่าย ความแตกต่างระหว่างหลินกับภูมิโผล่มาทุกครึ่งชั่วโมง เธอต้องการปิดแอร์เพราะเสียงรบกวน เขาบอกว่าถ้าปิดนาน นักแสดงจะเหงื่อออกจนต่อช็อตไม่ติด เธอต้องการให้แพรพูดประโยคเดิมสิบครั้ง เขาบอกว่าเทคที่สามดีที่สุดเพราะเสียงสั่นพอดี เธออยากถ่ายช็อตแทรกมือจับเก้าอี้เพิ่ม เขาชี้ว่าแดดกำลังหาย ถ้าไม่อัดเสียงห้องตอนนี้จะเสียบรรยากาศ
“พี่ภูมิ นี่ฉากภาพนำ ไม่ใช่พอดแคสต์”
“หนังไม่มีเสียงก็เหลือครึ่งเดียว”
“แต่ถ้าไม่มีภาพก็ไม่มีหนัง”
“งั้นเราต่างคนต่างมีครึ่งหนึ่ง ถือว่าแฟร์”
เม่นยกกล้องค้างไว้ “ผมคืออะไรครับ เศษเลนส์?”
แพรหัวเราะจนต้องแต่งหน้าใหม่ หลินหันไปดุเม่น แต่เสียงหัวเราะในกองถ่ายทำให้ความเหนื่อยเบาบางลง เธอเริ่มสังเกตว่าภูมิไม่ได้ขัดเพื่อชนะ เขาขัดเมื่อสิ่งที่เธอต้องการทำให้คนในฉากหายใจไม่ออก หรือทำให้เสียงสำคัญบางอย่างหายไป
ช่วงพัก เขานั่งอยู่หน้าห้องฉาย ซ่อมสายไมค์ที่หัวหลวม หลินถือขวดน้ำสองขวดออกมา ยื่นให้โดยไม่พูด เขารับไปแล้วหมุนฝาให้ ก่อนยื่นกลับให้เธอขวดหนึ่ง
“ฉันเปิดเองได้”
“รู้ แต่เมื่อกี้เธอจับกิมบอลนาน มือคงเกร็ง”
หลินมองนิ้วตัวเอง มันมีรอยแดงจากการจับอุปกรณ์จริง ๆ เธอรับขวดน้ำกลับมา “พี่สังเกตเยอะไปไหม”
“งานเสียงต้องสังเกตสิ่งที่คนอื่นไม่ตั้งใจทำ”
“เช่นมือสั่น?”
“เช่นคนพูดเร็วขึ้นเวลาจะกลัวว่าคนอื่นไม่เข้าใจ”
เธอหยุดดื่มน้ำ ฝาขวดกระทบฟันเบา ๆ ภูมิไม่ได้มองเธอตรง ๆ เขาก้มพันเทปกับสายไมค์ต่อ เหมือนประโยคเมื่อกี้เป็นแค่ข้อมูลทางเทคนิค
“พี่ก็ไม่อธิบายอะไรเลยเวลากลัวเหมือนกัน” หลินพูด
มือเขาชะงักนิดเดียว “ใครบอกว่าพี่กลัว”
“คนที่ทำเหมือนทุกอย่างไม่สำคัญ มักกลัวมันสำคัญเกินไป”
คราวนี้ภูมิเงยหน้ามองเธอ ลมพัดผ้าม่านในห้องฉายจนเกิดเสียงพรึบ ๆ ข้างหลัง ไม่มีใครพูดต่อ เม่นตะโกนจากในห้องว่าแบตกล้องใกล้หมด ความเงียบที่กำลังขยับเข้ามาจึงถอยไปก่อน
การถ่ายทำดำเนินไปทีละฉาก ทีละเสียง หลินเริ่มให้ภูมิเข้ามาดูมอนิเตอร์ก่อนตัดสินใจเทคสุดท้าย ภูมิเริ่มส่งไฟล์เสียงให้เธอฟังพร้อมชื่อที่เขาตั้งแปลก ๆ เช่น ‘เก้าอี้ถอนหายใจตอนหกโมง’ หรือ ‘ไฟนีออนพยายามจำเพลง’ เธอบ่นทุกครั้ง แต่ไม่เคยลบไฟล์ไหนเลย
คืนหนึ่ง พวกเขาอยู่ในห้องตัดต่อของชมรมกันสองคน กอบัวกลับไปทำงานพิธีกร เม่นพาแพรไปกินข้าวกับทีมกล้อง หลินนั่งหน้าจอจนตาแห้ง เธอตัดฉากอิงพูดกับเก้าอี้ว่างวนไปมา เพราะยังไม่พอใจจังหวะ
ภูมินอนเหยียดยาวบนพื้น พาดแขนปิดตา “เทคสาม”
“ฉันยังไม่ได้ถาม”
“เธอดูมาแปดรอบแล้ว ทุกครั้งหยุดที่เทคสามนานสุด”
“พี่นอนอยู่ เห็นได้ไง”
“ได้ยินเสียงเมาส์”
หลินหันไปมอง เขายังปิดตาอยู่ “พี่เป็นคนหรือค้างคาว”
“ค้างคาวไม่กินลูกอมมะนาว”
เธอคลิกเทคสาม ภาพแพรพูดประโยคสั่น ๆ ขึ้นบนจอ “วันนี้มีใครอยากฟังหนูไหม” เสียงที่ภูมิอัดไว้มีลมหายใจของแพรก่อนประโยค เหมือนความกล้าที่ต้องดันผ่านคอออกมา หลินปล่อยให้คลิปเล่นจนจบ
“เทคสามก็ดี” เธอยอมรับ
ภูมิลดแขนลงจากตา “บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หลินเห็นด้วยกับพี่ก่อนเที่ยงคืน”
“อย่าทำให้เสียใจที่พูด”
เขาลุกขึ้นนั่ง หยิบถุงลูกอมจากกระเป๋า โยนมาให้ เธอรับได้พอดี “พี่พกตลอดเลยเหรอ”
“อืม”
“ทำไม”
ภูมิแกะลูกอมของตัวเองช้า ๆ “ตอนปีหนึ่ง พี่ต้องขึ้นพรีเซนต์งานเสียงต่อหน้าคนทั้งภาค พูดไปได้สองประโยคแล้วลืมหมด ปากแห้งมาก รุ่นพี่คนหนึ่งยื่นลูกอมให้ พี่อมแล้วพูดต่อได้ แต่ก็พูดผิดอยู่ดี”
หลินหมุนลูกอมในมือ “แล้วงานเป็นไง”
“พัง” เขาหัวเราะสั้น ๆ “พี่เปิดไฟล์ผิดด้วย เสียงทดลองที่ควรเป็นคลื่นทะเลกลายเป็นเสียงพี่บ่นว่าอาจารย์น่ากลัว ทั้งห้องได้ยินหมด”
หลินยกมือปิดปาก “จริงเหรอ”
“จริง อาจารย์ก็อยู่แถวหน้า”
“แล้วพี่รอดมาได้ไง”
“ไม่รอด หายจากชมรมไปเกือบเทอม ลบไฟล์งานตัวเองทิ้งหมดด้วย คิดว่าถ้าไม่มีอะไรเหลือ ก็ไม่มีใครจำได้”
เสียงเครื่องปรับอากาศดังแทรกเข้ามา หลินมองหน้าจอที่หยุดอยู่บนภาพเก้าอี้ว่าง เธอเคยคิดว่าภูมิเป็นคนไม่ใส่ใจ แต่บางทีการทำเหมือนไม่ใส่ใจอาจเป็นวิธีไม่ให้ใครเห็นว่ากลัวแค่ไหน
“ตอนนี้พี่ยังกลัวเปิดไฟล์ผิดไหม”
“ทุกครั้ง”
“แต่ก็ยังทำเสียง”
“เพราะถ้าไม่ทำ พี่จะจำได้แต่ตอนที่พัง”
หลินแกะลูกอมเข้าปาก รสมะนาวเปรี้ยวจนตาตื่น “ฉันไม่ชอบพูดหน้าคนเยอะ ๆ”
ภูมิไม่ได้ทำท่าแปลกใจ “อืม”
“ตอนมัธยม ฉันเคยอ่านบทละครของห้องหน้าเสาธง แล้วติดคำอยู่ตรงชื่อครูใหญ่ ทั้งโรงเรียนหัวเราะ ไม่ได้หัวเราะแรงนะ แต่ฉันจำได้ทุกเสียง ตั้งแต่นั้นถ้าต้องพูดต่อหน้าคน ฉันจะพูดเร็วมาก เหมือนถ้าวิ่งให้จบ จะไม่มีใครจับทันว่าฉันสะดุด”
ภูมิพยักหน้า เขาไม่ปลอบด้วยคำใหญ่ ๆ แค่เลื่อนเก้าอี้อีกตัวให้เธอวางเท้า เพราะเธอนั่งงอเข่ามานาน “หนังเรื่องนี้มีฉากที่อิงพูดช้า ๆ ได้ไหม”
“มี”
“แล้วผู้กำกับล่ะ”
หลินมองเขา “ผู้กำกับอยู่หลังกล้อง”
“บางทีคนหลังกล้องก็มีเสียง”
เธอหันกลับไปที่จอ ไม่ตอบ แต่ปล่อยให้ประโยคนั้นอยู่ในห้องเหมือนเสียงหึ่งของเครื่องฉายที่ยังไม่ดับ
กลางทางของโปรเจกต์ เทศกาลมหาวิทยาลัยประกาศเพิ่มรอบคัดเลือกพิเศษ หนังที่ผ่านเข้ารอบสิบเรื่องจะได้ฉายกลางแจ้งคืนปิดเทศกาลต่อหน้าคณะกรรมการทุนศิลปะ หลินอ่านประกาศในโทรศัพท์แล้วแทบลืมหายใจ เธอวิ่งเข้าห้องชมรมในบ่ายวันหนึ่ง กระดาษตารางถ่ายทำปลิวตามแรงเปิดประตู
“ทุกคน เราต้องทำให้เสร็จก่อนกำหนดหนึ่งสัปดาห์”
เม่นเงยหน้าจากกล่องเลนส์ “คำว่าเรานี่รวมถึงคนที่ต้องนอนด้วยไหม”
กอบัววางแก้วน้ำ “ใจเย็น เล่าเหตุผลก่อน”
หลินยื่นโทรศัพท์ให้ดู “ถ้าผ่านรอบนี้ หนังได้ฉายคืนปิดเทศกาล แล้วกรรมการทุนแลบภาพยนตร์จะมาดูด้วย ทุนที่ฉันเล่าไง”
แพรตบมือเบา ๆ “พี่หลินต้องได้แน่”
“ยังไม่ได้อะไรทั้งนั้น” หลินรีบพูด แต่แก้มแดงขึ้น “เราต้องถ่ายฉากท้ายใหม่ ตัดให้คมขึ้น เสียงต้องสะอาดขึ้น สีต้องเสร็จเร็วขึ้น”
ภูมิยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาฟังจนจบแล้วถาม “ฉากท้ายใหม่คืออะไร”
“อิงขึ้นพูดบนเวทีห้องฉาย วินเปิดเสียงที่เก็บมาทั้งเรื่องให้ทุกคนฟัง แล้วอิงพูดประโยคปิด กล้องดอลลี่ถอย เห็นคนเต็มห้อง”
“แต่บทเดิม ห้องยังว่างอยู่ครึ่งหนึ่ง”
“ฉากจบต้องมีพลัง”
“พลังไม่จำเป็นต้องคนเต็มห้อง”
หลินวางสมุดลงบนโต๊ะ “พี่ภูมิ นี่เป็นโอกาสสำคัญ ฉันอยากให้กรรมการเห็นว่าเราคุมงานได้”
“หรืออยากให้เขาเห็นว่าเธอคุมได้ทุกอย่าง”
ห้องเงียบทันที เม่นทำหน้าเหมือนอยากแปลงร่างเป็นขาตั้งกล้อง แพรหยุดเคี้ยวขนม กอบัวมองทั้งคู่สลับกัน
หลินจ้องภูมิ “ถ้าคุมไม่ได้ หนังจะพัง”
“บางอย่างในหนังเรื่องนี้ดีเพราะมันไม่ถูกคุมจนตาย”
“พี่ไม่เข้าใจว่าทุนนี้สำคัญกับฉันแค่ไหน”
“พี่เข้าใจว่าเธอสำคัญกับหนังแค่ไหน แต่หนังไม่ได้มีแค่เธอ”
คำสุดท้ายกระแทกแรงกว่าที่เขาตั้งใจ หลินเก็บสมุดเข้ากระเป๋า “ประชุมต่อพรุ่งนี้ ฉันจะส่งตารางใหม่ให้”
เธอเดินออกจากห้องโดยไม่มองใคร ภูมิขยับเหมือนจะตาม แต่กอบัวแตะแขนเขาไว้ “ให้เวลาหน่อย”
ภูมิพยักหน้า แต่สายตายังอยู่ที่ประตูซึ่งปิดไปแล้ว
คืนนั้นหลินนั่งในห้องตัดต่อคนเดียว เธอเปิดฉากท้ายเดิมซ้ำ ๆ อิงยืนในห้องฉายว่างครึ่งหนึ่ง วินเปิดเสียงลมหายใจของคนที่เคยผ่านห้องนี้ เสียงหัวเราะเบา ๆ เสียงเก้าอี้พับ เสียงประตู เสียงเงียบที่ไม่เงียบ อิงไม่ได้พูดประโยคใหญ่โต เธอแค่เดินไปนั่งท่ามกลางเก้าอี้ว่าง แล้วเปิดไฟให้สว่างขึ้นทีละดวง
มันสวยในแบบที่หลินไม่อยากยอมรับ แต่มันไม่เหมือนหนังที่เธอคิดว่าจะพาไปถึงทุน เธอหยิบโทรศัพท์ เห็นข้อความจากภูมิที่ส่งมาตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อน
“ขอโทษที่พูดแรง พรุ่งนี้คุยกันได้ไหม”
หลินพิมพ์ตอบแล้วลบหลายครั้ง สุดท้ายเธอวางโทรศัพท์คว่ำหน้า เปิดโปรแกรมตัดต่อ และเริ่มทำเวอร์ชันใหม่ด้วยมือที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
เช้าวันต่อมา ภูมิไม่มาประชุม เขาส่งข้อความในกลุ่มว่าไปอัดเสียงสถานที่เพิ่มและจะกลับบ่าย หลินอ่านแล้วไม่ตอบ เธอแจกตารางใหม่ให้ทีม ถ่ายฉากท้ายใหม่ในห้องประชุมเล็ก ใช้นักศึกษาชมรมอื่นมานั่งเป็นผู้ชม แพรต้องพูดประโยคปิดยาวขึ้น เม่นตั้งกล้องตามที่เธอต้องการ แต่ทุกคนรู้สึกได้ว่าห้องแน่นเกินไป เสียงปรบมือที่ขอให้คนในฉากทำดังขึ้น ฟังเหมือนเสียงที่ถูกสั่งให้มีความหมาย
เมื่อภูมิกลับมา เขายืนดูจากหลังห้อง มือถือเครื่องบันทึกเสียงแน่น หลินเห็นเขาในมอนิเตอร์ แต่ทำเป็นไม่เห็น
“คัต” เธอบอก “ดีมาก เทคนี้ใช้ได้”
แพรถอนหายใจ “พี่หลิน หนูพูดเร็วไปไหมคะ”
“ไม่ เราจะตัดได้”
ภูมิเดินเข้ามา “เสียงห้องนี้แบนมาก”
หลินถอดหูฟัง “เพราะเราต้องถ่ายให้ทัน”
“ทันแล้วได้อะไร ถ้าฉากไม่หายใจ”
“ได้หนังที่ส่งประกวดได้”
“แล้วหนังที่เราเริ่มทำล่ะ”
“มันยังอยู่ แค่ชัดขึ้น”
ภูมิมองนักแสดงที่กำลังเก็บของ เขาลดเสียงลง “หลิน พี่ไม่ได้ค้านเพราะอยากชนะเธอ พี่แค่คิดว่าอิงไม่ควรถูกบังคับให้พูดดังเพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีเสียง”
ประโยคนั้นทำให้หลินเจ็บตรงที่เธอไม่อยากให้ใครแตะ เธอสวมฝาปิดเลนส์แรงเกินไปจนเม่นสะดุ้ง “พี่พูดเหมือนฉันทำร้ายตัวละครของตัวเอง”
“พี่พูดเหมือนคนที่อยู่ในทีมเดียวกัน”
“ทีมเดียวกันควรเคารพผู้กำกับ”
ภูมิเงียบไป แววตาเขาถอยห่าง “โอเค ผู้กำกับ”
เขาเก็บไมค์บูมและเดินออกจากห้อง หลินยืนอยู่ตรงกลางกองถ่ายที่เงียบผิดปกติ แพรทำท่าเหมือนอยากพูดอะไร แต่กอบัวส่ายหน้าเบา ๆ เม่นก้มจัดกล้องช้า ๆ
บ่ายนั้นหลินกลับมาที่ชมรมเพื่อเอาฮาร์ดดิสก์ เธอได้ยินเสียงกอบัวคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ ประตูแง้มไว้
“ภูมิ ถ้านายจะส่งใบสมัครโครงการเสียงชายฝั่ง ก็ส่งวันนี้นะ…ใช่ ฉันรู้ว่านายยังไม่ได้บอกหลิน…ไม่ ฉันไม่ได้บอกให้ปิด แต่นายควรคุยก่อนวันส่งหนัง…อะไรนะ นายจะส่งเวอร์ชันของนายไปเป็นพอร์ตด้วยเหรอ”
หลินหยุดอยู่หน้าประตู มือเย็นวาบ
กอบัวเงียบฟังปลายสาย แล้วพูดต่อ “ถ้าเขาเห็นเวอร์ชันนั้นก่อนเวอร์ชันทีม มันจะยุ่งนะ…นายคิดดีแล้วใช่ไหม”
หลินถอยออกมาอย่างเงียบที่สุด หัวใจเต้นแรงเหมือนตอนเครื่องฉายเกือบพังวันแรก แต่ครั้งนี้ไม่มีลูกอม ไม่มีใครยื่นมือมาแตะสายที่หลวม เธอเดินไปหยิบฮาร์ดดิสก์จากโต๊ะ เห็นไฟล์เสียงของภูมิเรียงอยู่ในโฟลเดอร์ ชื่อไฟล์หนึ่งคือ ‘หลินหยุดหายใจก่อนพูดว่าโอเค’ เธอจ้องมันนานเกินไป แล้วปิดหน้าต่างโดยไม่เปิดฟัง
คืนนั้นเธอส่งข้อความหาเขา “พี่จะส่งเวอร์ชันของพี่ไปที่อื่นใช่ไหม”
ภูมิตอบหลังผ่านไปสิบนาที “พี่ตั้งใจจะคุยกับเธอ”
“ตอบคำถามค่ะ”
“ใช่ แต่ไม่ใช่แบบที่เธอคิด”
“พี่รู้ได้ไงว่าฉันคิดอะไร”
ข้อความขึ้นว่าเขากำลังพิมพ์ แล้วหายไป แล้วขึ้นใหม่ “พรุ่งนี้เจอกันได้ไหม พี่อธิบายดีกว่า”
หลินมองหน้าจอ น้ำตาไม่ได้ไหล แต่ขอบตาร้อนจนเธอต้องกะพริบถี่ ๆ “ไม่ต้องค่ะ ส่งงานของพี่ไปเถอะ ฉันจะส่งเวอร์ชันทีมเอง”
เธอปิดโทรศัพท์ วางไว้ไกลมือ แล้วนั่งตัดต่อจนไฟในตึกทยอยดับทีละชั้น
วันส่งหนังมาถึงพร้อมท้องฟ้าสีจาง หลินอยู่ในห้องชมรมตั้งแต่เช้า เวอร์ชันที่เธอตัดใหม่เสร็จทันเวลา ภาพสวย จังหวะคม เสียงสะอาดเพราะเธอใช้บางส่วนจากไฟล์ภูมิแต่ลดความดิบลง เธอตั้งชื่อไฟล์สุดท้ายว่า ‘พื้นที่เงียบ_final_submit’ แล้วอัปโหลดด้วยนิ้วที่กดเมาส์แน่นเกินจำเป็น
กอบัวเข้ามาพอดี “ส่งแล้วเหรอ”
“อืม”
“ภูมิยังไม่เห็นใช่ไหม”
หลินหันไป “พี่บัวรู้เรื่องเวอร์ชันของเขา”
กอบัววางกระเป๋าลงช้า ๆ “รู้ แต่มันไม่ใช่การหักหลัง”
“เขาจะส่งหนังที่ไม่ใช่เวอร์ชันทีมไปเป็นพอร์ต”
“เขาจะส่งงานเสียงของตัวเองไปสมัครโครงการเก็บเสียงชายฝั่ง โครงการนั้นให้ส่งตัวอย่างงานเสียงประกอบภาพได้ เขาใช้ฟุตเทจบางส่วนไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเธอ เขาเลยจะคุย”
หลินนิ่งไป “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”
“เพราะเขากลัวเธอคิดว่าเขาจะทิ้งหนังช่วงสำคัญ แล้วเขาก็กลัวจริง ๆ ว่า ถ้าเขาได้ โครงการเริ่มก่อนเทศกาลหนึ่งวัน เขาอาจไม่ได้อยู่คืนฉาย”
คำว่าไม่ได้อยู่เหมือนมีใครเลื่อนเก้าอี้ในห้องว่าง หลินก้มมองมือ “เขาจะไปไหน”
“สถานีวิจัยเสียงริมทะเลสามเดือน เขาอยากทำงานเก็บเสียงพื้นที่ที่กำลังเปลี่ยนไป มันเป็นความฝันของเขามานาน”
หลินหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงไม่เหมือนหัวเราะ “ทุกคนมีความฝันของตัวเองเนอะ”
กอบัวนั่งลงข้างเธอ “ใช่ แล้วบางทีความฝันมันก็เดินชนกัน ไม่ได้แปลว่าใครตั้งใจเหยียบเท้าใคร”
หลินมองหน้าจอที่ขึ้นคำว่าอัปโหลดสำเร็จ เธออยากย้อนเวลากลับไปก่อนกดส่ง แต่กฎเทศกาลไม่อนุญาตให้เปลี่ยนไฟล์หลังปิดระบบ เวอร์ชันที่เธอส่งไปแล้วคือเวอร์ชันที่ไม่มีภูมิอยู่เต็มที่ และอาจไม่มีอิงอยู่เต็มที่ด้วย
ภูมิไม่เข้าชมรมสามวัน เขาส่งไฟล์เสียงทั้งหมดให้ในไดรฟ์ พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “เผื่อใช้แก้ฉุกเฉิน” หลินพิมพ์ขอบคุณ แต่เขาตอบเพียงสติกเกอร์รูปเทปคาสเซ็ตหน้าเรียบ เม่นพยายามเล่าเรื่องตลกในห้องชมรมแต่ไม่มีใครหัวเราะเต็มเสียง แพรซ้อมเดินพรมเข้างานเทศกาลแล้วสะดุดสายไฟ กอบัวทำงานพิธีกรจนเสียงแหบ ทุกอย่างเดินต่อ แต่เหมือนหนังขาดแทร็กเสียงบางชั้น
ผลรอบคัดเลือกออกในเย็นวันศุกร์ หนังของชมรมผ่านเข้ารอบสิบเรื่อง หลินควรดีใจ เม่นกระโดดจนเกือบชนไฟ กอบัวปรบมือ แพรโทรบอกแม่เสียงสั่น หลินยิ้มและขอบคุณทุกคน แต่สายตาเธอเลื่อนไปที่ประตูทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน
ภูมิส่งข้อความมา “ยินดีด้วย ผู้กำกับ”
หลินพิมพ์ “หนังของทีมผ่าน” แล้วหยุด เธอลบคำว่าของทีม พิมพ์ใหม่ “ขอบคุณสำหรับเสียงทั้งหมด”
เขาตอบ “มันเป็นของหนังอยู่แล้ว”
เธออ่านประโยคนั้นซ้ำหลายรอบ ก่อนเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า
คืนก่อนเทศกาลปิด หลินกลับไปที่ห้องฉายเก่าคนเดียว เธอเปิดไฟทีละดวงเหมือนฉากเดิมที่ถูกตัดทิ้ง เก้าอี้พับว่างเปล่าเรียงอยู่ในความเงียบ เธอวางกล้องเล็กบนขาตั้ง เปิดไมค์ของคอม แล้วลองพูดประโยคที่แพรพูดในหนัง
“วันนี้มีใครอยากฟังหนูไหม”
คำว่าใครติดอยู่ในคอ เธอหยุด กดลบไฟล์ ลองใหม่อีกครั้ง
“วันนี้…”
เธอหยุดอีก เสียงหัวเราะจากหน้าเสาธงในอดีตไม่ได้ดังจริงในห้อง แต่ร่างกายจำได้ ไหล่เธอเกร็ง ปากแห้ง เธอควานหาลูกอมในกระเป๋า เจอถุงที่ภูมิให้ตั้งแต่วันแรก เหลือเม็ดสุดท้าย เธอแกะเข้าปาก รสมะนาวเปรี้ยวเหมือนเดิม
โทรศัพท์สั่น ข้อความจากภูมิ “พี่อยู่หน้าตึก ถ้าเธอไม่อยากเจอ พี่จะวางเครื่องบันทึกเสียงไว้กับยามแล้วกลับ”
หลินมองประตูห้องฉายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพิมพ์ “ขึ้นมาได้”
ไม่ถึงสองนาที ภูมิปรากฏที่ประตู เขาดูเหนื่อยกว่าปกติ ผมยุ่ง เสื้อยืดมีรอยยับ กระเป๋าสะพายเฉียงแนบตัวเหมือนเขาพร้อมจะเดินทางตลอดเวลา เขาหยุดตรงธรณีประตู ไม่ก้าวเข้ามาทันที
“พี่ไม่ได้มาขอให้เปลี่ยนหนัง” เขาพูด
“เปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว”
“รู้”
หลินพยักไปที่เก้าอี้แถวหน้า “นั่งไหม”
ภูมิเดินเข้ามานั่ง เว้นที่ว่างระหว่างพวกเขาหนึ่งเก้าอี้ ไม่ไกลจนเย็นชา ไม่ใกล้จนบังคับ เธอมองช่องว่างนั้นแล้วถอนหายใจ
“ฉันได้ยินพี่บัวคุยโทรศัพท์”
“พี่เดาได้”
“ฉันน่าจะถามให้จบ”
“พี่ก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก”
ความเงียบตกลงมา แต่ไม่แหลมคมเหมือนวันก่อน มันเหมือนผ้าผืนบางที่คลุมแผลไว้ชั่วคราว
ภูมิหยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมา วางบนเก้าอี้ว่างระหว่างพวกเขา “พี่ได้โครงการแล้ว”
หลินมองเครื่องบันทึกเสียง “เริ่มเมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้เช้า ต้องขึ้นรถรอบหกโมง ไปถึงสถานีตอนบ่าย”
“คืนฉายพรุ่งนี้”
“อืม”
เธอพยายามพูดคำว่ายินดีด้วย แต่เสียงออกมาเบากว่าที่คิด “ดีแล้วนี่”
ภูมิขยับนิ้วบนเข่า “พี่คิดจะสละสิทธิ์”
หลินหันไปทันที “ทำไม”
“เพราะหนัง เพราะทีม เพราะ…” เขาหยุด มองเก้าอี้ว่างข้างหน้า “เพราะพี่ไม่อยากให้เธอคิดว่าพี่ทิ้ง”
หลินกดปลายลิ้นกับลูกอมที่ละลายเกือบหมด “ถ้าพี่สละสิทธิ์เพราะฉัน ฉันคงโกรธพี่นานกว่าเดิม”
ภูมิหัวเราะแผ่ว ๆ “เดายากเหมือนกันนะ”
“ไม่ยาก ฉันแค่ไม่อยากเป็นคนที่ทำให้ใครต้องลดเสียงความฝันตัวเอง”
เขาหันมามองเธอเต็มตา ครั้งนี้ไม่มีมุก ไม่มีหูฟัง ไม่มีสายเสียงให้จับแทนความรู้สึก “แล้วเธอล่ะ หลิน เธอลดเสียงอะไรของตัวเองอยู่”
คำถามนั้นอยู่กับเธอมาหลายวัน เธอมองกล้องเล็กที่ตั้งไว้หน้าเวที มองเก้าอี้ว่าง มองไฟที่เปิดไม่เท่ากัน “ฉันส่งเวอร์ชันที่ฉันคิดว่ากรรมการจะชอบ ไม่ใช่เวอร์ชันที่ฉันอยากให้หนังเป็น”
ภูมิเงียบ รอ
“ฉันกลัวมาก พี่ภูมิ กลัวว่าโอกาสเดียวจะหลุดไป กลัวว่าถ้าไม่ทำให้ทุกอย่างดูดี คนจะเห็นว่าฉันยังพูดติด ยังตัดสินใจพลาด ยังเป็นผู้กำกับที่ต้องให้คนอื่นอธิบายแทน” เธอกลืนก้อนในคอ “ฉันเลยทำเหมือนตัวเองคุมได้ ทั้งที่จริง ๆ ฉันแค่กลัวเสียงหัวเราะ”
ภูมิมองไปที่เครื่องบันทึกเสียงระหว่างพวกเขา “พี่เคยลบไฟล์เพราะไม่อยากจำว่าเคยพัง เธอกำลังตัดเสียงบางเสียงออกเพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยินว่ามันสั่น”
หลินพยักหน้า น้ำตาเอ่อแต่ยังไม่ตก เธอใช้หลังมือกดใต้ตาอย่างหงุดหงิด “พูดเหมือนบทหนังเลย”
“พี่ซ้อมมาจากหน้าตึก”
เธอหลุดหัวเราะทั้งที่เสียงสั่น ภูมิยิ้มตามนิดเดียว แล้วเลื่อนเครื่องบันทึกเสียงมาใกล้เธอ
“พรุ่งนี้ก่อนพี่ไป พี่อัดเสียงอะไรให้ได้ไหม”
“อะไร”
“เสียงเธอพูดช้า ๆ ไม่ต้องเพราะ ไม่ต้องชนะใคร แค่เป็นเสียงเธอ”
หลินมองปุ่มสีแดงบนเครื่องบันทึก เธออยากปฏิเสธทันที แต่ในห้องฉายเก่า ไฟแต่ละดวงส่องเก้าอี้ว่างเหมือนรออยู่ เธอหยิบเครื่องขึ้นมา นิ้วสั่นนิด ๆ
“ถ้าฉันพูดติด พี่ห้ามทำหน้า”
“พี่ทำหน้าเดียวอยู่แล้ว”
“จริง หน้ากวนประสาท”
“ถือว่าเป็นหน้าเริ่มต้น”
เธอสูดลมหายใจ กดปุ่มบันทึก เสียงติ๊ดเล็ก ๆ ดังขึ้น หลินมองแสงสีแดง ไม่มองภูมิ
“ฉันชื่อณลิน ทุกคนเรียกหลิน ฉันทำหนังเรื่องนี้เพราะอยากรู้ว่า…พื้นที่เงียบจริง ๆ แล้วเป็นที่ที่ไม่มีเสียง หรือเป็นที่ที่มีคนยอมฟังกันแน่”
คำว่าเงียบเกือบติด เธอหยุดครึ่งวินาที ปล่อยให้มันผ่านไป ไม่รีบวิ่งหนี
“ถ้าใครกำลังนั่งอยู่ในเก้าอี้ว่างของตัวเอง ฉันหวังว่าวันหนึ่งจะมีคนเดินมานั่งข้าง ๆ โดยไม่บังคับให้คุณพูดดังขึ้น และถ้ายังไม่มีใครมา…ขอให้คุณได้ยินเสียงตัวเองก่อน”
เธอกดหยุด ห้องนิ่งจนได้ยินเสียงไฟ ภูมิรับเครื่องไป ดูหน้าจอ แล้วพูดเบา ๆ “เทคหนึ่ง”
“ไม่ต้องเทคสองเหรอ”
“ไม่”
“มีติดนิดหนึ่ง”
“ได้ยิน”
เธอหันไปมอง เขาไม่หลบตา “แล้ว?”
“มันจริง”
หลินไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน เธอจึงกำชายเสื้อของตัวเอง ภูมิหยิบหูฟังข้างหนึ่งยื่นให้ เธอใส่ เขากดเล่น เสียงของเธอดังออกมา ไม่ชัดสมบูรณ์แบบ มีลมหายใจ มีรอยสะดุด มีความเงียบเล็ก ๆ ที่เธอมักกลัว แต่เมื่อมันอยู่ในหูฟังข้างเดียวร่วมกับเขา เสียงนั้นไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด
“พี่เอาไปทำอะไร” เธอถาม
“เก็บไว้ให้เธอ ถ้าวันไหนเธอลืมว่าเธอพูดช้า ๆ ได้”
เธอพยักหน้า แล้วพูดโดยไม่คิดนาน “ฉันอยากให้พี่ไปโครงการ”
“อืม”
“แต่อยากให้พี่ดูหนังคืนพรุ่งนี้ด้วย”
ภูมิยิ้มเศร้า ๆ “พี่ขึ้นรถหกโมงเช้า”
“งั้นฉันจะส่งไฟล์ฉายให้ดู”
“ฉายในโทรศัพท์ไม่เหมือนจอใหญ่”
“แต่เสียงจากพี่ก็อยู่ในนั้น”
เขามองเธอนานจนเธอต้องแกล้งจัดสายหูฟัง “อะไร”
“เปล่า แค่จำไว้”
“จำทำไม”
“เผื่อทะเลเสียงดังจนพี่คิดถึงห้องฉายเก่า”
หลินก้มหน้า รสมะนาวหายไปแล้ว แต่ปลายลิ้นยังเปรี้ยวอยู่ “พี่พูดแบบนี้แล้วฉันจะนอนไม่หลับนะ”
“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า?”
“ไม่ใช่ หมายถึง…” เธอหยุด เม้มปาก “ช่างเถอะ”
ภูมิไม่ได้คาดคั้น เขาแค่เก็บเครื่องบันทึกเสียง แล้วลุกขึ้น “พี่ควรกลับไปจัดกระเป๋า”
หลินลุกตาม พวกเขาเดินลงบันไดตึกชมรมด้วยกัน แสงไฟทางเดินยาวเป็นช่อง ๆ เธออยากให้ระยะจากห้องฉายถึงหน้าตึกยาวกว่านี้อีกหน่อย แต่บันไดมีแค่สามชั้นและทางเดินก็ไม่เคยถามความเห็นใคร
หน้าตึก ภูมิหยุด “พรุ่งนี้พี่จะส่งเสียงทะเลมาให้”
“อย่าส่งมาตอนตีห้า”
“รถออกหกโมง”
“ตีห้าครึ่งก็ยังไม่สมควร”
“โอเค เจ็ดโมง”
เธอหลุดยิ้ม ภูมิมองรอยยิ้มนั้นเหมือนกำลังตั้งไมค์ใกล้เสียงที่หายาก เขายกมือขึ้นนิดหนึ่ง คล้ายจะโบกลา แล้วลดลง
“หลิน”
“คะ”
“พี่ไม่ได้จะพูดอะไรใหญ่ ๆ ตอนนี้”
“ดีค่ะ ฉันอาจวิ่งหนี”
“รู้” เขาหัวเราะเบา ๆ “แค่อยากบอกว่า เวลาทำงานกับเธอ พี่อยากฟังมากกว่าปกติ”
หลินยืนนิ่ง ลมหายใจติดครึ่งจังหวะ “นั่นไม่ใหญ่ตรงไหน”
“ใหญ่เหรอ”
“ใหญ่มากสำหรับคนพูดน้อยแบบพี่”
“งั้นพี่ขอโทษ”
“ไม่ต้อง” เธอรีบพูด แล้วลดเสียงลง “ไม่ต้องขอโทษ”
พวกเขายืนอยู่ใต้ไฟหน้าตึกโดยไม่มีใครขยับเข้าหา ไม่มีการจับมือ ไม่มีคำสารภาพที่ปิดฉากทุกอย่างให้เรียบร้อย มีเพียงความรู้สึกที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ แขวนอยู่ระหว่างเครื่องบันทึกเสียงในกระเป๋าภูมิกับถุงลูกอมว่างเปล่าในกระเป๋าหลิน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินตื่นเพราะเสียงแจ้งเตือนตอนเจ็ดโมงตรง ภูมิส่งไฟล์เสียงชื่อ ‘รถออกจากเมือง’ มาให้ เธอเสียบหูฟัง เสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ เสียงคนลากกระเป๋า เสียงประกาศสถานีที่ฟังไม่ชัด และท้ายไฟล์มีเสียงภูมิกระซิบใกล้ไมค์
“ไม่ได้ส่งตอนตีห้า ตามสัญญา”
หลินยิ้มกับหมอน แล้วลุกขึ้นไปเตรียมงานเทศกาล
คืนปิดเทศกาลมหาวิทยาลัย สนามหญ้าหน้าหอศิลป์ถูกเปลี่ยนเป็นโรงหนังกลางแจ้ง จอผ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ ไฟประดับโยงเป็นเส้นเหนือหัว เก้าอี้พลาสติกเรียงเป็นแถว นักศึกษาถือแก้วน้ำกับพัดกระดาษเดินหาที่นั่ง กอบัวในชุดพิธีกรวิ่งเช็กคิวจนรองเท้าแทบหลุด เม่นตั้งกล้องบันทึกบรรยากาศ แพรนั่งกับครอบครัวแถวกลาง โบกมือให้หลินจนแขนแทบหลุด
หลินยืนหลังจอ มือถือโทรศัพท์ที่เปิดแชตภูมิไว้ เขาส่งรูปทะเลมาเมื่อบ่าย เป็นผืนน้ำสีหม่นกับไมค์เล็ก ๆ ตั้งบนทราย ไม่มีหน้าเขาในภาพ เธอส่งรูปจอฉายกลับไป เขาตอบ “ใหญ่กว่าจอมือถือจริง”
กอบัวเดินมาจับไหล่ “พร้อมไหม”
หลินมองผู้ชมที่เริ่มเงียบ “ไม่ค่อย”
“ดี แปลว่ายังมีชีพจร”
เม่นโผล่มา “ถ้าเป็นลม ผมถ่ายเบื้องหลังไว้ได้ไหม”
“ฉันจะสั่งตัดนายออกจากเครดิต”
“โอเค ผมรักสุขภาพพี่มาก ขอให้อยู่ครบจนจบงาน”
หลินหัวเราะ กอบัวส่งไมค์ไร้สายให้ “ก่อนฉาย ทีมผู้กำกับต้องพูดสั้น ๆ แนะนำหนัง จำได้ไหม”
หลินมองไมค์เหมือนมันเป็นสัตว์ตัวเล็กที่อาจกัดมือ “จำได้”
“ถ้าไม่ไหว ฉันพูดแทนได้”
หลินนึกถึงไฟล์เสียงในห้องฉายเก่า นึกถึงประโยคเทคหนึ่งของภูมิ เธอส่ายหน้า “ฉันพูดเอง”
เมื่อกอบัวประกาศชื่อหนัง เสียงปรบมือดังขึ้น หลินเดินขึ้นไปหน้าจอ แสงไฟส่องจนมองผู้ชมเป็นเงา เธอจับไมค์ด้วยสองมือ หัวใจเต้นเร็ว คำแรกติดอยู่หลังฟัน เธอได้ยินเสียงหัวเราะในความทรงจำขยับเข้ามา แต่พร้อมกันนั้น เธอได้ยินเสียงอื่นด้วย เสียงเครื่องฉายวันแรก เสียงห้องสมุดปิด เสียงแพรถามว่าเก้าอี้ได้ยินคืออะไร เสียงเม่นกลัวลิฟต์ เสียงภูมิพูดว่าเทคหนึ่ง
หลินสูดลมหายใจ “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อณลิน เป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้”
เธอหยุดครึ่งวินาที ไม่ใช่เพราะติด แต่เพราะเลือกหยุด ผู้ชมรอ ไม่มีใครหัวเราะ
“หนังของเราเริ่มจากคำถามว่า พื้นที่เงียบคือที่ที่ไม่มีเสียง หรือที่ที่ไม่มีใครตั้งใจฟังกันแน่ ระหว่างทำงาน เราทะเลาะกันบ้าง ตัดผิดบ้าง พูดแรงใส่กันบ้าง แต่ทุกเสียงในหนังเรื่องนี้มาจากคนในทีมที่พยายามฟังกันให้มากขึ้น ขอให้ทุกคนได้ยินอะไรบางอย่างของตัวเองค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้น เธอโค้งเล็กน้อยแล้วเดินลงมา ขาแทบอ่อน แต่กอบัวกอดเธอทันที
“พูดดีมาก”
เม่นยกนิ้วโป้งทั้งสองข้าง “ไม่ต้องตัดผมออกจากเครดิตแล้วใช่ไหม”
แพรเช็ดตาตัวเองทั้งที่หนังยังไม่เริ่ม “หนูภูมิใจในพี่หลินมาก”
หลินหัวเราะเบา ๆ เธอหยิบโทรศัพท์ เห็นข้อความจากภูมิที่ส่งมาตอนเธออยู่บนเวที “ได้ยินถึงทะเล”
หนังเริ่มฉาย ภาพห้องฉายเก่าปรากฏบนจอใหญ่ เสียงเก้าอี้พับของภูมิดังชัดในลำโพงสนามหญ้า เวอร์ชันที่ถูกส่งเข้าประกวดเป็นเวอร์ชันใหม่ แต่หลินขอทีมเทคนิคเพิ่มสิ่งหนึ่งก่อนฉายไม่ได้เปลี่ยนไฟล์หนัง เธอทำคลิปเสียงแนะนำสั้น ๆ ก่อนหนังเริ่ม โดยใช้เสียงของสมาชิกทีมแต่ละคนพูดคำว่า “ฟัง” คนละแบบ และปิดด้วยเสียงของเธอจากเทคหนึ่งในห้องฉายเก่า ประโยคสั้น ๆ ที่ว่า “ขอให้คุณได้ยินเสียงตัวเองก่อน”
มันไม่ผิดกติกา เพราะเป็นส่วนแนะนำทีมก่อนฉาย ไม่ใช่แก้ไฟล์หนัง และมันทำให้จอใหญ่เหมือนได้หายใจอีกครั้ง
ระหว่างหนังฉาย หลินนั่งข้างเม่นกับกอบัว แพรอยู่แถวหน้า ทุกคนเงียบไปพร้อมผู้ชม เมื่อฉากท้ายเวอร์ชันห้องประชุมมาถึง หลินยังเห็นความแข็งของมัน แต่เธอก็เห็นความพยายามของทีม เห็นแพรที่ยืนพูดทั้งที่มือสั่น เห็นเม่นแพนกล้องเนียนกว่าทุกครั้ง เห็นเสียงของภูมิที่ยังแทรกอยู่ใต้เสียงปรบมือสั่งการ เป็นเสียงลมหายใจเล็ก ๆ ก่อนคำพูดของอิง
หนังจบ เสียงปรบมือดังขึ้น ไม่กึกก้องเหมือนฉากในฝันของเธอ แต่มันจริง มีคนแถวหลังเช็ดตา มีเด็กผู้ชายปีหนึ่งหันไปกระซิบกับเพื่อนว่าเสียงดีมาก มีอาจารย์คนหนึ่งพยักหน้าช้า ๆ หลินนั่งนิ่งจนเม่นต้องสะกิด
“ผู้กำกับ เขาเรียกทีมขึ้นเวที”
ทีมชมรมเดินขึ้นไป กอบัวถือไมค์แทนเพราะเป็นพิธีกรด้วย คณะกรรมการประกาศผล หนังของพวกเขาไม่ได้รางวัลใหญ่ แต่ได้รับรางวัลพิเศษด้านการออกแบบเสียงและการเล่าเรื่องจากพื้นที่จำกัด เม่นกระโดดกอดแพร กอบัวหัวเราะจนไมค์เกือบหล่น หลินรับใบประกาศพร้อมทีม มือเธอสั่นนิด ๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ซ่อน
เมื่อกลับลงจากเวที เธอถ่ายรูปใบประกาศส่งให้ภูมิ “รางวัลเสียงเป็นของพี่ด้วย”
เขาตอบช้ากว่าปกติ หลินรอท่ามกลางเสียงเพลงปิดงานและผู้คนทยอยลุกจากเก้าอี้ ในที่สุดข้อความก็ขึ้นมา “ของหนัง ของทีม และของผู้กำกับที่ยอมฟัง”
หลินพิมพ์ “ทะเลเสียงเป็นไง”
เขาส่งไฟล์เสียงแทนคำตอบ เธอเดินออกจากความวุ่นวายไปหลังจอ เสียบหูฟัง เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเข้ามา ไม่โรแมนติกแบบภาพโปสเตอร์ มันมีเสียงลมแรง เสียงไมค์โดนทราย เสียงใครบางคนหัวเราะไกล ๆ แล้วเสียงภูมิก็แทรกขึ้นมา
“ตรงนี้เสียงดังมาก แต่พี่ยังได้ยินประโยคที่เธอพูดก่อนฉายอยู่ พูดช้ากว่าที่คิด เก่งกว่าที่เธอคิดด้วย”
หลินยืนหลังจอผ้าที่ขยับตามลม แสงจากโปรเจกเตอร์ส่องผ่านเนื้อผ้าจนเห็นภาพกลับด้านของเครดิตทีมบนพื้นหญ้า ชื่อของเธอกับภูมิเลื่อนผ่านกันบนผ้าใบ คนหนึ่งอยู่บรรทัดผู้กำกับ อีกคนอยู่บรรทัดออกแบบเสียง ไม่ได้ซ้อนทับ แต่ก็อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน
เธอกดอัดเสียงตอบกลับ เสียงงานเทศกาลอยู่ข้างหลัง เสียงเธออยู่ใกล้ไมค์กว่าเดิม
“ภูมิ ฉันไม่ได้อยากให้พี่กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” เธอหยุด ยิ้มกับความกล้าที่กำลังเดินช้า ๆ “แต่อยากให้พี่ส่งเสียงมาเรื่อย ๆ ถ้าวันไหนสัญญาณไม่ดี ก็ส่งตอนกลับมาได้ ฉันจะ…รอฟัง”
เธอเกือบกดหยุด แต่พูดเพิ่ม “แล้วถ้าพี่คิดถึงห้องฉายเก่า ฉันจะเปิดไฟไว้ให้บางดวง ไม่ต้องสว่างหมดก็ได้”
ส่งไปแล้ว เธอถือโทรศัพท์แน่น รอจนหน้าจอดับเอง กอบัวเรียกจากหน้าเวทีให้ไปถ่ายรูปทีม หลินกำลังจะเก็บโทรศัพท์ ข้อความใหม่ก็เข้ามา
“พี่จะส่งมาเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะสัญญา แต่เพราะอยากให้เธอฟัง”
เธออ่านข้อความนั้นสองครั้ง สามครั้ง แล้วกดโทรออกโดยไม่คิดนานเกินไป ภูมิรับสายพร้อมเสียงลมทะเลดังจนเธอต้องเอาโทรศัพท์ห่างหูนิดหนึ่ง
“เสียงดังมาก!” เธอพูด
“บอกแล้ว”
“พี่ได้ยินฉันไหม”
“ได้ยิน”
“แน่ใจนะ”
“ได้ยินชัดกว่าคลื่นอีก”
หลินยิ้มกว้างจนแก้มเจ็บ เธอหันไปมองเพื่อน ๆ ที่กำลังกวักมือเรียกถ่ายรูป “ฉันต้องไปแล้ว”
“ไปเถอะ ผู้กำกับ”
“พี่ภูมิ”
“หืม”
เธอมองเครดิตที่เลื่อนจบแล้วบนจอผ้า มองไฟประดับที่สะท้อนในสนามหญ้า มองที่ว่างข้างตัวซึ่งไม่ได้ว่างเปล่าเท่าเดิม “กลับมาแล้วไปฟังห้องสมุดปิดกันอีกไหม”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง มีแต่เสียงคลื่นและลม แล้วเขาตอบ “ไป แต่คราวนี้เธอต้องเลือกที่นั่ง”
“ทำไม”
“เพราะพี่อยากรู้ว่าเธอเห็นอะไร”
หลินพยักหน้าทั้งที่เขาไม่เห็น “ได้”
เธอวางสายแล้ววิ่งกลับไปหาเพื่อน เม่นตะโกนว่าเร็ว ๆ แพรจับมือเธอลากเข้ากลางเฟรม กอบัวนับหนึ่งสองสาม กล้องจับภาพพวกเขาหัวเราะใต้ไฟเทศกาล หลินถือใบประกาศไว้ในมือหนึ่ง โทรศัพท์อีกมือยังอุ่นจากสายที่เพิ่งวาง
ปลายเทอมมาถึงอย่างช้า ๆ ไม่ได้พรวดพราด แต่เดินมาพร้อมกองงานส่ง อีเมลจากทุนแลบภาพยนตร์ และไฟล์เสียงจากชายฝั่งที่ภูมิส่งทุกสองสามวัน หลินไม่ได้ทุนใหญ่ในปีนั้น เธอเปิดอีเมลปฏิเสธในห้องชมรมตอนเย็น เม่นนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กอบัวกำลังซ้อมพูดงานใหม่ แพรอ่านบทหนังเรื่องต่อไป เธออ่านประโยคสุภาพบนหน้าจอจนจบ แล้วปิดแล็ปท็อป
เม่นถามเบา ๆ “โอเคไหม”
หลินหยิบลูกอมมะนาวเม็ดใหม่ที่เธอซื้อเองออกจากกระเป๋า “ไม่ค่อย แต่ยังหายใจอยู่”
กอบัวเดินมาบีบไหล่ “ปีหน้าเอาใหม่ หรือไม่ก็หาทางอื่น”
แพรยกมือ “หนูเล่นให้ฟรีอีกเรื่องค่ะ แต่ขอไม่พูดกับเก้าอี้แล้วได้ไหม หนูเริ่มระแวงเฟอร์นิเจอร์”
หลินหัวเราะ เสียงไม่เบาเท่าเมื่อก่อน “ได้ เรื่องหน้าให้พูดกับหน้าต่างแทน”
ทุกคนโห่ เธอเปิดโทรศัพท์ ส่งข้อความหาภูมิ “ไม่ติดทุน”
เขาตอบมาในห้านาที “อยากฟังเสียงทะเลปลอบ หรือเสียงพี่เงียบเป็นเพื่อน”
หลินมองเพื่อนในห้องชมรม มองตารางโปรเจกต์ใหม่บนผนังที่ยังว่างอยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วพิมพ์ “เงียบเป็นเพื่อนสักครึ่งนาที”
เขาส่งไฟล์เสียงยาวสามสิบวินาทีมา ไม่มีคำพูด มีเสียงลมเบา ๆ และคลื่นห่าง ๆ เธอเปิดฟังโดยไม่ใส่หูฟัง ลำโพงโทรศัพท์ปล่อยเสียงทะเลเล็ก ๆ กลางห้องชมรม ทุกคนเงียบลงเอง ไม่มีใครถามว่าทำไม เมื่อไฟล์จบ เม่นกระแอม
“โอเค ผมว่าเสียงทะเลบอกให้เราสั่งข้าว”
กอบัวตีแขนเขา “ทำลายบรรยากาศมาก”
“ผมหิวแบบมีมิติ”
หลินหัวเราะจนต้องก้มหน้า เธอส่งข้อความกลับ “ขอบคุณ ได้ยินแล้ว”
สามเดือนต่อมา ภูมิกลับมามหาวิทยาลัยในเช้าวันที่แดดสว่างจัด หลินไม่ได้ไปรอที่สถานี เพราะเขาบอกว่าจะเข้าชมรมเอง และเธอบอกว่าเธอมีประชุมทีมหนังใหม่ ไม่ได้ว่างขนาดนั้น แต่ตั้งแต่เก้าโมง เธอจัดโต๊ะเดิมสามรอบ เช็กเครื่องฉายสองรอบ และถามเม่นว่านาฬิกาในห้องเดินช้าไหมจนเม่นยกโทรศัพท์ให้ดูเวลาแบบไม่พูดอะไร
ประตูชมรมเปิดตอนสิบโมงสิบเจ็ดนาที ภูมิยืนอยู่ตรงนั้น ผิวเข้มขึ้นนิดหน่อย ผมยาวกว่าเดิม กระเป๋าใบเดิม และเครื่องบันทึกเสียงที่ยังห้อยอยู่ เขายกถุงลูกอมมะนาวขึ้นมา
“ค่ามาสายสามเดือน”
หลินเดินไปหยุดตรงหน้าเขา ไม่ได้วิ่ง ไม่ได้ทำเหมือนในหนังที่ทุกอย่างต้องชัดเจนเกินจริง เธอรับถุงลูกอมมา เปิดดู แล้วเงยหน้า “ดอกเบี้ยล่ะ”
ภูมิยื่นหูฟังข้างหนึ่งให้ “มีเสียงมาเต็มเมมโมรี”
เม่นจากหลังห้องตะโกน “ถ้าจะหวาน ช่วยหวานในระดับที่คนโสดยังทำงานต่อได้ครับ”
กอบัวปาหนังสือพิมพ์ม้วนใส่เม่น แพรหัวเราะคิก หลินหน้าแดง แต่ครั้งนี้เธอไม่ถอย เธอรับหูฟัง ใส่ข้างหนึ่ง ภูมิกดเล่นไฟล์ เสียงแรกเป็นคลื่นตอนเช้า เสียงที่สองเป็นนกบนหลังคาสถานีวิจัย เสียงที่สามเป็นภูมิพูดเบา ๆ
“บันทึกไว้สำหรับคนที่เปิดไฟห้องฉายไว้บางดวง”
หลินมองเขา หูฟังเชื่อมพวกเขาด้วยสายสั้น ๆ ในห้องชมรมที่ยังรกเหมือนเดิม เครื่องฉายเก่าตั้งอยู่มุมห้อง พัดลมหันถูกด้านแล้ว แสงแดดลอดผ้าม่านเป็นแถบ ฝุ่นลอยช้า ๆ เหมือนเฟรมที่ตั้งใจปล่อยให้เห็น
“เย็นนี้ห้องสมุดปิดหกโมง” เธอพูด
“ไปฟังไหม”
“ไป แต่ก่อนนั้นพี่ต้องช่วยซ่อมลำโพงขวา”
ภูมิมองลำโพงมุมห้อง “มันเป็นอะไรอีก”
หลินยิ้ม “กำลังพิจารณาชีวิต”
เขาหัวเราะ เสียงนั้นเบากว่าคำสารภาพ แต่ชัดพอให้เธอจำได้ เม่นทำเสียงแหวะ กอบัวบอกให้ทุกคนเริ่มประชุม แพรเปิดสมุดบทใหม่ หลินเดินกลับไปที่โต๊ะผู้กำกับโดยมีภูมินั่งลงข้างแผงเสียง ไม่ใกล้จนเกินไป ไม่ไกลเหมือนเดิม
ก่อนประชุมเริ่ม หลินหยิบปากกา เขียนชื่อโปรเจกต์ใหม่บนกระดาษเปล่า แล้วหันไปถาม “พี่ภูมิ ได้ยินไหม”
เขาสวมหูฟังข้างหนึ่ง ยกตาขึ้นมองเธอ “ได้ยิน”
หลินกดปากกาลงบนกระดาษ เสียงหัวปากกาขีดคำแรกดังเล็กมาก แต่ในห้องชมรมที่ทุกคนกำลังตั้งใจฟัง มันดังพอจะเริ่มหนังเรื่องใหม่ได้