สวนที่เรียกชื่อเราเบาเกินไป
เสียงแรกที่ปาริฉัตรบันทึกได้บนถนนขึ้นสวนพฤกษศาสตร์ภูสิงห์ ไม่ใช่เสียงนก ไม่ใช่เสียงลมไล้ยอดสน ไม่ใช่เสียงล้อรถตู้บดกรวดบนทางชัน แต่เป็นเสียงผู้ชายคนหนึ่งกระซิบอยู่ใกล้ไมโครโฟนมากเสียจนเหมือนริมฝีปากแตะฟองน้ำกันลม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ป่าน…อย่าขานชื่อ”
เธอหยุดนิ้วบนปุ่มบันทึก หันไปมองเมธัสที่นั่งข้างคนขับ เขากำลังง่วนกับการหาสัญญาณโทรศัพท์ ยกเครื่องขึ้นสูงเหมือนเด็กถือธงขาวยอมแพ้
“เมื่อกี้นายพูดอะไรหรือเปล่า” ป่านถาม
เมธัสเลิกคิ้ว “พูดกับใครล่ะ สัญญาณยังไม่อยากพูดกับเราเลย”
คนขับรถตู้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชื่อเทิด อายุราวห้าสิบกว่า ผิวเข้ม หนวดสั้น เขามองผ่านกระจกหลังแวบเดียว “ถ้าได้ยินเสียงเรียกบนทางนี้ อย่าตอบครับ”
ป่านลดหูฟังลงช้า ๆ “ทำไมคะ”
“ก็…เป็นกฎเก่า ๆ ของที่นี่” เทิดพูดเหมือนไม่อยากให้คำพูดออกจากปากมากเกินจำเป็น “กฎเก่าไม่ต้องมีเหตุผลทุกข้อหรอกครับ แค่ทำตามก็พอ”
เมธัสหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะสั้นกว่าปกติ “ดีเลย เปิดงานด้วยบรรยากาศพื้นบ้าน ตัดเข้าโลโก้มหาวิทยาลัยได้สวย”
ป่านไม่หัวเราะ เธอกดเล่นเสียงย้อนหลังในหูฟัง ความเงียบยาวอยู่หลายวินาที ตามด้วยเสียงลมหายใจเบา ๆ และประโยคนั้นอีกครั้ง ชัดกว่าเสียงในความทรงจำใด ๆ ของเธอ
“ป่าน…อย่าขานชื่อ”
เป็นเสียงของพ่อ
นิ้วเธอเย็นลงทันที เธอไม่ได้ยินเสียงอาจารย์พล ผู้เป็นพ่อ มาเกือบสิบเจ็ดปีแล้ว ตั้งแต่เขาหายไปจากสถานีวิจัยบนภูเขาแห่งนี้ วันที่แม่บอกว่าเขาประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปประชุม และไม่อนุญาตให้ป่านกลับมาถามใครอีก เธอจำพิธีศพที่ไม่มีศพได้ จำกลิ่นธูปในบ้านเช่าเมืองล่างได้ จำมือแม่ที่บีบไหล่เธอแน่นเกินไปได้ แต่สิ่งที่จำไม่ได้คือวันสุดท้ายที่อยู่กับพ่อที่ภูสิงห์ ความทรงจำตรงนั้นขาดเป็นช่องว่างสีขาว เหมือนเทปถูกตัดออกอย่างประณีต
“ป่าน” เมธัสเรียก “หน้าเธอซีด”
“ไฟล์มีเสียงแทรก” เธอตอบ “เดี๋ยวค่อยเช็ก”
“อย่าเช็กตอนนี้เลย ทางมันโค้ง”
“ฉันโอเค”
เธอไม่โอเค และเมธัสรู้ เขารู้เพราะเคยอยู่กับเธอในช่วงที่ป่านสะดุ้งตื่นกลางคืนจากเสียงคนเคาะหน้าต่าง ทั้งที่คอนโดอยู่ชั้นสิบหก เขารู้ว่าเธอเลือกงานบันทึกเสียงธรรมชาติไม่ใช่เพราะรักความเงียบ แต่เพราะความเงียบไม่ซักถาม เธอใช้ไมโครโฟนแทนการสนทนากับคน ใช้หูฟังแทนการเผชิญหน้ากับแม่ ใช้เสียงแมลงและฝนเป็นกำแพงกั้นคำถามที่ว่า พ่อหายไปจริง ๆ ที่ไหน
รถตู้ไต่โค้งสุดท้าย ผ่านป้ายไม้ผุที่เอียงเหมือนคอยหลบสายตา ตัวอักษรสีขาวลอกเป็นแผ่น เหลือคำว่า “สวนพฤกษศาสตร์ภูสิงห์ สถานีวิจัยเขตเมฆต่ำ” ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งถูกตะไคร่กลืนไป ประตูเหล็กใหญ่ปิดสนิท เถาวัลย์เลื้อยพันลูกกรงจนเหมือนนิ้วมือจำนวนมากเกาะกันไว้ เทิดบีบแตรหนึ่งครั้ง เสียงแตรแบน ๆ กลืนเข้าไปในป่าโดยไม่มีเสียงสะท้อน
“แปลก” เมธัสพึมพำ “ไม่มีแมลงเลย”
ป่านถอดหูฟัง ฟังด้วยหูเปล่า รอบรถเงียบเกินจริง ไม่ใช่ความเงียบสบายของป่า แต่เป็นความเงียบที่มีเจตนา เหมือนทุกสิ่งพร้อมใจกันกลั้นหายใจเพื่อฟังว่าใครจะพูดก่อน
ประตูเปิดจากด้านในโดยหญิงชราในเสื้อม่อฮ่อมสีซีด ผมขาวรวบต่ำ ใบหน้าเล็ก แต่ดวงตาคมเหมือนใบมีดที่ผ่านการใช้งานมานาน เธอถือกุญแจพวงใหญ่ แทนที่จะทักเทิด เธอมองป่านก่อน มองนานเกินมารยาท
“ลูกอาจารย์พล” หญิงชราพูด
ป่านรู้สึกเหมือนมีมือแตะหลังคอ “ยายรู้จักพ่อหนูเหรอคะ”
“ที่นี่รู้จักทุกคนที่เคยเอาชื่อมาวางไว้”
เทิดดับเครื่อง “ป้าคำแปง ดูแลเรือนพักกับโรงเรือนครับ อยู่มานานกว่าป้ายหน้าสวนเสียอีก”
คำแปงไม่ยิ้ม “ของที่เอามาด้วยมีอะไรบ้าง”
เมธัสยกกระเป๋ากล้อง “กล้อง ไฟ แบต โดรน ไมค์ ไม่มีอาวุธ ไม่มีผีใส่กระเป๋ามาแน่นอน”
“โดรนห้ามบินหลังตะวันตกสันเขา”
“ครับผม กฎข้อที่สอง” เมธัสทำท่าจะหยอก แต่เมื่อเห็นคำแปงไม่เล่นด้วย เขาลดเสียง “ขอโทษครับ”
คำแปงหันมาหาป่าน “มีใครเรียกชื่อระหว่างทางไหม”
ป่านชะงัก “มีเสียงในเครื่องค่ะ”
“ขานตอบไหม”
“ไม่ค่ะ”
“ดี”
“ถ้าตอบจะเกิดอะไรขึ้น”
หญิงชราหลุบตาไปที่พื้นกรวด ราวกับคำตอบถูกฝังอยู่ใต้รองเท้า “มันจะรู้ว่าเสียงนั้นยังมีเจ้าของ”
สวนพฤกษศาสตร์ภูสิงห์กว้างกว่าที่ป่านจำได้ หรือบางทีความจำของเธออาจหดเล็กลงตามวัย ทางเดินปูนแคบตัดผ่านอาคารทดลองเก่า เรือนเพาะชำ กลุ่มเฟิร์นยักษ์ และสระน้ำสีดำที่ผิวนิ่งจนสะท้อนฟ้าเหมือนกระจกด้าน รอบพื้นที่มีหมอกต่ำไหลเอื่อย ระดับเข่า มันไม่ลอยขึ้น ไม่สลาย ทั้งที่แดดบ่ายควรทำให้ป่าโปร่งกว่าเดิม
ดอกไม้บางชนิดมีป้ายชื่อว่างเปล่า ป้ายอะลูมิเนียมเสียบอยู่หน้าต้น แต่ไม่มีตัวอักษร หรือมีเพียงรอยขูดเป็นเส้น ๆ คล้ายใครใช้เล็บลบคำออก เมธัสถ่ายภาพไว้ทันที
“ฟุตเทจดีมาก” เขาพูด “น่าขนลุกแบบไม่ต้องแต่ง”
ป่านแตะป้ายหนึ่ง “ทำไมไม่มีชื่อพืชคะ”
คำแปงตอบ “บางต้นไม่ชอบให้เรียก”
“พืชไม่ชอบอะไรได้ด้วยเหรอ”
“คนยังไม่ชอบถูกเรียกผิดชื่อเลย”
คำตอบนั้นทำให้ป่านเงียบ
พวกเขาเดินไปถึงเรือนพักไม้สองชั้น ทาสีเขียวหม่น มีระเบียงยาวมองลงไปเห็นโรงเรือนกระจกใหญ่กลางสวน ตัวกระจกเก่าจนขุ่น ข้างในมีเงาต้นไม้สูงแออัดเหมือนคนยืนเบียดกันในห้องแคบ ๆ เหนือประตูโรงเรือนมีป้ายไม้สลักคำว่า “เรือนเก็บเสียง” ตัวหนังสือจาง แต่ยังอ่านได้
“เรือนเก็บเสียง?” เมธัสถาม
คำแปงเอากุญแจห้องพักให้ “อย่าเข้าไปถ้าไม่มีอาจารย์ศิวกร”
“ผู้อำนวยการโครงการน่ะเหรอคะ” ป่านถาม
“เขาเป็นคนมีสิทธิ์เปิด แต่ไม่ใช่เจ้าของ”
“เจ้าของคือมหาวิทยาลัย” เมธัสพูด
คำแปงมองเขา “บนกระดาษ ใช่”
ศิวกรมาถึงตอนเย็นพร้อมรถกระบะคันใหม่ กลิ่นน้ำหอมแพงแทรกกลิ่นดินเปียก เขาเป็นชายวัยปลายสี่สิบ ใส่เสื้อเชิ้ตสะอาดเกินสถานที่ ยิ้มกว้างแบบคนชินกับการพูดต่อหน้าคณะกรรมการ
“คุณปาริฉัตร ในที่สุดก็ได้เจอกัน” เขายื่นมือ “ผมเคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์พล ท่านเก่งมาก เสียดายที่คุณต้องมาในบริบทแบบนี้”
ป่านจับมือ เขากำแน่นพอดี ไม่มากไม่น้อย “ขอบคุณที่อนุญาตให้ทีมเรามาบันทึกก่อนปิดสถานีค่ะ”
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ มหาวิทยาลัยต้องการเก็บประวัติให้เรียบร้อยก่อนโอนพื้นที่บางส่วนให้เอกชน ทำสารคดีดี ๆ จะช่วยให้คนเห็นคุณค่าทางวิชาการ”
เมธัสถามทันที “หมายถึงสวนจะถูกเปลี่ยนเป็นรีสอร์ตจริงเหรอครับ”
ศิวกรยิ้มจาง “พูดให้สุภาพคือศูนย์การเรียนรู้เชิงท่องเที่ยวครับ แต่พื้นที่แกนกลางยังคงไว้”
คำแปงยืนอยู่หลังเสา เอ่ยเสียงต่ำ “แกนกลางไม่ใช่ของใครจะคงไว้หรือย้ายออก”
ศิวกรหันไปหาเธอ รอยยิ้มยังอยู่ แต่ดวงตาแข็ง “ป้าคำแปง เรื่องอาหารเย็นเรียบร้อยไหมครับ”
“เรียบร้อย”
“ดีครับ”
มื้อเย็นเป็นข้าวสวย ไข่เจียว ยอดฟักแม้วผัดน้ำมันหอย และแกงจืดรสอ่อน กินกันที่ห้องอาหารเก่า มีพัดลมเพดานหมุนช้า ๆ ริน นักศึกษาปริญญาโทที่มาประจำสถานีเพื่อเก็บตัวอย่างกล้วยไม้ นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอผอม ตาโต ผมตัดสั้นแบบไม่สนใจทรง เสื้อแขนยาวเปื้อนดินตรงข้อศอก
“พี่คือคนทำเสียงสารคดีใช่ไหมคะ” รินถามป่าน “หนูอยากให้พี่ลองอัดตรงแปลงหมายเลขสิบสอง มันมีเสียงเหมือนน้ำหยดทั้งที่ไม่มีน้ำ”
ศิวกรวางช้อน “ริน เราคุยกันแล้วว่าอย่าพูดเกินข้อมูล”
รินก้มหน้า “ค่ะอาจารย์”
เมธัสเหลือบมองป่าน เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้อมูลของแปลงสิบสองคืออะไรคะ”
ศิวกรตอบ “เป็นแปลงพืชพื้นถิ่นที่มีโครงสร้างโพรงในลำต้น ลมผ่านแล้วเกิดเสียงได้ ไม่มีอะไรลึกลับ”
“หนูไม่ได้ยินเฉพาะตอนมีลม” รินพูดเบามาก
ห้องอาหารเงียบ พัดลมดังแอ๊ดหนึ่งครั้งเหมือนกระดูกบิด
เทิดตักแกงใส่จาน “คืนนี้ใครได้ยินเสียงคนเดินบนระเบียง อย่าเปิดประตูนะครับ ไม้เก่า มันลั่นเอง”
เมธัสถอนหายใจ “ที่นี่มีกฎเยอะจนควรพิมพ์เป็นคู่มือ”
คำแปงที่ยืนเติมน้ำอยู่มุมห้องพูดโดยไม่หันมา “คู่มือเคยมี แต่คนอ่านหายไปก่อนอ่านจบ”
คืนนั้นป่านนอนไม่หลับ เตียงไม้แข็ง ผ้าห่มมีกลิ่นแดดเก่า หน้าต่างห้องเปิดรับหมอกที่ไหลเป็นแถบสีขาวใต้แสงจันทร์ เธอวางเครื่องบันทึกไว้บนโต๊ะ ตั้งให้อัดเสียงต่อเนื่องตามนิสัย เสียงป่ากลับยังเงียบ ไม่มีจักจั่น ไม่มีตุ๊กแก ไม่มีแม้แต่ใบไม้เสียดสีกัน
เคาะ
ไม่ดังเหมือนเคาะประตู เป็นเสียงเล็บแตะไม้ระเบียงเบา ๆ หนึ่งครั้ง เว้นระยะนาน แล้วอีกครั้ง
เคาะ
ป่านลืมตา เธอไม่ขยับ เธอรู้จักเสียงแบบนี้จากวัยเด็ก เสียงที่ทำให้เธอนอนคลุมโปงทุกคืนในปีแรกที่พ่อหายไป เสียงเหมือนมีคนยืนอยู่ข้างนอกและไม่รีบร้อน เพราะรู้ว่าในที่สุดคนข้างในจะทนไม่ไหว
“ป่าน” เสียงเมธัสเรียกจากระเบียง “เปิดหน่อย ไฟห้องฉันดับ”
เธอลุกครึ่งตัว ก่อนหยุด
เสียงเมธัสจริง ๆ เวลาง่วงจะห้าวต่ำกว่านี้ และเขาไม่เคยเรียกเธอว่า ป่าน ด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบคนอ่านป้ายชื่อ
“เมธ” เธอพูดโดยไม่ลุกจากเตียง “นายอยู่ไหน”
เสียงข้างนอกเงียบไป
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น ข้อความจากเมธัสเด้งขึ้นมา ทั้งที่ไม่มีสัญญาณเมื่อเย็น
“ได้ยินเสียงเธอเรียกหน้าห้องฉัน อย่าเปิดนะ”
ป่านค่อย ๆ หันไปมองประตู เสียงที่ระเบียงขยับใกล้เข้ามา ไม้กระดานลั่นทีละแผ่น ช้า ๆ จงใจให้คนในห้องนับระยะ
“ป่าน” เสียงพ่อกระซิบแทน “หนูจำพ่อได้ไหม”
น้ำตาเธอไหลโดยไม่รู้ตัว เธอยกมือปิดปากแน่น คำว่า “พ่อ” ติดอยู่หลังฟันเหมือนเศษแก้ว
เสียงนั้นถอนหายใจ แต่มันไม่มีลมหายใจจริง ๆ มีเพียงรูปทรงของการถอนหายใจ “ดีแล้ว อย่าขานชื่อ”
ไม้ระเบียงลั่นถอยห่างไปทีละแผ่น
ตอนเช้า ป่านเปิดไฟล์เสียงเมื่อคืน เสียงเคาะถูกบันทึกไว้ชัด แต่เสียงเรียกไม่มีเลย มีเพียงช่วงว่างที่คลื่นเสียงตกต่ำจนเกือบเป็นเส้นตรง พอเธอขยายดู พบคลื่นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในความเงียบ ลักษณะเหมือนพยางค์กลับด้าน เธอย้อนฟังแบบกลับทิศทาง เสียงของเธอเองดังขึ้นจากหูฟัง
“พ่อ”
เธอสะดุ้งจนหูฟังหลุด ทั้งที่เมื่อคืนเธอมั่นใจว่าไม่ได้พูด
เมธัสเคาะประตูจริง ๆ ตอนเจ็ดโมง ใต้ตาเขาคล้ำ ผมยุ่ง “เธอได้ยินเหมือนกันใช่ไหม”
ป่านเปิดประตูให้ “นายล่ะได้ยินอะไร”
“เสียงเธอร้องไห้ แล้วเรียกให้ช่วย บอกว่าติดอยู่ในห้องน้ำ” เขากลืนน้ำลาย “ฉันเกือบเปิดแล้ว ป่าน ฉันจับลูกบิดแล้วด้วย”
“อะไรทำให้นายหยุด”
เขามองมือของตัวเอง “เสียงเธอพูดคำว่าเมธัสเต็ม ๆ เธอไม่เรียกฉันแบบนั้นตั้งแต่เราเลิกกัน”
ความเงียบตกลงระหว่างพวกเขา ไม่ใช่เงียบของป่า แต่เงียบของเรื่องที่ทั้งคู่หลบมานาน ป่านเป็นคนบอกเลิก เพราะเมธัสอยากให้เธอคุยกับแม่เรื่องพ่อ และเธอเลือกหนีไปทำงานในต่างจังหวัดแทน เธอไม่เคยขอโทษอย่างจริงจัง เขาก็ไม่เคยเรียกร้อง
“ขอบคุณที่ไม่เปิด” เธอพูด
เมธัสยักไหล่ “ฉันยังกลัวผีมากกว่ากลัวเธอด่าอยู่”
“ที่นายมาเพราะงาน หรือเพราะเป็นห่วงฉัน”
เขาหลบตา “สองอย่าง และเพราะฉันติดเงินค่าเช่าสตูดิโอด้วย งานนี้จ่ายดี”
เธอเกือบยิ้ม แต่ไม่สำเร็จ
พวกเขาเริ่มถ่ายทำที่แปลงพืชพื้นถิ่น แสงเช้ากระทบใบเฟิร์นเป็นประกาย รินพาเดินด้วยความตื่นเต้นที่พยายามกดไว้ เธอชี้ให้ดูต้นไม้ลำต้นสีเทาอมน้ำเงิน ใบแคบยาว ขึ้นเป็นวงกลมรอบหลุมดินตื้น ๆ แต่ละต้นมีป้ายว่างเปล่า
“นี่แปลงสิบสองค่ะ” รินพูด “ในทะเบียนเก่าเรียกว่าเครือคืนเสียง แต่ในฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่มีตัวอย่างแห้ง ไม่มีรูป เหมือนถูกลบออกทุกระบบ เหลือแค่ป้ายว่าง”
ป่านตั้งไมค์ “ทำไมชื่อเครือ ทั้งที่เหมือนพุ่ม”
“รากมันเชื่อมกันใต้ดินค่ะ ยาวมาก บางทีทั้งสวนอาจเป็นต้นเดียวกัน”
เมธัสทำหน้าฝืนยิ้ม “ยอดเยี่ยม ต้นไม้ทั้งสวนมีหูเดียวกัน”
รินมองรอบตัวก่อนลดเสียง “พี่อย่าเรียกชื่อมันดัง ๆ ตอนแดดอ่อนนะคะ”
“แดดอ่อนคือเช้ากับเย็น?”
“ค่ะ ช่วงนั้นมันฟังเก่ง”
ป่านกำลังจะถามต่อ เสียงน้ำหยดดังขึ้น
ติ๋ง
ทุกคนหันไปมอง ไม่มีน้ำ ไม่มีท่อ ไม่มีใบเปียก เสียงดังจากกลางหลุมดิน
ติ๋ง
เมธัสยื่นบูมไมค์เข้าไปใกล้ รินคว้าข้อมือเขา “อย่าให้เงาตกลงในหลุม”
“เงาฉันก็มีลิขสิทธิ์ด้วยเหรอ”
“หนูพูดจริง”
ป่านเห็นหน้ารินซีด จึงดึงเมธัสถอย เงาของบูมไมค์เฉียดขอบหลุมเพียงนิดเดียว เสียงน้ำหยุดทันที แล้วมีเสียงอื่นแทรกขึ้นมาแทน เป็นเสียงคนจำนวนมากพูดพร้อมกันเบามาก ราวกับอยู่ใต้ดินลึก ๆ คำพูดทับซ้อนจนฟังไม่รู้เรื่อง ยกเว้นประโยคหนึ่งที่ชัดราวถูกเลือกให้เธอได้ยิน
“ลูกสาวเขากลับมาแล้ว”
ป่านหันไปมองริน “เธอได้ยินไหม”
รินพยักหน้า น้ำตาคลอ “มันเริ่มพูดเป็นประโยคตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ตอนที่อาจารย์ศิวกรให้คนมาวัดพื้นที่เรือนเก็บเสียง”
“ทำไมไม่บอกใคร” เมธัสถาม
“หนูบอกแล้ว เขาบอกว่าหนูนอนน้อย”
ป่านปิดเครื่องบันทึก “พาเราไปดูฐานข้อมูลเก่าได้ไหม”
รินลังเล “ถ้าอาจารย์รู้ หนูอาจไม่ได้จบ”
“ถ้าที่นี่มีอะไรผิดปกติจริง เธอไม่ควรอยู่คนเดียวกับมัน”
รินมองไปทางเรือนกระจกที่ขุ่นมัวอยู่ไกล ๆ “หนูไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะพี่ นั่นแหละที่แย่”
ห้องเอกสารอยู่ชั้นล่างของอาคารวิจัย กลิ่นกระดาษชื้นและสารเคมีเก่าปะปนกัน รินเปิดตู้เหล็กด้วยกุญแจที่แอบทำสำรอง เธอไม่ได้หยิบหนังสือพิมพ์เก่าหรือแฟ้มข่าว แต่หยิบสมุดภาคสนามของนักพฤกษศาสตร์หลายเล่ม ปกผ้าเปื่อย มีคราบดินติดขอบหน้า
“หนูไม่ได้สืบเรื่องผี” รินพูดเหมือนขอโทษ “หนูสืบเรื่องชื่อพืช เพราะชื่อมันหายจากทะเบียน”
ป่านเปิดเล่มหนึ่ง ลายมือในสมุดทำให้หัวใจเธอกระตุก พ่อเธอเขียนตัว พ คล้ายกิ่งไม้หัก เธอจำได้จากการบ้านวัยเด็กที่เขาเคยตรวจ
“นี่ลายมือพ่อฉัน”
เมธัสโน้มมาอ่าน “วันที่สิบสองกันยายน…ทดลองบันทึกการตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อบุคคล ระยะสามเมตร ห้ามใช้ชื่อจริงซ้ำเกินหนึ่งครั้งในช่วงแสงต่ำ”
รินชี้หน้าถัดไป “ดูตรงนี้ค่ะ”
มีรายการชื่อคนเรียงเป็นคอลัมน์ บางชื่อถูกขีดทับด้วยหมึกดำจนกระดาษแทบทะลุ ข้าง ๆ มีคำว่า “คืนแล้ว” บางบรรทัดเขียนว่า “ยังค้าง” ป่านไล่นิ้วจนพบชื่อหนึ่ง
พล อธิคม
ข้างชื่อพ่อไม่มีคำว่าเสียชีวิต ไม่มีคำว่าหาย มีเพียงวงกลมว่างเปล่า
“นี่หมายความว่ายังไง” เธอกระซิบ
รินส่ายหน้า “เล่มก่อนหน้าเล่าถึงพิธีของชุมชนเดิมบนภูเขา เขาเชื่อว่าป่านี้จำชื่อคนได้ ถ้าใครตัดไม้ใหญ่ ต้องเอาชื่อตัวเองไปฝากไว้กับราก เพื่อให้ป่าไม่ตามกลับบ้าน ชื่อที่ฝากไว้จะถูกเรียกคืนด้วยเสียงของคนที่รักที่สุด ปีละครั้ง ต้องมีคนเฝ้าเรือนเก็บเสียง อ่านชื่อคนที่ค้างให้ครบ แต่พอมหาวิทยาลัยสร้างสถานี เขาเอาความเชื่อนั้นมาทดลอง”
เมธัสพูดเบา ๆ “ทดลองกับอะไร”
รินไม่ตอบทันที เธอเปิดสมุดอีกเล่มให้ดู หน้านั้นมีแผนผังเรือนกระจกกลางสวน วาดวงกลมหลายชั้น รอบ ๆ เขียนชื่อพืช เส้นรากเชื่อมกันเหมือนระบบประสาท ใต้ภาพมีประโยคหนึ่ง
“สิ่งนี้ไม่เลียนเสียง มันเก็บส่วนที่เจ้าของเสียงไม่กล้าพูด”
ป่านรู้สึกเจ็บในอกเหมือนถูกดึงบางอย่างออก “พ่อศึกษาเครือคืนเสียง”
“อาจารย์พลเหมือนจะพยายามหยุดค่ะ” รินเปิดหน้าสุดท้ายของสมุดเล่มนั้น ลายมือพ่อเธอสั่นกว่าหน้าอื่น “ห้ามให้ศิวกรเปิดเรือนเก็บเสียงเพื่อพิธีโอนชื่อ การเอาชื่อคนหายไปปิดบันทึกไม่ใช่การคืน เป็นการฝัง”
ประตูห้องเอกสารเปิดดังเอี๊ยด
ศิวกรยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ยิ้มแล้ว “ริน ผมคิดว่าคุณฉลาดพอจะรู้ว่าอะไรควรอ่าน อะไรไม่ควร”
รินหน้าซีด “อาจารย์ หนูแค่…”
“แค่ทำลายอนาคตตัวเอง” เขาพูดเรียบ ๆ แล้วหันมาหาป่าน “คุณปาริฉัตร สมุดพวกนั้นเป็นข้อมูลวิจัยที่ยังไม่เผยแพร่ การนำออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาตผิดจริยธรรมและกฎหมาย”
ป่านปิดสมุดแต่ไม่ปล่อยมือ “พ่อฉันหายไปที่นี่ใช่ไหม”
ศิวกรมองเธอนาน “พ่อคุณเป็นคนดี แต่คนดีบางคนก็หมกมุ่นจนทำให้คนอื่นลำบาก”
“เขาตายไหม”
“ผมไม่ได้อยู่ในวันที่เกิดเรื่อง”
คำแปงปรากฏอยู่ด้านหลังศิวกรโดยไม่มีใครได้ยินฝีเท้า “อยู่สิ คุณอยู่”
บรรยากาศในห้องเย็นลง ศิวกรหันช้า ๆ “ป้ากลับไปดูครัวเถอะ”
“คุณเป็นคนอ่านชื่อผิด”
“พอ”
“อ่านผิดเพราะอยากให้มันรับคนอื่นแทนคุณ”
ศิวกรตบตู้เหล็กเสียงดัง รินสะดุ้ง แต่ป่านไม่ถอย เขาหายใจแรง ก่อนปรับเสียงกลับเป็นผู้ใหญ่ใจเย็น
“ความเชื่อพื้นบ้านผสมความจำผิด ๆ ทำให้คนเล่าเรื่องเกินจริงได้เสมอ คืนนี้มีประชุมทีม ผมจะอธิบายเท่าที่จำเป็น ตอนนี้ขอสมุดคืน”
ป่านมองคำแปง หญิงชราส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่ใช่ห้ามคืน แต่ห้ามพูดต่อ ป่านวางสมุดบนโต๊ะ ศิวกรเก็บไปเอง เขาปิดตู้ ล็อกกุญแจ แล้วหันไปหาริน
“คุณกลับห้องพัก เก็บของ พรุ่งนี้เช้าลงเขา”
รินน้ำตาร่วง “อาจารย์จะไล่หนูออกเหรอคะ”
“ผมกำลังช่วยให้คุณยังมีเรื่องให้เขียนในใบลาออก”
รินวิ่งออกไป เมธัสทำท่าจะตาม แต่ป่านจับแขนเขาไว้ เธอรู้ว่าถ้าแตกหักตอนนี้ พวกเขาจะถูกพาออกจากสวนก่อนรู้ว่าพ่อฝากอะไรไว้ในสมุดเล่มสุดท้าย
เย็นนั้นหมอกมาเร็วผิดปกติ มันไหลจากเรือนเก็บเสียงเหมือนมีใครเปิดประตูตู้เย็นขนาดยักษ์ ท้องฟ้ายังไม่มืด แต่แสงกลายเป็นสีเทาไร้ทิศทาง ป่านยืนบนระเบียง ดูคำแปงจุดตะเกียงน้ำมันทีละดวงตามทางเดิน ทั้งที่ไฟฟ้ายังใช้ได้
“ป้าคะ” เธอเรียก
คำแปงหยุด แต่ไม่หัน “อย่าเรียกชื่อใครตอนหมอกแตะบันได”
ป่านเดินลงไปหา “งั้นหนูจะไม่เรียกชื่อ ป้าบอกหนูได้ไหมว่าพ่อหนูทำอะไรไว้”
หญิงชราเสียบไม้ขีดลงดินให้ดับ “พ่อหนูพยายามเอาชื่อที่ถูกฝังกลับคืน”
“ชื่อที่ถูกฝังคือคนตาย?”
“บางคนตาย บางคนไม่ตายแบบที่เรารู้จัก”
“พูดให้ชัดกว่านี้ได้ไหมคะ หนูเหนื่อยกับคำใบ้แล้ว”
คำแปงมองหน้าเธอ แววตาไม่ได้แข็ง แต่เหนื่อยล้าลึก “ถ้าพูดชัด สวนจะฟังชัด ถ้าสวนฟังชัด มันจะรู้ว่าเราจำอะไรได้บ้าง เราอยู่รอดเพราะพูดให้ขาด ๆ ต่อ ๆ เหมือนคนแก่ลืมคำ”
ป่านกำมือ “หนูจำอะไรไม่ได้เลย ตรงวันที่พ่อหายไป มันเหมือนมีใครตัดออกจากหัว”
“ไม่ใช่ตัด” คำแปงพูด “ฝากไว้”
“ใครฝาก”
“หนูเอง”
ป่านถอยหนึ่งก้าว “เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นหนูอายุสิบเอ็ด”
“เด็กจำเสียงได้ดีกว่าผู้ใหญ่ และลืมเก่งกว่า”
ก่อนป่านจะถามต่อ เสียงแก้วแตกดังมาจากเรือนพัก รินกรีดร้อง ไม่ใช่เสียงตกใจ แต่เป็นเสียงคนพยายามไม่ถูกดึงลงไปที่ไหนสักแห่ง
ป่านกับคำแปงวิ่งขึ้นไป เมธัสออกจากห้องพร้อมไฟฉาย เทิดตามมาจากครัว ถือมีดพร้าแต่ยกต่ำไม่ใช่ท่าจะสู้กับคน ห้องรินเปิดอ้า กระจกหน้าต่างแตกเป็นรูวงกลม เศษแก้วตกด้านใน รินนั่งกอดกระเป๋าอยู่มุมห้อง ปากสั่น
“มันเรียกชื่อแม่หนู” รินพูด “เสียงแม่หนูจริง ๆ แม่อยู่ขอนแก่น แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนูยังไม่ได้นอน”
เมธัสมองหน้าต่าง “มีใครขว้างอะไรเข้ามาไหม”
เทิดส่องไฟไปที่พื้นนอกหน้าต่าง ไม่มีหิน ไม่มีรอยเท้า มีเพียงเถาวัลย์เส้นเล็กสีเทาเลื้อยอยู่บนขอบหน้าต่าง มันค่อย ๆ หดกลับอย่างเชื่องช้าเมื่อแสงไฟแตะ เหมือนหนอนกลัวแดด
รินสะอื้น “มันบอกว่า ถ้าหนูอยากจบ ให้หนูอ่านชื่อจากสมุดให้มันฟัง”
ศิวกรเดินเข้ามาพอดี ใบหน้าเขาเคร่ง “ทุกคนลงไปห้องอาหาร เดี๋ยวนี้”
“อาจารย์รู้ว่ามันต้องการอะไร” ป่านพูด
“ผมรู้ว่าความตื่นกลัวทำให้คนได้ยินสิ่งที่อยากได้ยิน”
เมธัสระเบิดเสียง “กระจกแตกเองด้วยความตื่นกลัวเหรอครับ”
ศิวกรมองเขา “คุณเป็นคนนอก อย่าทำให้สถานการณ์แย่”
“สถานการณ์แย่มาก่อนเรามาถึงอีก”
คำแปงพูดตัด “คืนนี้ต้องปิดเรือนเก็บเสียง”
ศิวกรนิ่งไปนิดเดียว “มันปิดอยู่”
“ข้างในตื่นแล้ว”
“เพราะใครบางคนรื้อสมุดเก่า ทำให้ทุกคนหวาดระแวง”
ป่านก้าวเข้าใกล้ “พ่อฉันอยู่ในนั้นใช่ไหม”
ศิวกรไม่ตอบ คำแปงหลับตา เทิดหันหน้าไปทางอื่น รินหยุดร้องไห้เหมือนลืมหายใจ
ไม่มีใครพูดคำว่าใช่ แต่ความเงียบในห้องออกเสียงแทนทุกคน
คืนนั้นพวกเขารวมกันในห้องอาหารตามคำสั่งศิวกร แต่ไม่มีใครกินอะไร พัดลมเพดานหยุดหมุนทั้งที่สวิตช์เปิดอยู่ ไฟหลอดยาวกระพริบเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ศิวกรวางกุญแจเรือนเก็บเสียงบนโต๊ะ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้ทุกคนมอง
“พรุ่งนี้เช้า ทีมสารคดีลงเขา รินกลับไปพร้อมกัน ผมจะรายงานว่าเกิดเหตุสภาพอากาศไม่ปลอดภัย” เขาพูด
ป่านถาม “แล้วเรือนเก็บเสียงล่ะ”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“เกี่ยวตั้งแต่เสียงพ่อฉันออกจากเครื่องบันทึก”
ศิวกรเอนหลัง เก้าอี้ลั่น “คุณอยากได้คำตอบจริงหรืออยากได้พ่อคืน”
ป่านสะอึก
“สองอย่างไม่เหมือนกัน” เขาพูดต่อ “อาจารย์พลเข้าใจสิ่งนี้ช้าเกินไป เขาพยายามแก้พิธีที่ชาวบ้านใช้ควบคุมสวนมาหลายชั่วคน แต่ความรู้สึกผิดทำให้เขาพลาด”
“ความรู้สึกผิดเรื่องอะไร”
ศิวกรเงียบ
คำแปงตอบแทน “ปีนั้นมีคนงานห้าคนหายระหว่างขุดฐานเรือนกระจก มหาวิทยาลัยไม่อยากหยุดโครงการ ชาวบ้านเตือนว่าเจอรากแม่แล้ว ต้องคืนชื่อให้ป่า ไม่งั้นป่าจะเรียกเอาเอง อาจารย์ศิวกรตอนนั้นยังหนุ่ม เขาเสนอให้ใช้ชื่อคนที่ไม่มีครอบครัวในทะเบียนชั่วคราว”
ศิวกรตวาด “ผมไม่ได้เสนอให้ใครตาย!”
“แต่เสนอให้ชื่อคนอื่นถูกเรียกแทน” คำแปงพูดนิ่ง “ชื่อไม่ใช่ป้ายติดอก ชื่อคือทางกลับบ้าน พอทางของเขาถูกยกให้ป่า เขาก็กลับไม่ได้”
รินกอดแขนตัวเอง “คนงานห้าคนอยู่ไหน”
“อยู่ในที่ที่เรียกแล้วไม่มีใครขาน”
เมธัสกระซิบ “ให้ตายเถอะ”
ป่านมองศิวกร “พ่อฉันรู้เรื่อง”
ศิวกรตอบเสียงต่ำ “เขารู้ทีหลัง และเขาโทษผมมากกว่าที่ผมสมควรถูกโทษ”
“แล้วเขาหายไปยังไง”
คำแปงมองป่านด้วยความเจ็บปวด “คืนที่ต้องอ่านชื่อคืน พ่อหนูไม่ยอมใช้รายชื่อปลอม เขาจะอ่านชื่อจริงของคนที่ค้างทั้งหมด รวมถึงชื่อคนที่ปกปิดไว้ในบัญชีโครงการ ถ้าอ่านครบ เรื่องจะถูกเปิด มหาวิทยาลัยจะจบ คนทำจะถูกเอาผิด”
“ใครหยุดเขา” ป่านถาม ทั้งที่เริ่มรู้คำตอบจากสีหน้าทุกคน
ศิวกรลุกขึ้น “พอได้แล้ว”
“ใครหยุดเขา”
คำแปงพูดเบามาก “หนู”
โลกในห้องอาหารเอียงเหมือนพื้นไม้ทรุด ป่านจับขอบโต๊ะ “ไม่จริง”
“ตอนนั้นหนูไม่เข้าใจ พ่อให้หนูยืนหลังเส้นเกลือ ห้ามตอบเสียงใด ๆ แต่เสียงแม่หนูดังจากเรือนเก็บเสียง บอกว่าพ่อจะทิ้งหนูไป หนูร้องเรียกพ่อ พ่อหันมา ชื่อเขาถูกสวนจับผ่านเสียงหนู”
ป่านหายใจไม่ออก ภาพบางอย่างแวบเข้ามา เป็นแสงตะเกียงสั่นบนกระจกขุ่น มือพ่อผลักเธอออกจากประตู เสียงเขาพูดว่าอย่าขานชื่อ และเสียงเธอเองร้องเรียกคำว่า พ่อ ดังจนคอแตก
“ไม่ใช่ความผิดหนู” คำแปงรีบพูด “เขาเลือกเอง เขาเอาชื่อตัวเองปิดแทน เพื่อให้หนูไม่ถูกเรียกไปด้วย”
ป่านส่ายหน้า น้ำตาไหล “แม่รู้ไหม”
ศิวกรตอบแทน “แม่คุณเซ็นเอกสารรับเงินชดเชยและย้ายออก เธออยากให้คุณมีชีวิตที่ไม่ผูกกับที่นี่”
“คุณซื้อความเงียบของแม่”
“ผมช่วยเธอรอด”
เมธัสพูดแทรก “แล้วตอนนี้คุณจะขายที่นี่ให้รีสอร์ตทั้งที่รู้ว่าข้างใต้มีอะไร”
ศิวกรมองกุญแจบนโต๊ะ “ผมจะปิดมันถาวร พิธีโอนชื่อครั้งสุดท้าย คืนนี้ ผมเตรียมรายชื่อแล้ว พอพื้นที่เปลี่ยนมือ ความรับผิดชอบก็จบ”
คำแปงหน้าซีด “คุณจะเอาชื่อใครไปโอน”
ไม่มีคำตอบ แต่สายตาศิวกรหลบไปที่รายชื่อทีมสารคดีบนแฟ้มข้างตัวเขา ชื่อปาริฉัตร เมธัส ริน เทิด คำแปง เรียงอยู่ครบ
เมธัสลุกพรวด “ไอ้บ้า”
ไฟดับ
ความมืดไม่ได้เข้ามาเหมือนไฟดับทั่วไป มันกดลงมาจากเพดาน หนักและชื้น กลิ่นดินใต้รากไม้คลุ้งเต็มห้อง ทุกคนเงียบทันที เสียงหนึ่งดังจากข้างนอก เป็นเสียงใบไม้เสียดสีกันครั้งแรกตั้งแต่พวกเขามาถึง แต่จังหวะของมันเหมือนคนกระซิบชื่อซ้ำ ๆ
“ปา-ริ-ฉัตร”
ป่านกัดฟันไม่ตอบ
เสียงเปลี่ยนเป็นเมธัส “เมธ…เปิดสิ ฉันกลัว”
เมธัสยืนตัวแข็ง ป่านเอื้อมไปจับมือเขา เขากำแน่นจนเจ็บ
รินสะอื้นเงียบ ๆ เทิดพึมพำบทสวดไม่เต็มคำ คำแปงลากเส้นบางอย่างบนพื้นด้วยเกลือจากถ้วยเครื่องปรุง แต่มือเธอสั่น
ท่ามกลางความมืด มีเสียงกุญแจถูกหยิบจากโต๊ะ
ป่านกระชากไฟฉายขึ้นเปิด แสงส่องทันเห็นศิวกรวิ่งออกประตูไปทางเรือนเก็บเสียง
“เขาจะอ่านชื่อเรา” เมธัสพูด
คำแปงลุกยืน “ถ้าอ่านในเรือน เสียงจะถือว่าเจ้าของขานรับ แม้เราไม่ได้พูด”
“หยุดยังไง” ป่านถาม
“ต้องอ่านชื่อที่ค้างให้ครบก่อนเขาอ่านชื่อใหม่ แต่สมุดอยู่กับเขา”
รินเช็ดน้ำตา “หนูจำบางชื่อได้ค่ะ จากคอลัมน์คนงาน”
เทิดกลืนน้ำลาย “ผมจำชื่อพ่อผมได้ เขาเป็นหนึ่งในห้าคนนั้น”
ทุกคนหันไปหาเขา เทิดไม่สบตา “ผมมาทำงานที่นี่เพราะอยากรู้ เขาหายตอนผมเจ็ดขวบ แม่บอกว่าหนีไปมีเมียใหม่ ผมเพิ่งเห็นชื่อเขาในสมุดเมื่อปีก่อน แต่ผมกลัว กลัวว่าถ้าถามดัง ๆ เขาจะตอบ”
ความกลัวของแต่ละคนถูกวางกลางห้องเหมือนตะเกียงที่ไม่มีใครอยากจุด ป่านมองออกไปนอกหน้าต่าง เรือนเก็บเสียงมีแสงวูบวาบจากตะเกียง ศิวกรเข้าไปแล้ว
“เราต้องไป” เธอพูด
เมธัสมองเธอ “ป่าน ถ้าเสียงพ่อเธอเรียกอีก…”
“ฉันจะไม่ตอบด้วยความอยากได้เขาคืน” เธอหยุด หายใจเข้าลึก “แต่ฉันจะฟังว่าเขาพยายามให้ฉันทำอะไร”
พวกเขาเดินฝ่าหมอกไปเป็นแถว คำแปงนำหน้า โรยเกลือเป็นเส้นขาด ๆ ไม่ใช่วงป้องกันสมบูรณ์ แต่เป็นทางให้จำว่ามาจากไหน เถาวัลย์บนพื้นขยับหลบไฟฉายช้า ๆ เหมือนสัตว์ที่แกล้งทำเป็นพืช เสียงเรียกดังรอบตัว บางเสียงเป็นคนรัก บางเสียงเป็นคนตาย บางเสียงเป็นเสียงของตัวเองตอนเด็ก
“เมธัส” เสียงแม่ของเมธัสเรียกจากพุ่มเฟิร์น “กลับบ้านเถอะ แม่ไม่โกรธเรื่องเงิน”
เมธัสน้ำตาคลอ แต่พูดเพียง “แม่ผมไม่พูดเพราะขนาดนั้น”
รินหยุดเมื่อได้ยินเสียงอาจารย์อีกคนบอกว่า “วิทยานิพนธ์เธอผ่านแล้ว แค่เดินมารับลายเซ็น” คำแปงจับไหล่เธอ “ใบจบไม่มีในป่า” รินพยักหน้าแล้วเดินต่อ
เมื่อถึงเรือนเก็บเสียง ป่านเห็นว่ากระจกขุ่นด้านในเต็มไปด้วยฝ่ามือจาง ๆ ไม่ใช่เลือด ไม่ใช่คราบ แต่เป็นไอน้ำรูปมือจากฝั่งข้างใน แตะซ้อนกันเหมือนผู้โดยสารบนรถที่แน่นเกินไป ประตูเปิดแง้ม เสียงศิวกรอ่านชื่อดังเป็นจังหวะ
“ปาริฉัตร อธิคม”
ป่านรู้สึกเหมือนมีตะขอเกี่ยวลิ้น เธอเกือบขานรับโดยสัญชาตญาณ เมธัสบีบมือเธอแรง
“เมธัส จารุวัฒน์”
เมธัสกัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่ไม่พูด
“รินรดา แสงคำ”
รินปิดหู คำแปงผลักประตูเข้าไป
ภายในเรือนเก็บเสียงไม่เหมือนเรือนกระจกทั่วไป ต้นเครือคืนเสียงขึ้นหนาแน่นจากพื้นดินสีดำ รากโป่งพาดตามผนังและคานเหล็กเหมือนเส้นเลือดขนาดใหญ่ ป้ายชื่อว่างเปล่านับร้อยแขวนอยู่ใต้ใบ ทุกป้ายสั่นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม ตรงกลางมีหลุมดินวงกลม ลึกไม่ถึงเข่า แต่ความมืดข้างในดูไม่มีก้น ตะเกียงสามดวงตั้งรอบหลุม ศิวกรยืนถือสมุดภาคสนาม มืออีกข้างกำแฟ้มรายชื่อ
เขาหันมา ดวงตาแดงก่ำ “อย่าเข้ามา!”
คำแปงพูด “หยุดอ่านชื่อคนเป็น”
“ผมหยุดไม่ได้แล้ว” ศิวกรเสียงแตก “มันเริ่มเรียกผมตั้งแต่ทีมก่อสร้างมาวัดพื้นที่ มันต้องการรายชื่อใหม่ ถ้าไม่ให้ มันจะเอาทุกคนที่เคยเกี่ยวข้อง”
ป่านก้าวเข้าไป “งั้นอ่านชื่อที่ค้างให้ถูก”
“คุณไม่เข้าใจ ชื่อที่ค้างบางชื่อไม่มีคนจำแล้ว ไม่มีคนขาน ไม่มีทางกลับ”
เทิดเดินออกมาจากด้านหลัง “ผมจำพ่อผมได้”
ศิวกรมองเขาเหมือนเพิ่งเห็นครั้งแรก “เทิด…”
“อย่าเรียกชื่อผม” เทิดพูดเสียงต่ำ “พ่อผมชื่อสังวาลย์ คำหอม เกิดบ้านห้วยปูน ชอบเป่าขลุ่ยใบไม้ เขามีแผลเป็นที่คาง เขาไม่ใช่แรงงานไร้ญาติ”
ทันทีที่ชื่อถูกพูดเต็ม ป้ายว่างหนึ่งแผ่นสั่นแรง ตัวอักษรค่อย ๆ ผุดขึ้นเหมือนถูกเขียนด้วยน้ำค้าง เสียงชายคนหนึ่งถอนหายใจจากใต้หลุม ไม่ใช่เสียงผีหลอก แต่เป็นเสียงคนเหนื่อยที่ได้วางของหนักลง
รินก้าวมาข้างหน้า เปิดสมุดอีกเล่มที่เธอซ่อนใต้เสื้อ “หนูฉีกหน้ารายชื่อไว้ตอนอาจารย์เอาสมุดคืน ขอโทษค่ะ”
ศิวกรจ้องเธอ “คุณทำลายหลักฐานวิจัย”
“หนูเก็บหลักฐานคน” เธอตอบ น้ำเสียงสั่นแต่ชัด “มะลิ ทองใบ บ้านแม่แอบ มีลูกสาวชื่อเดือนเพ็ญ ชอบผูกผ้าแดงที่ข้อมือ”
อีกป้ายมีตัวอักษรปรากฏ เสียงผู้หญิงร้องไห้เบามากจากรากไม้
คำแปงอ่านชื่อที่เธอจำได้ เสียงเธอเหมือนคนสวดศพให้คนที่ไม่มีงานศพ เมธัสช่วยจับไฟ ป่านยืนอยู่หน้าหลุม รู้สึกว่าความมืดในนั้นกำลังมองเธอ มันไม่ได้มีตา แต่มันรู้จักส่วนในตัวเธอที่ยังอยากได้พ่อคืนจนเกือบยอมแลกทุกอย่าง
ศิวกรถอยไปชนโต๊ะเหล็ก “พอเถอะ ถ้าอ่านครบ มันจะถามหาคนที่ฝังชื่อพวกเขา ผมยังมีชีวิต ผมแก้ได้ ผมจ่ายเงิน ผมรักษาสถานีไว้ตั้งหลายปี”
ป่านมองเขา “คุณรักษาความผิดไว้ ไม่ใช่สถานี”
เขาหัวเราะสั้น ๆ เหมือนร้องไห้ “คุณพูดง่าย เพราะพ่อคุณเลือกเป็นคนดีตอนท้าย เขาก็มีส่วน เขาเซ็นรับทุน เขาเงียบตอนเริ่มโครงการ”
คำพูดนั้นแทงลึก ป่านอยากปฏิเสธ แต่เธอเห็นลายมือพ่อในสมุด เห็นคำว่า “ทดลอง” เห็นวันที่ก่อนเกิดเหตุ พ่ออาจไม่ได้บริสุทธิ์ตั้งแต่แรก เขาอาจเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าความรู้สำคัญกว่าความกลัวของชาวบ้าน จนความกลัวนั้นเริ่มเรียกชื่อคน
เสียงพ่อดังจากหลุม “ป่าน”
คราวนี้ทุกคนได้ยิน เมธัสหันมาทันที
ป่านหลับตา เสียงนั้นอ่อนโยนเหมือนตอนพ่อสอนเธอแยกเสียงนกกางเขนกับนกปรอด “หนูโตแล้ว”
เธออยากตอบ อยากบอกว่าคิดถึง อยากถามว่าเจ็บไหม อยากเป็นเด็กสิบเอ็ดขวบอีกครั้งและแก้คืนที่ตัวเองร้องเรียกเขาไม่ได้
คำแปงกระซิบ “อย่าขาน”
ป่านลืมตา น้ำตาไหล “หนูจะไม่เรียกพ่อเพื่อดึงพ่อกลับมา” เธอพูดโดยไม่ใช้ชื่อเขา “แต่หนูจะพูดสิ่งที่หนูไม่กล้าพูดมาตลอด หนูโกรธที่พ่อทิ้งช่องว่างไว้ หนูโกรธแม่ที่ปิดปาก หนูโกรธตัวเองทั้งที่เป็นเด็ก และหนูเหนื่อยกับการใช้ความเงียบเป็นบ้าน”
เรือนทั้งหลังเงียบลง ป้ายชื่อหยุดสั่น เถาวัลย์บนคานคลายตัวเล็กน้อย
ป่านหันไปหาศิวกร “รายชื่อที่เหลืออยู่ไหน”
ศิวกรกำสมุดแน่น “ถ้าให้คุณอ่าน ผมจะถูกเรียก”
“คุณถูกเรียกมานานแล้ว แค่ทำเป็นไม่ได้ยิน”
เขามองหลุม มองรากไม้ มองแฟ้มรายชื่อคนเป็นในมือ แล้ววินาทีหนึ่ง ป่านเห็นชายหนุ่มในอดีตซ้อนบนใบหน้าเขา คนที่อาจเคยกลัว เคยอยากเก่ง เคยคิดว่าความผิดเล็ก ๆ จะถูกกลบด้วยงานใหญ่ ๆ ได้ แต่ความกลัวนั้นแข็งตัวเป็นชีวิตทั้งชีวิต
เสียงจากรากไม้เรียกเขาด้วยน้ำเสียงของใครบางคนที่ป่านไม่รู้จัก “ศิวกร”
เขาสะดุ้ง น้ำตาไหล “แม่”
คำแปงร้อง “อย่าตอบ!”
แต่เขาตอบไปแล้ว เพียงพยางค์เดียว เป็นพยางค์ที่มนุษย์ใช้กลับบ้านมาตั้งแต่เด็ก
รากไม้ใต้พื้นขยับ ไม่ได้พุ่ง ไม่ได้ฉีก ไม่ได้ทำอะไรฉับพลัน มันเพียงยกตัวขึ้นอย่างช้า ๆ พันข้อเท้าเขาเหมือนเถาวัลย์ช่วยพยุงคนล้ม ศิวกรไม่กรีดร้อง เขามองป่านด้วยความตกใจมากกว่าความเจ็บ
“ช่วยผม”
เมธัสจะก้าวไป แต่ป่านจับไว้ เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่การลงโทษแบบที่มนุษย์ชอบดู มันคือการทวงชื่อที่ถูกค้าง ศิวกรยังมีสมุดในมือ เขาอาจเลือกได้ครั้งสุดท้าย
“อ่าน” ป่านพูด “ถ้าคุณอยากให้ใครช่วย จงช่วยคนที่คุณฝังไว้ก่อน”
ศิวกรหอบ รากเลื้อยถึงเข่า เขาเปิดสมุดด้วยมือสั่น ๆ เริ่มอ่านชื่อที่เหลือ เสียงเขาแตกพร่า แต่แต่ละชื่อชัดขึ้นเมื่อมีรายละเอียด มีบ้าน มีคนรัก มีนิสัยเล็ก ๆ ที่ทำให้พวกเขากลับมาเป็นคน ไม่ใช่ตัวเลขในโครงการ
“บุญเลิศ พรมมี…ชอบกินมะม่วงดิบจิ้มเกลือ…มีน้องชายชื่อบัติ”
ป้ายหนึ่งสว่างด้วยไอน้ำ
“เสงี่ยม ดอกแก้ว…ร้องเพลงตอนทำงาน…กลัวฟ้าร้อง”
อีกป้ายสั่นแล้วนิ่ง
ศิวกรอ่านจนรากพันถึงอก เสียงจากใต้หลุมค่อย ๆ เปลี่ยนจากกระซิบทับซ้อนเป็นลมหายใจยาวร่วมกัน ป่านไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นได้ไปที่ไหน แต่รู้ว่าชื่อของพวกเขาไม่ถูกใช้เป็นอิฐปิดปากอีกแล้ว
ชื่อสุดท้ายในสมุดคือ พล อธิคม
ศิวกรหยุดอ่าน มองป่าน “คุณต้องอ่านเอง”
ป่านรับสมุด มือเธอสั่นจนตัวหนังสือพร่า เธอไม่อยากเรียกเขาเข้ามา ไม่อยากส่งเขาไป เธอไม่รู้ว่าการอ่านชื่อคืนหมายถึงการได้พบหรือการยอมรับว่าไม่มีวันพบอีก
เมธัสยืนข้างเธอ “เธอไม่ต้องทำคนเดียว”
“แต่ฉันต้องเป็นคนพูด”
เธอสูดหายใจ กลิ่นดินชื้นเต็มปอด “พล อธิคม” เธอพูดช้า ๆ “เป็นพ่อของเด็กผู้หญิงที่ชอบแอบอัดเสียงฝนใส่เทปเก่า เป็นคนหัวเราะเบาเวลาอ่านหนังสือ เป็นคนทำผิดพลาดเพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจป่ามากกว่าคนที่อยู่กับป่า และเป็นคนที่คืนชื่อของตัวเองเพื่อให้ลูกสาวรอด”
เธอหยุด น้ำตาหยดลงบนหน้าสมุด “เขาไม่ใช่วงกลมว่างเปล่า”
เรือนเก็บเสียงสั่นเหมือนมีลมผ่านจากใต้ดินขึ้นฟ้า ป้ายชื่อเหนือหลุมเกิดตัวอักษรทีละเส้น เสียงพ่อดังขึ้นครั้งสุดท้าย ไม่ได้เรียกชื่อเธอ แต่พูดประโยคหนึ่งที่เธอเคยลืม
“ฟังให้จบ แล้วค่อยตอบโลก”
ตะเกียงดับพร้อมกัน ความมืดเข้ามา แต่คราวนี้ไม่หนัก มันเป็นเพียงความมืดของคืนบนภูเขา เมื่อไฟฉายเมธัสเปิดอีกครั้ง หลุมตรงกลางตื้นลง เหลือเพียงดินร่วน มีรากสีขาวเล็ก ๆ พาดอยู่เหมือนเส้นด้าย ป้ายชื่อทั้งหมดมีตัวอักษรครบ ศิวกรหายไปจากวงราก เหลือสมุดภาคสนามตกอยู่บนพื้น หน้าสุดท้ายมีชื่อของเขาปรากฏใหม่ แต่ข้าง ๆ ไม่ได้เขียนว่า “คืนแล้ว” มีเพียงคำว่า “รอฟัง”
ไม่มีใครพูดอยู่นาน รินร้องไห้เงียบ ๆ เทิดคุกเข่าหน้าป้ายชื่อพ่อ วางมีดพร้าลงเหมือนวางภาระ คำแปงแตะกระจกเรือนเบา ๆ แล้วหลับตา
เมื่อออกจากเรือนเก็บเสียง เสียงป่ากลับมา จักจั่นเริ่มร้องห่าง ๆ นกกลางคืนส่งเสียงจากสันเขา ใบไม้ขยับตามลมจริง ๆ เมธัสหัวเราะทั้งน้ำตา “ฉันไม่เคยดีใจที่ได้ยินแมลงขนาดนี้”
ป่านมองฟ้าที่เริ่มเปิดดาว “ฉันก็เหมือนกัน”
“เธอจะทำยังไงต่อ”
“ลงเขา เอาสมุดให้คนที่ควรรู้ ไม่ใช่แค่คณะกรรมการ”
“แม่เธอล่ะ”
ป่านเงียบไป เธอกลัวการโทรหาแม่มากกว่ากลัวเสียงเรียกในป่า เพราะแม่เป็นคนจริง เจ็บจริง และอาจพังจริงเมื่ออดีตถูกเปิด แต่ความเงียบไม่ใช่บ้านอีกต่อไป มันเป็นเพียงห้องที่เธอขังตัวเองไว้นานเกิน
“ฉันจะคุยกับแม่” เธอพูด “ไม่ใช่เพื่อเอาความผิดให้ใคร แต่เพื่อคืนชื่อพ่อให้บ้านเรา”
เมธัสพยักหน้า “ถ้าต้องการคนถือไมค์…”
“นายยังติดค่าเช่าสตูดิโออยู่ไหม”
เขายิ้มเหนื่อย ๆ “นิดหน่อย”
“งั้นมาทำงานต่อ เรามีเรื่องต้องเล่า”
รุ่งเช้า หมอกบางจนเห็นประตูสวนชัด เทิดขับรถตู้ลงเขา ช้ากว่าตอนมา แต่ไม่มีใครบ่น รินนั่งกอดสมุดสำเนาไว้แน่น คำแปงไม่ลงไปด้วย เธอยืนหน้าประตูเหล็ก พวงกุญแจในมือสะท้อนแสงเช้า
“ป้าจะอยู่ต่อเหรอคะ” ป่านถามจากหน้าต่างรถ
“ยังมีชื่อที่ไม่มีใครจำ ต้องฟังอีกนาน”
“สวนจะปลอดภัยไหม”
คำแปงมองเข้าไปในแนวไม้ “ไม่มีที่ไหนปลอดภัยถ้าคนคิดว่าการลืมคือการแก้ไข แต่วันนี้มันอิ่มเสียงจริง ไม่ใช่เสียงโกหก”
ป่านอยากกอดหญิงชรา แต่รู้สึกว่าบางคนในโลกนี้ไม่ควรถูกดึงมาไว้ในอ้อมแขนง่าย ๆ เธอยกมือไหว้ คำแปงรับไหว้ แล้วเอ่ยเบา ๆ
“ถ้าได้ยินใครเรียกชื่อหนูจากที่ว่าง ให้ถามตัวเองก่อนว่าเขาอยากให้หนูตอบ หรืออยากให้หนูฟัง”
รถตู้เคลื่อนผ่านประตูลงสู่ถนนคดเคี้ยว คราวนี้ป่ามีเสียงเต็มไปหมด เสียงนก เสียงน้ำไกล ๆ เสียงยางบดกรวด เมธัสเปิดเครื่องบันทึกของป่านที่วางค้างไว้ตั้งแต่วันแรก
“เธอควรฟังไฟล์สุดท้าย” เขาพูด
ป่านสวมหูฟัง กดเล่น เสียงเรือนเก็บเสียงเมื่อคืนดังผ่านลำโพงเล็ก ๆ มีเสียงอ่านชื่อ เสียงร้องไห้ เสียงลมจากใต้ดิน และช่วงท้ายสุด ก่อนตะเกียงดับ มีเสียงพ่อเบามากจนเกือบเป็นลมหายใจ
“ไม่ต้องขานแล้ว ลูกได้ยินพอแล้ว”
ป่านกดหยุด เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำตาไหลแต่ไม่เจ็บเหมือนเดิม ถนนโค้งพ้นแนวสน แสงแดดแรกแตะใบหน้าเธอ
ตรงป้ายไม้ทางออก ตัวอักษรที่เคยลอกหายกลับชัดขึ้นหนึ่งคำ ไม่ใช่ชื่อสวน ไม่ใช่ชื่อพืช แต่เป็นรายชื่อคนงานห้าคน สลักเล็ก ๆ ใต้ตะไคร่ราวกับอยู่ตรงนั้นมานาน เพิ่งมีใครบางคนยอมมองเห็น
เมธัสถาม “เห็นเหมือนกันไหม”
ป่านพยักหน้า “เห็น”
รินชะโงกจากเบาะหลัง “พี่ถ่ายไว้ไหมคะ”
เมธัสยกกล้องขึ้น “ถ่ายอยู่”
แต่เมื่อรถลงถึงเมืองล่างและเปิดภาพดู ป้ายไม้ในกล้องยังคงว่าง ไม่มีรายชื่อ ไม่มีรอยสลัก มีเพียงตะไคร่และเงาใบไม้ไหว ป่านไม่ได้ตกใจ เธอเพียงคัดลอกชื่อทั้งห้าลงในสมุดใหม่ด้วยลายมือของตัวเอง ใส่รายละเอียดที่แต่ละคนได้รับคืนจากคืนที่ผ่านมา แล้วเขียนชื่อพ่อไว้หน้าถัดไป ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ให้กล้องเห็น แต่เพื่อไม่ให้ความทรงจำต้องพึ่งเครื่องมือใด ๆ อีก
คืนนั้นที่โรงแรมเล็กในเมืองล่าง ป่านโทรหาแม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปี แม่รับสายช้า เสียงปลายสายระวังตัวเหมือนคนเปิดประตูบ้านตอนดึก
“ป่านเหรอลูก”
ป่านหลับตา ฟังเสียงแม่ให้จบก่อนตอบ เธอได้ยินความแก่ ความกลัว และความรักที่ถูกกดไว้ใต้ประโยคสั้น ๆ
“แม่” เธอพูด “หนูไปภูสิงห์มา”
ปลายสายเงียบยาวจนเธอได้ยินลมหายใจแม่สั่น
“เขาเรียกลูกไหม” แม่ถามในที่สุด
ป่านมองเครื่องบันทึกบนโต๊ะ ไฟสีแดงดับอยู่ แต่เธอรู้ว่าตัวเองยังฟังอยู่
“เรียกค่ะ”
แม่สะอื้น “ลูกตอบไหม”
ป่านยิ้มทั้งน้ำตา “หนูฟังค่ะ แม่ หนูฟังจนจบ”
นอกหน้าต่างโรงแรม เมืองเล็กริมเขามีเสียงรถมอเตอร์ไซค์ เสียงหมาเห่า เสียงคนขายโจ๊กลากเก้าอี้ เสียงชีวิตธรรมดาที่ไม่เคยธรรมดาเท่านี้มาก่อน ป่านนั่งคุยกับแม่จนฟ้าซีด ไม่ได้มีการให้อภัยง่าย ๆ ไม่มีประโยคสวยงามที่ลบปีที่หายไป แต่มีชื่อของพ่อถูกพูดออกมาบนสายโทรศัพท์โดยไม่มีใครถูกป่ากลืน และนั่นมากพอสำหรับคืนแรก
หลายสัปดาห์ต่อมา สารคดีของป่านไม่ได้เริ่มด้วยภาพผีหรือเสียงกรีดร้อง มันเริ่มด้วยความเงียบเจ็ดวินาที เต็มจอมีภาพเรือนกระจกขุ่นกลางหมอก แล้วเสียงของเธอพูดช้า ๆ ว่า บางสถานที่ไม่ได้หลอกเราเพราะมีคนตายอยู่ที่นั่น บางสถานที่หลอกเราเพราะคนเป็นเอาชื่อของคนอื่นไปซ่อนไว้ และความเงียบก็มีวันเรียกคืน
ในวันฉายรอบเล็กที่หอประชุมมหาวิทยาลัย มีเก้าอี้ว่างแถวหลังหนึ่งตัว ทั้งที่บัตรเต็มทุกที่ ป่านเห็นมันตั้งแต่นาทีแรก แต่ไม่บอกใคร ระหว่างช่วงถามตอบ ไฟในห้องกะพริบเพียงครั้งเดียว เสียงบันทึกจากป่าไหลออกลำโพงอย่างนุ่มนวล จักจั่น นกกลางคืน ลม และเสียงน้ำหยดที่ไม่มีแหล่งน้ำ
ติ๋ง
ผู้ชมบางคนหันมองกันเอง ป่านยืนบนเวที หัวใจเต้นแรง แต่เธอไม่กลัวเหมือนเดิม เธอรอ ฟังให้จบ
จากลำโพงมีเสียงชายคนหนึ่งกระซิบเบามาก ไม่เรียกชื่อใคร ไม่ขอให้ใครเปิดประตู
“จำไว้”
ป่านก้มศีรษะเล็กน้อย เหมือนรับคำฝากจากคนที่เดินทางไกล เมธัสที่ยืนข้างกล้องมองเธอ ถามด้วยสายตาว่าโอเคไหม เธอพยักหน้า
เก้าอี้ว่างแถวหลังยังว่างอยู่ แต่บนพนักพิงมีละอองน้ำเกาะเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ ห้าชื่อและอีกหนึ่งชื่อ ก่อนมันจะระเหยหายไปในแอร์เย็นของหอประชุม ป่านอ่านทันทุกตัว ไม่ได้อ่านออกเสียง เธอไม่จำเป็นต้องขานรับทุกเสียงที่รัก บางเสียงเพียงต้องการให้มีคนจำได้ว่ามันเคยมีเจ้าของ