เสียงที่เธอเก็บไว้ในเฟรมของเรา
เสียงกริ่งจากจักรยานสีเหลืองดังแทรกกลางลานคณะนิเทศศิลป์ตอนเก้าโมงสิบสองนาที น่านน้ำเบรกจนรองเท้าผ้าใบครูดพื้น ปลายผมหางม้าสะบัดมาติดแก้ม เธอยกมือขอโทษรุ่นน้องที่หอบกล่องพร็อพวิ่งตัดหน้า แล้วรีบก้มเก็บเครื่องบันทึกเสียงขนาดเท่าฝ่ามือที่เกือบหลุดจากกระเป๋าผ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“น่าน! ทางนี้!” เจตตะโกนจากหน้าตึกชมรมภาพยนตร์ เขาถือกาแฟแก้วกระดาษสองแก้วด้วยมือข้างเดียว อีกข้างหนีบสตอรีบอร์ดจนมุมกระดาษยับ “ประชุมเริ่มแล้วนะ พี่ภูริทำหน้าเหมือนกล้องแบตเหลือหนึ่งขีด”
“ก็บอกให้เริ่มสิบโมงไม่ใช่เหรอ” น่านน้ำล็อกจักรยาน มือยังลูบเครื่องบันทึกเสียงเหมือนเช็กว่ามันหายใจอยู่
“พี่ภูริบอกเก้าโมงครึ่งในแชต”
“แชตไหน”
เจตทำตาโต “แชตชมรมใหม่”
น่านน้ำหยุดเดิน “เรามีแชตใหม่อีกแล้วเหรอ”
ประตูห้องชมรมเปิดออกก่อนเจตจะตอบ ชายร่างสูงในเสื้อยืดสีเทาซีดโผล่มา เขาสะพายกล้องไว้ที่ไหล่เหมือนอวัยวะชิ้นหนึ่ง หน้าผากมีรอยแดงจาง ๆ จากการหนีบหมวกแก๊ปนานเกินไป ดวงตาเขาไล่จากจักรยานของน่านน้ำ ไปที่เครื่องบันทึกเสียงในมือ แล้วหยุดที่นาฬิกาข้อมือเธอซึ่งตายอยู่ที่เจ็ดโมงสี่สิบห้า
“ถ้านาฬิกาไม่เดิน มันไม่นับเป็นข้ออ้างนะ” เขาพูด
น่านน้ำยกข้อมือขึ้นดู เหมือนเพิ่งรู้ว่ามันทรยศ “งั้นขอใช้ข้ออ้างว่าไม่ได้อยู่ในแชตใหม่ได้ไหมคะ”
เจตยกกาแฟบังหน้า “ผมลืมดึงน่านเข้าเองครับ อย่ามองแบบนั้น ผมเป็นคนมีความฝันนะ ไม่ใช่คนกลางรับกระสุน”
ภูริมองเจตนิ่ง ๆ แล้วหันกลับเข้าห้อง “เข้ามา เราต้องส่งพิตช์หนังสั้นงานเทศกาลมหา’ลัยภายในบ่ายนี้”
ห้องชมรมภาพยนตร์เป็นห้องสี่เหลี่ยมเก่า ๆ ที่มีกลิ่นฝุ่น กลิ่นสายไฟร้อน และกลิ่นโปสเตอร์กระดาษเคลือบที่เริ่มลอกตามมุม แสงเช้าลอดม่านม้วนลงมาเป็นแถบยาวบนโต๊ะกลาง สมาชิกนั่งล้อมกันหกคน โม นักศึกษาการแสดงปีสอง กำลังซ้อมทำหน้าตกใจใส่กล้องมือถือของตัวเอง แก้ว ปีสามเอกผลิตสื่อ จดอะไรบางอย่างในสมุดสีเขียวซึ่งมีตารางชีวิตแน่นยิ่งกว่าตารางรถไฟ ส่วนเจตนั่งลงข้างน่านน้ำแล้วผลักกาแฟเย็นให้
“ไม่ใส่น้ำตาล” เขากระซิบ
น่านน้ำเลิกคิ้ว “นายจำได้ด้วย?”
“จำได้สิ คนกินกาแฟเหมือนลงโทษตัวเองมีไม่เยอะ”
ภูริตบฝาปากกาลงบนโต๊ะ เสียงดังพอดีให้ทุกคนเงียบ “หัวข้อเทศกาลปีนี้คือ ‘สิ่งที่หายไป’ ความยาวไม่เกินสิบสองนาที ถ้าได้รางวัลใหญ่ หนังจะถูกส่งไปคัดเลือกเวิร์กช็อปภาพยนตร์ต่างประเทศหนึ่งที่นั่ง”
แก้วเงยหน้า “ที่นั่งเดียวเหรอ”
“ใช่” ภูริตอบเร็วเกินไปนิดหนึ่ง “กรรมการดูจากบทบาทหลักของผลงาน ใครเป็นผู้กำกับหรือถ่ายภาพหลักมีสิทธิ์มากสุด”
น่านน้ำจิบกาแฟ ขมจนลิ้นตื่น เธอเห็นปลายนิ้วภูริเคาะปากกาเป็นจังหวะสั้น ๆ เขาไม่ได้มองใครนานเกินสองวินาที ยกเว้นเวลาพูดถึงกล้อง
“พี่มีไอเดียแล้วใช่ไหม” โมถาม
ภูริกดรีโมตเปิดโปรเจกเตอร์ ภาพแรกขึ้นบนผนัง เป็นรูปเก้าอี้โรงหนังว่างเปล่าเรียงแถวในห้องฉายเก่าของมหาวิทยาลัย “หนังเงียบ คนดูคนสุดท้ายกลับมาที่โรงฉายเพื่อหาอะไรบางอย่างที่ลืมไว้ ไม่มีบทพูด เน้นภาพกับแสง”
เจตพยักหน้า “สวย แต่เงียบทั้งเรื่องเลยเหรอพี่”
“ใช่ เงียบจะทำให้คนดูตั้งใจมอง”
น่านน้ำวางแก้วลงเบา ๆ “แต่หัวข้อคือสิ่งที่หายไป ถ้าใช้เสียงที่หายไปล่ะคะ”
ห้องหันมามองเธอพร้อมกัน น่านน้ำกดนิ้วโป้งบนเครื่องบันทึกเสียงโดยไม่รู้ตัว
ภูริพิงโต๊ะ “หมายถึง?”
“คนเราจำสถานที่จากเสียงได้เหมือนกันค่ะ เสียงเก้าอี้พับ เสียงเครื่องฉาย เสียงรองเท้าบนพื้นไม้ เสียงคนกลั้นหายใจตอนหนังจะเริ่ม ถ้าตัวละครกลับมาหาเสียงบางอย่างที่เคยมีอยู่ มันอาจไม่ต้องพูด แต่ไม่จำเป็นต้องเงียบ”
ภูริเหลือบมองเครื่องบันทึกเสียงของเธอ “งานเทศกาลฉายกลางแจ้ง ระบบเสียงไว้ใจไม่ได้ ถ้าพึ่งเสียงมากแล้วพัง หนังจะหายไปทั้งเรื่อง”
“ถ้ากลัวพังจนไม่ใช้เสียงเลย มันก็เหมือนตัดขาอีกครึ่งของหนังทิ้งนะคะ”
เจตดูดกาแฟดังอึกแล้วสำลัก “โอเค วันนี้ประชุมมีเลือด”
โมหัวเราะเบา ๆ แก้วจดประโยคบางอย่างลงสมุด ภูริไม่ได้หัวเราะ เขาหยิบปากกาอีกด้ามจากหลังหูแล้วเขียนบนไวต์บอร์ดว่า ภาพนำ เสียงเสริม
น่านน้ำลุกขึ้น เดินไปหยิบปากกาเมจิกสีฟ้า เขียนข้างล่างว่า เสียงนำ ภาพตาม
ปลายปากกาของทั้งคู่หยุดใกล้กันบนกระดาน เสียงแอร์เก่ากระพือเหนือหัว น่านน้ำรู้สึกได้ว่าห้องเล็กลงนิดหนึ่ง
“งั้นพิสูจน์” ภูริพูด “ภายในเย็นนี้ เธออัดเสียงอะไรก็ได้ในตึกนี้หนึ่งนาที ทำให้ฉันเห็นภาพโดยไม่ต้องเปิดตา ถ้าทำได้ เราจะให้เสียงเป็นแกนร่วม ไม่ใช่แค่เสริม”
“แล้วถ้าทำไม่ได้?”
“เราถ่ายหนังเงียบแบบเดิม”
เจตยกมือ “ผมขอเป็นพยาน และขอขนมด้วย ประชาธิปไตยต้องมีน้ำตาล”
น่านน้ำมองคำว่า ภาพนำ บนกระดาน เธออยากตอบทันทีว่าได้ แต่ลำคอเหมือนมีเม็ดทรายค้างอยู่ ทุกครั้งที่ใครขอฟังงาน เธอมักนึกถึงโต๊ะกินข้าวที่บ้าน เสียงพ่อเคยพูดว่า “เสียงพวกนี้ใครจะจ่ายเงินฟัง” แล้วแม่เงียบจนช้อนกระทบจานดังเกินจริง
ภูริเลิกคิ้ว “ไม่กล้า?”
เธอกดปุ่มเปิดเครื่องบันทึก เสียงติ๊ดเล็ก ๆ ดังขึ้น “กล้าค่ะ แต่อย่าคาดหวังว่าจะเป็นเสียงที่พี่ควบคุมได้”
ภูริหลบตาไปที่ไวต์บอร์ดชั่วครู่ “ฉันไม่เคยควบคุมทุกอย่าง”
เจตไอ “พี่ครับ กล้องพี่มีชื่อเล่นว่า ‘ลูกคนโต’ นะ”
โมยกมือปิดปากขำ ภูริหันไปมองเจตที่รีบทำทีค้นกระเป๋า น่านน้ำเก็บรอยยิ้มไว้ไม่ทัน ภูริมองเห็น มุมปากเขาขยับเหมือนจะยิ้ม แต่กลับหยิบตารางถ่ายทำขึ้นมาแทน
วันนั้นน่านน้ำเดินทั่วตึกชมรมด้วยหูฟังครอบหู เธออัดเสียงประตูเหล็กที่ฝืดจนร้องเหมือนสัตว์ตัวเล็ก เสียงกระดาษสตอรีบอร์ดพลิกเร็ว ๆ เสียงโมซ้อมหัวเราะแล้วหยุดกลางคันเพราะเขิน เสียงแก้วต่อรองกับเจ้าหน้าที่เรื่องขอใช้ห้องฉายเก่า เสียงเจตเคี้ยวขนมกรอบจนไมค์แทบแตก และเสียงภูริที่ยืนอยู่หน้าต่าง พูดโทรศัพท์เสียงต่ำ
“ผมรู้ว่าปีก่อนผมพลาดครับอาจารย์…ไม่ใช่ ผมไม่ได้โทษใคร…ครับ ปีนี้ผมจะไม่ให้มันหลุดมือ”
น่านน้ำลดไมค์ลง เธอไม่ได้กดบันทึกเสียงประโยคนั้นไว้ แต่เสียงมันติดอยู่ในหัวเหมือนฝุ่นบนเลนส์
ตอนเย็น สมาชิกกลับมานั่งล้อมโต๊ะ เธอต่อเครื่องบันทึกเข้าลำโพงเล็กที่สายขาดตรงปลาย ต้องใช้เทปกาวพันไว้ เจตปิดไฟ โมเลิกซ้อมหน้า แก้ววางสมุด ภูรินั่งพิงเก้าอี้แขนกอดอก
เสียงเริ่มจากความเงียบที่ไม่ว่างเปล่า มีลมหายใจคนหนึ่ง เสียงรองเท้ายางลากบนพื้น เสียงประตูเก่าเปิดช้า ๆ แล้วตามด้วยเสียงเครื่องฉายที่ไม่ได้ถูกใช้จริง แต่เธอสร้างจากพัดลมตั้งพื้นกับเฟืองจักรยาน เสียงกระดาษสะบัดคล้ายแสงกะพริบ เสียงเก้าอี้พับดังหนึ่งที สองที สามที ราวกับคนดูที่มองไม่เห็นกำลังลุกจากไปทีละคน ท้ายสุดเหลือเสียงปลายนิ้วแตะที่นั่งว่าง แล้วเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะไกลมากจนเหมือนจะหายไปในผนัง
ไฟเปิด ไม่มีใครพูดทันที เจตยกมือจับแขนตัวเอง โมมองเพดานเหมือนมีภาพฉายอยู่ตรงนั้น แก้วเขียนอะไรช้า ๆ
ภูริเอื้อมไปกดเล่นซ้ำ แต่ไม่กด เขาถามแทน “เสียงหัวเราะเด็กมาจากไหน”
“โมหัวเราะค่ะ เอามายืดแล้วตัดความถี่”
โมชี้ตัวเอง “ฉันกลายเป็นผีโรงหนังเหรอ”
น่านน้ำหันไปยิ้ม “เป็นความทรงจำที่เสียงดีมาก”
ภูริวางแขนลง “โอเค เสียงเป็นแกนร่วม”
เจตปรบมือหนึ่งที “นี่แหละ ประวัติศาสตร์เขียนโดยคนถือไมค์”
น่านน้ำเก็บสายลำโพง นิ้วเธอพันเทปกาวซ้ำทั้งที่มันแน่นแล้ว “พี่พูดจริงนะคะ”
“พูดจริง” ภูริหยุดเหมือนเลือกคำ “แต่ต้องทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เธอหายไปอัดเสียงคนเดียวแล้วเอามาวางตอนท้าย”
“พี่ก็ต้องไม่ตัดเสียงออกเพราะกลัวระบบพัง”
“ตกลง”
เขายื่นมือมาเหมือนจะจับมือทำสัญญา น่านน้ำมองมือเขา เล็บนิ้วชี้มีรอยดำจากหมึกปากกา เธอวางเครื่องบันทึกเสียงลงบนมือเขาแทน
“ถือดี ๆ นะคะ แพงสำหรับหนู”
ภูริรับไว้ด้วยสองมือ ท่าทางระวังกว่าตอนถือกล้องตัวเองนิดหนึ่ง “รู้แล้ว”
เจตกระซิบกับโมดังพอให้ทั้งห้องได้ยิน “นี่คือฉากจับมือเวอร์ชันเด็กชมรมที่ไม่มีงบ”
น่านน้ำคว้าเทปกาวปาใส่เขา เจตหลบไม่ทัน เทปกาวติดหน้าผากพอดี โมหัวเราะจนเสียงสะท้อนทั่วห้อง ภูริก้มหน้าปิดรอยยิ้มด้วยการตรวจปุ่มเครื่องบันทึก
การทำหนังเริ่มขึ้นในเช้าวันถัดมา ห้องฉายเก่าอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารศิลป์การแสดง ประตูไม้บวมจนต้องใช้ไหล่ดัน แก้วเป็นคนเจรจาขอใช้สถานที่ได้สำเร็จ แลกกับการที่ชมรมต้องทำคลิปโปรโมตงานคณะให้เธอใช้หาเสียงเลือกประธานนักศึกษา โมรับบทหญิงสาวที่กลับมาหาเสียงของพี่ชายที่เคยพาเธอมาดูหนังในวัยเด็ก เจตออกแบบเงาแอนิเมชันเล็ก ๆ ที่จะฉายบนผนัง ส่วนภูริวางกล้องบนรางเลื่อนที่ต่อเองจากท่ออะลูมิเนียมและล้อสเกตเก่า
“อย่าแตะรางนะ มันอ่อนไหว” ภูริบอกทุกคน
เจตยื่นหน้าไปใกล้ราง “เหมือนเจ้าของ”
“เจต”
“ครับ ผมจะไปอยู่มุมที่รัฐไม่เห็น”
น่านน้ำติดไมค์ไว้ใต้เก้าอี้แถวสาม เธอคลานบนพื้น ฝุ่นติดปลายจมูก ภูริเดินมาหยุดข้าง ๆ แล้วยื่นผ้าเช็ดเลนส์ให้
“เช็ดหน้าไหม”
“นี่ผ้าเช็ดเลนส์นะคะ”
“ซักแล้ว”
“ไม่ใช่ประเด็น”
เขาย่อตัวลง ชี้ใต้เก้าอี้ “ไมค์ตรงนั้นจะเก็บเสียงรองเท้าด้วยไหม”
“เก็บค่ะ แต่ถ้าใครเดินเสียงดังเกิน จะกลบเสียงเก้าอี้”
ภูริหันไปทางเจตทันที “นายถอดรองเท้า”
เจตที่เพิ่งกัดขนมปังคำโตชะงัก “ทำไมผมคือผู้ต้องสงสัยก่อนเสมอ”
“เพราะนายเคยใส่รองเท้าแตะเข้าฉากดราม่า”
“ศิลปะไม่จำกัดรองเท้า!”
เสียงหัวเราะเบา ๆ กระจายไปในห้องฉายเก่า แสงจากช่องระบายอากาศเล็ก ๆ บนผนังตกลงบนไหล่ภูริ เขากำลังปรับกล้อง มือขวาหมุนโฟกัสช้า ๆ มือซ้ายแตะรางเหมือนฟังจังหวะของโลหะ น่านน้ำยกไมค์บูมขึ้น เธอมองผ่านหูฟัง เห็นเขาแบบไม่มีเสียงโลกภายนอก เห็นริมฝีปากเขาขยับนับจังหวะ เห็นคิ้วขมวดตอนภาพยังไม่คม และเห็นเขาหยุดหายใจเสี้ยววินาทีก่อนกดบันทึก
“พร้อมไหม” เขาถาม
น่านน้ำยกนิ้วโป้ง
“เสียง?”
“เดินอยู่ค่ะ”
“ภาพ?” เจตตอบแทน “ยังหล่ออยู่ครับ”
ภูริไม่หันไป “เทคหนึ่ง”
โมเดินเข้ามาในเฟรม เธอถือกล่องโลหะใบเล็ก เสียงฝาเสียดสีกับนิ้วดังแผ่ว น่านน้ำลดบูมลงอีกนิด ตามเสียงลมหายใจของโมที่สะดุดตรงเก้าอี้แถวกลาง กล้องเคลื่อนตามช้า ๆ รางสั่นน้อยกว่าที่คิด ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดีจนไฟเพดานกะพริบแล้วดับพรึ่บ
“คัต” ภูริพูดทันที ความมืดทำให้เสียงเขาคมขึ้น
โมถอนหายใจ “ฉันเดินชนอะไรไหม”
“ชนความหวังผมนิดหนึ่ง” เจตตอบจากมุมห้อง
น่านน้ำถอดหูฟัง “ไฟตึกนี้ดับเองบ่อยไหมคะ”
แก้วเปิดไฟฉายมือถือ “เจ้าหน้าที่บอกสายไฟเก่า ถ้าเปิดแอร์กับไฟพร้อมกันบางทีตัด เราขอเปลี่ยนตึกได้ แต่คิวห้องอื่นแน่น”
ภูรินิ่งไป เขามองกล้องในความมืด มือจับสายสะพายแน่น “ถ่ายไม่ได้ ถ้าแสงไม่ต่อเนื่อง”
น่านน้ำเปิดเครื่องบันทึกอีกครั้ง เสียงห้องมืดดังชัดกว่าตอนมีไฟ มีเสียงท่อแอร์หายใจ มีเสียงเก้าอี้ไม้ยืดตัว มีเสียงโมขยับกล่องในมือเบา ๆ
“ถ้าใช้ไฟฉายล่ะคะ” เธอพูด
ภูริหันมา แม้ในความมืดเธอก็รู้ว่าเขาขมวดคิ้ว “ภาพจะสกปรก”
“แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับคนกลับมาหาสิ่งที่หายไป ไฟฉายเหมือนเขาหาเอง ไม่ใช่โรงหนังเปิดไฟให้”
แก้วยกมือถือขึ้น “ฉันมีสองเครื่อง ยืมของเจ้าหน้าที่ได้อีกหนึ่ง”
โมลองส่องไฟฉายลงพื้น แสงสั่นผ่านฝุ่นเป็นเส้นเล็ก ๆ “ฉันชอบนะ มันเหมือนตัวละครไม่แน่ใจว่าจะเจออะไร”
ภูริมองภาพนั้นนานกว่าปกติ เขาเดินไปหลังกล้อง ปรับค่ารับแสง มือยังตึงอยู่แต่ไม่หยุด “ลองหนึ่งเทค ถ้าเละ เรากลับไปใช้ไฟจริงวันอื่น”
น่านน้ำยิ้มกับไมค์ “รับทราบ ผู้กำกับที่ไม่ควบคุมทุกอย่าง”
“อย่าเพิ่งตั้งฉายาใหม่”
เทคนั้นไม่สมบูรณ์ ไฟฉายสั่นเกินไปตอนโมผ่านแถวห้า เจตจามเพราะฝุ่น แก้วเผลอรับโทรศัพท์แม่กลางเทค แต่เมื่อทุกคนดูภาพจากจอกล้อง ภูริเงียบลง ภาพโมเดินกลางแสงเล็ก ๆ ในโรงฉายมืดดูเหมือนคนที่กล้าพอจะตามหาอะไรบางอย่างทั้งที่มือสั่น
“ถ่ายใหม่” เขาพูด
“แบบไฟฉาย?” น่านน้ำถาม
“แบบไฟฉาย”
เธอใส่หูฟังกลับไป เสียงติ๊ดของเครื่องบันทึกดังเหมือนสัญญาณเริ่มต้นใหม่ ภูริมองเธอผ่านเงากล้อง แล้วพยักหน้าเล็ก ๆ ไม่ใช่คำขอบคุณ แต่ใกล้เคียงพอให้น่านน้ำเก็บไว้ในที่ที่ไม่มีใครเห็น
วันถ่ายทำยืดไปถึงค่ำ สมาชิกผลัดกันนั่งบนพื้นกินขนมปังจากร้านสะดวกซื้อใกล้คณะ ไม่ใช่มื้อที่สวยงาม แต่ทุกคนกินเหมือนเพิ่งรอดจากสนามรบเล็ก ๆ โมเล่าว่าตัวเองอยากสอบเข้ากลุ่มละครเวทีของเมือง แต่กลัวแม่บอกว่าเป็นงานไม่แน่นอน แก้วเล่าว่าอยากเป็นประธานนักศึกษาเพราะเบื่อเห็นงบกิจกรรมศิลป์ถูกตัดก่อนเสมอ เจตบอกว่าเขากำลังทำแอนิเมชันเกี่ยวกับปลาที่กลัวน้ำ แต่ยังหาวิธีให้ปลาดูน่ารำคาญน้อยลงไม่ได้
“แล้วน่านล่ะ” โมถาม “ทำไมถึงชอบเสียง”
น่านน้ำกำลังแกะพลาสติกหลอด นิ่งไปนิดเดียว “เพราะมันซ่อนเก่งค่ะ”
เจตหันมา “ตอบเหมือนตัวอย่างสารคดีรางวัลใหญ่”
เธอหัวเราะเบา ๆ “ตอนเด็ก ๆ บ้านเราติดถนนใหญ่ เวลาทะเลาะกัน ทุกคนคิดว่าเสียงรถกลบได้ แต่จริง ๆ มันไม่ได้กลบ มันแค่ทำให้ต้องตั้งใจฟังมากขึ้น เราเลยเริ่มอัดเสียงไว้ ฟังว่าใต้เสียงดัง ๆ มีอะไรอยู่”
ภูริที่นั่งฝั่งตรงข้ามหยุดแกะฝาขวดน้ำ เขาไม่ได้ถามต่อ แต่ตอนน่านน้ำหาเทปกาวไม่เจอ เขาดันม้วนสีแดงมาตรงหน้าโดยไม่พูด เธอจำได้ว่าม้วนนั้นอยู่ในกระเป๋ากล้องเขา ไม่ใช่บนพื้น
“ขอบคุณค่ะ”
“อืม”
เจตมองซ้ายมองขวา “ผมขอเทปกาวบ้างได้ไหม หรือของชิ้นนี้มีพิธีกรรมเฉพาะ”
ภูริโยนม้วนเทปไปให้ เจตรับพลาด เทปกลิ้งเข้าใต้เก้าอี้ โมใช้เท้าคีบออกมา ทุกคนหัวเราะอีกครั้ง ความเหนื่อยคลายตัวในแสงไฟฉายที่วางพิงผนัง
คืนเดียวกันนั้น น่านน้ำอยู่เก็บเสียงในห้องฉายต่อ เธอบอกคนอื่นให้กลับก่อนเพราะอยากอัดเสียงห้องว่างตอนระบบไฟปิดหมด เจตลังเล แต่แก้วต้องไปประชุมทีมเลือกตั้ง โมมีซ้อมพูดบท ภูริเป็นคนสุดท้ายที่สะพายกล้องยืนค้างอยู่หน้าประตู
“จะอยู่นานไหม”
“ครึ่งชั่วโมงค่ะ”
“ฉันรอข้างบน”
“ไม่ต้องก็ได้ พี่มีไฟล์ต้องแบ็กอัปไม่ใช่เหรอ”
“แบ็กอัปเสร็จแล้ว” เขาโกหกไม่เก่ง เพราะมือยังจับเมมโมรีการ์ดในกระเป๋าเสื้อ
น่านน้ำเสียบหูฟัง “กลัวหนูขโมยเก้าอี้เหรอคะ”
“เก้าอี้หนัก”
“งั้นกลัวอะไร”
คำถามลอยอยู่ในห้องมืด ภูริไม่ได้ตอบทันที เขาวางกระเป๋ากล้องลงบนเก้าอี้แถวท้าย แล้วนั่งถัดจากมัน
“ปีก่อน หนังชมรมมีปัญหาเสียงตอนฉาย รอบคัดเลือกเขาฟังบทพูดไม่ได้ครึ่งเรื่อง ฉันเป็นคนถ่าย เป็นคนยืนยันว่าไม่ต้องเช็กระบบซ้ำ เพราะอยากส่งให้ทัน คนเขียนบทลาออกจากชมรมไปเลย”
น่านน้ำลดหูฟังลงข้างหนึ่ง “คนที่พี่โทรคุยกับอาจารย์?”
เขาหันมามอง “เธอได้ยิน?”
“ไม่ได้อัดค่ะ”
“ไม่ได้ถามว่าอัดไหม”
เธอเม้มปาก “ขอโทษค่ะ”
ภูริพยักหน้าเหมือนรับไว้ แต่สายตาเขายังอยู่ที่พื้น “ฉันคิดว่าถ้าคุมเองทุกอย่าง จะไม่มีใครต้องเจ็บเพราะฉันอีก”
น่านน้ำไม่รู้จะวางคำพูดตรงไหน เธอจึงเปิดเครื่องบันทึกแล้ววางไว้ระหว่างแถวเก้าอี้ “พี่ลองฟังห้องนี้ตอนเงียบจริง ๆ ไหม”
เขามองเครื่อง “ตอนนี้เหรอ”
“ค่ะ แต่ต้องไม่พูดหนึ่งนาที”
ภูริทำหน้าเหมือนภารกิจยากกว่าถ่ายลองเทคยี่สิบครั้ง แต่เขาก็นั่งนิ่ง น่านน้ำกดปุ่มบันทึก เสียงแรกคือความเงียบที่มีฝุ่นอยู่ข้างใน เสียงหายใจของเธอกับเขาอยู่คนละระดับ เสียงผ้าสะพายกล้องเสียดสีกับเก้าอี้ เสียงไฟทางเดินชั้นบนหึ่งไกล ๆ และเสียงนิ้วภูริที่หยุดเคาะปากกาในวินาทีที่สามสิบสี่
ครบหนึ่งนาที เธอกดหยุด “ได้ยินอะไร”
“เธอหายใจสั้นตอนวินาทีแรก”
น่านน้ำชะงัก
“แล้วก็ค่อยยาวขึ้น” เขาพูดต่อ น้ำเสียงเบาลง “เหมือนตอนเริ่มเทคแรก”
เธอหัวเราะในลำคอเพื่อซ่อนอะไรบางอย่าง “พี่สังเกตเสียงคนอื่นด้วยนี่”
“เพิ่งเริ่ม”
แสงไฟจากทางเดินลอดใต้ประตูมาเป็นเส้นบาง ๆ ตัดปลายรองเท้าของทั้งคู่ น่านน้ำอยากถามว่าเขาจะสมัครเวิร์กช็อปต่างประเทศไหม อยากถามว่าถ้าได้ไป เขาจะทิ้งชมรมไว้ยังไง แต่คำถามเหล่านั้นใหญ่เกินกว่าห้องมืดหนึ่งห้อง เธอจึงถามแค่ “พี่อยากถ่ายหนังแบบไหนจริง ๆ”
ภูรินั่งพิงพนักเก้าอี้ “หนังที่ดูแล้วรู้ว่าคนทำไม่ได้โกหก”
“แล้วตอนนี้โกหกอยู่ไหม”
เขาหันมายิ้มบางมาก “กำลังพยายามไม่โกหก”
น่านน้ำก้มมองเครื่องบันทึก เสียงติ๊ดตอนเซฟไฟล์ดังเล็กน้อย เธอตั้งชื่อไฟล์ในใจว่า คนที่เพิ่งเริ่มฟัง
งานตัดต่อเริ่มในห้องชมรมที่ร้อนกว่าข้างนอกเพราะคอมพิวเตอร์เก่าสองเครื่องทำงานพร้อมกัน ภูรินั่งหน้าจอหลัก น่านน้ำนั่งข้าง ๆ พร้อมหูฟัง เจตอยู่พื้นวาดเฟรมแอนิเมชัน แก้วตอบข้อความทีมงานเลือกตั้ง โมซ้อมท่าทางหน้ากระจกบานเล็ก ทุกคนมีโลกของตัวเองแต่โลกเหล่านั้นชนกันบนโต๊ะเดียว
“ตรงนี้เสียงเก้าอี้ดังไป” ภูริพูด
“ดังเพราะตัวละครจำได้ค่ะ”
“คนดูจะสะดุ้ง”
“ดีค่ะ เขาจะตื่น”
“ตื่นแล้วเกลียดเราล่ะ”
“ให้เขาเกลียดอย่างมีเหตุผล”
เจตเงยหน้าจากกระดาษ “ผมขอใช้ประโยคนี้กับอาจารย์วิชาทฤษฎีได้ไหม”
ภูริเลื่อนคลิปกลับไปฟังซ้ำ เขาไม่ตัดทันทีเหมือนวันแรก น่านน้ำสังเกตว่าช่วงนี้เขาเริ่มถามก่อนแตะงานเสียง แม้บางครั้งถามด้วยหน้าตาเหมือนถูกบังคับกินผัก
“ถ้าเก้าอี้ดังเท่านี้ ภาพต้องช้าลงสองเฟรม” เขาพูด
“ยอมช้าลงเหรอคะ”
“สองเฟรม ไม่ใช่ชีวิตทั้งชีวิต”
น่านน้ำหลุดยิ้ม ภูริเห็นจากเงาสะท้อนหน้าจอ เขาเอื้อมไปหยิบซองลูกอมรสมะนาวจากกระเป๋ากล้อง วางข้างคีย์บอร์ด
“เอามาจากไหน” เธอถาม
“ร้านสวัสดิการ”
“พี่กินลูกอมด้วยเหรอ”
“ไม่ได้กิน”
“แล้วซื้อทำไม”
เขายังมองจอ “วันก่อนเธอไอหลังอัดเสียงฝุ่น”
คำตอบนั้นเล็กมาก เล็กเหมือนเสียงเข็มตก แต่ในห้องตัดต่อที่ทุกคนกำลังทำเสียงดังของตัวเอง น่านน้ำได้ยินชัดจนต้องแกะลูกอมใส่ปากเพื่อไม่ให้พูดอะไรแปลก ๆ ออกไป รสมะนาวเปรี้ยวจัด เธอขมวดคิ้ว
ภูริเหลือบมอง “ไม่ชอบ?”
“ชอบค่ะ แต่เหมือนโดนผลไม้ต่อย”
เขาหัวเราะออกมาเพียงครึ่งเสียง ก่อนรีบทำเป็นไอ เจตชี้ดินสอมาทางเขา “บันทึกไว้ครับ พี่ภูริมีระบบเสียงหัวเราะ”
แก้วพูดโดยไม่เงยหน้าจากมือถือ “เอาไปใส่เครดิตท้ายเรื่องไหม”
โมเสริม “เสียงหัวเราะที่หายไป”
“ทุกคนทำงาน” ภูริพูด แต่หูเขาแดงชัดในแสงจอ
วันที่ต้องส่งไฟล์พิตช์ฉบับกลาง ภูริได้รับอีเมลจากโครงการเวิร์กช็อปต่างประเทศ เขาเปิดอ่านเงียบ ๆ ตรงมุมห้อง น่านน้ำเห็นเพียงหัวข้อภาษาอังกฤษและกำหนดส่งแฟ้มผลงานภายในคืนก่อนเทศกาล เธอกำลังจะถาม แต่แก้วเรียกให้ช่วยอัดเสียงสโลแกนหาเสียง เธอจึงปล่อยคำถามไว้บนโต๊ะเหมือนแก้วน้ำที่ยังไม่ได้ดื่ม
เย็นนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมเข้ามาดูรัฟคัต อาจารย์เป็นผู้หญิงผมสั้น พูดน้อยแต่สายตาคม เธอนั่งดูจนจบโดยไม่ขยับ เมื่อไฟเปิด เธอถามคำแรกว่า “ใครออกแบบเสียง”
น่านน้ำยกมือช้า ๆ “หนูค่ะ”
“กล้าดี”
น่านน้ำไม่แน่ใจว่าเป็นคำชมหรือคำเตือน
อาจารย์หันไปทางภูริ “ภาพสวยขึ้นจากปีก่อน แต่บางช่วงเสียงดึงมาก ถ้าระบบฉายกลางแจ้งไม่ดี รายละเอียดจะหาย เหลือแต่ความดัง เธอต้องเลือกว่าจะเสี่ยงแค่ไหน”
ภูริพยักหน้า “ครับ”
น่านน้ำมองเขา รอให้เขาพูดว่าเราจะเช็กระบบ หรือเราจะหาวิธี แต่เขาจดคำว่า ลดความเสี่ยง ลงบนกระดาษ
เมื่ออาจารย์ออกไป ห้องชมรมเงียบกว่าที่ควร เจตมองน่านน้ำที ภูริที แก้วปิดสมุด โมบีบมือกล่องพร็อพ
“เราปรับได้” น่านน้ำพูด “ไม่ต้องตัด แค่แยกเลเยอร์เสียงสำหรับระบบกลางแจ้ง”
ภูริยังมองกระดาษ “ต้องใช้เวลาเท่าไร”
“คืนนี้กับพรุ่งนี้เช้า”
“เราต้องล็อกภาพพรุ่งนี้เที่ยง”
“หนูทำทัน”
เขาเงยหน้า “เธอนอนกี่ชั่วโมงในสามวันที่ผ่านมา”
“ไม่เกี่ยวค่ะ”
“เกี่ยว ถ้าไฟล์พังเพราะคนทำไม่ไหว มันคือความเสี่ยง”
คำว่า ความเสี่ยง ตกลงกลางโต๊ะเหมือนของแข็ง น่านน้ำเก็บสายหูฟังให้เป็นวง “พี่กำลังจะตัดเสียงใช่ไหม”
“กำลังจะทำให้หนังฉายรอด”
“ด้วยการทำให้สิ่งที่มันเป็นหายไป?”
ภูริหลับตาสั้น ๆ “อย่าพูดเหมือนฉันไม่เห็นค่ามัน”
“งั้นมองหนูแล้วพูดสิคะว่าจะไม่ตัดโดยไม่ถาม”
เขามองเธอจริง ๆ แต่ไม่พูด ประตูห้องชมรมเปิดออก นักศึกษาปีหนึ่งเอาหัวเข้ามาถามเรื่องยืมขาตั้งกล้อง บทสนทนาขาดกลางคัน ภูริลุกไปหยิบอุปกรณ์ให้ น่านน้ำยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกเหมือนเสียงในห้องถูกใครหมุนลงช้า ๆ จนเหลือแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่ไม่เข้าจังหวะกับใคร
คืนนั้นเธอกลับหอพร้อมเครื่องบันทึกเสียงและฮาร์ดดิสก์สำรอง เธอไม่รอภูริเหมือนหลายคืนก่อน ไม่ส่งข้อความบอกถึงหอ ไม่ถามว่าเขาแบ็กอัปไฟล์หรือยัง เธอนั่งบนพื้นข้างเตียง เปิดคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กที่พัดลมดังเหมือนจะบินหนี แล้วเริ่มทำมิกซ์เสียงเวอร์ชันกลางแจ้งทีละเลเยอร์
ตอนตีหนึ่ง ข้อความจากภูริเด้งขึ้นมา
“กลับถึงหอหรือยัง”
น่านน้ำมองหน้าจอ นิ้วค้างเหนือคีย์บอร์ด เธอพิมพ์ว่า ถึงแล้ว แล้วลบ พิมพ์ว่า ทำงานอยู่ แล้วลบ สุดท้ายคว่ำโทรศัพท์ลงกับพื้นโต๊ะ
ตีสอง เธอได้ยินเสียงนักศึกษาห้องข้าง ๆ หัวเราะกับเกม เสียงรถมอเตอร์ไซค์ผ่านถนนหน้า หอ เสียงหลอดไฟเหนือโต๊ะกระพริบ เธอตัดเสียงเก้าอี้ให้ชัดแต่ไม่บาดหู ลดความถี่ต่ำของเครื่องฉาย เพิ่มลมหายใจโมในช่วงที่แสงไฟฉายสั่น และใส่เสียงเงียบหนึ่งวินาทีก่อนฉากสุดท้าย เธอทำจนตาแสบ มือสั่นตอนกดเซฟ
เช้า เธอมาถึงชมรมพร้อมแฟลชไดรฟ์สีฟ้า ประตูห้องแง้มอยู่ เสียงภูริกับอาจารย์ที่ปรึกษาดังลอดออกมา
“ถ้าต้องเลือกระหว่างส่งทันกับรอมิกซ์ใหม่ ผมเลือกส่งทันครับ” ภูริพูด
อาจารย์ถาม “แล้วคนออกแบบเสียงว่าไง”
“น่านยังไม่ตอบข้อความ ผมไม่อยากให้ทั้งทีมรอสิ่งที่อาจไม่ทัน งานน่านสำคัญ แต่ตอนนี้มันเป็นตัวถ่วงเวลา”
น่านน้ำหยุดหน้าประตู แฟลชไดรฟ์ในมือเย็นจัด เธอได้ยินคำว่า ตัวถ่วงเวลา ชัดเกินจำเป็น อาจารย์พูดอะไรต่อ แต่เสียงในหัวเธอดังกลบหมด ภาพโต๊ะกินข้าวที่บ้านโผล่มาไม่ใช่เป็นความทรงจำสวยงาม แต่เป็นเสียงช้อนกระทบจาน เสียงถอนหายใจ เสียงคำว่า ใครจะจ่ายเงินฟัง
เธอถอยหลังหนึ่งก้าว รองเท้าชนถังขยะพลาสติกเบา ๆ ภูริเปิดประตูออกมา เขาถือเมมโมรีการ์ดในมือ
“น่าน”
เธอยื่นแฟลชไดรฟ์ให้ “เวอร์ชันกลางแจ้งค่ะ ทำเสร็จแล้ว”
เขามองของในมือเธอ “เมื่อคืนทำ?”
“ค่ะ”
“ทำไมไม่ตอบ—”
“พี่ส่งเวอร์ชันไหนไปแล้วหรือยัง”
ภูริเงียบไปครึ่งวินาที “กำลังจะส่งเวอร์ชันที่ลดเสียงบางช่วง”
“บางช่วงที่ไม่ถามหนู”
“ฉันต้องตัดสินใจ”
“ใช่ค่ะ พี่ตัดสินใจแล้ว”
เขาขยับเข้ามา “ฟังก่อน ฉันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นตัวถ่วง ฉันหมายถึงเวลา”
น่านน้ำหัวเราะสั้น ๆ ไม่มีเสียงร่าเริงอยู่ในนั้น “พี่แยกสองอย่างนั้นได้ แต่คนที่ทำงานทั้งคืนอาจแยกไม่เก่งค่ะ”
เจตเดินมาจากบันไดพอดี ถือถุงขนมปัง เขาชะงักเมื่อเห็นหน้าทั้งคู่ “เอ่อ…ผมควรไปซื้ออากาศเพิ่มไหม”
น่านน้ำหยิบกระเป๋าผ้า “ฝากบอกโมว่าหนูจะส่งเสียงของเธอให้ทางเมล ถ้าพี่ภูริอยากใช้ก็ใช้ ไม่อยากใช้ก็ลบได้เลย”
ภูริจับสายกระเป๋าตัวเองแน่น “อย่าเพิ่งไป เราต้องคุย”
“พี่ต้องส่งไฟล์ไม่ใช่เหรอคะ ส่งให้ทันนะ”
เธอเดินลงบันได ไม่วิ่ง ไม่ร้อง ไม่หันกลับ เสียงรองเท้าตัวเองในโถงบันไดดังเป็นจังหวะที่เธอเกลียด เพราะมันฟังเหมือนคนกำลังหนีทั้งที่บอกตัวเองว่าแค่กลับหอ
วันต่อมา น่านน้ำไม่เข้าชมรม เธอไปนั่งในห้องสมุดชั้นสาม มุมที่มีปลั๊กหลวมและแสงแดดตกบนโต๊ะยาว เธอเปิดไฟล์เสียงของหนัง ฟังซ้ำโดยไม่แก้ เธอเห็นข้อความจากเจตสิบสองข้อความ โมสามข้อความ แก้วหนึ่งข้อความที่เขียนว่า “ถ้าอยากเงียบ ฉันจะกันทุกคนให้ แต่ถ้าอยากด่าใคร ฉันว่างบ่ายสอง” และภูริไม่มีข้อความใหม่เลยตั้งแต่ประโยค “เราต้องคุย”
ตอนบ่ายสองสิบห้า แก้วมานั่งตรงข้ามพร้อมน้ำเปล่าสองขวด เธอไม่ถามทันที เปิดฝาขวดแล้วยื่นให้
“ฉันกันเจตไว้ เขาพยายามแต่งเพลงขอโทษแทนคนอื่น น่ากลัวมาก”
น่านน้ำรับน้ำ “ขอบคุณ”
แก้วเปิดสมุดสีเขียว “ฉันพูดในฐานะคนที่อยากเป็นประธานนะ บางทีคนที่คิดว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกอย่าง จะเผลอเหยียบคนอื่นเพื่อให้ขบวนไปต่อ ภูริเป็นแบบนั้น”
“หนูรู้ค่ะ”
“รู้แล้วเจ็บน้อยลงไหม”
น่านน้ำหมุนขวดน้ำบนโต๊ะ “ไม่ค่ะ”
แก้วพยักหน้า “งั้นไม่ต้องทำเป็นไม่เจ็บ แต่ถามตัวเองอย่างหนึ่ง เธออยากให้เสียงของเธอหายไปจากหนังเรื่องนี้จริง ๆ หรืออยากให้คนที่ทำให้มันหายไปต้องมองมันตรง ๆ”
น่านน้ำมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงคลื่นเสียงเล็กใหญ่เรียงกันเหมือนภูเขา “ถ้าไป ก็เหมือนยอมให้เขาคิดว่าขอโทษแล้วจบ”
“ใครบอกว่าต้องให้จบง่าย ๆ” แก้วปิดสมุด “การกลับไปไม่ใช่การยกโทษอัตโนมัติ บางทีคือการไปเอาของของเราคืน”
น่านน้ำเงียบ เธอได้ยินเสียงนักศึกษาหน้าเคาน์เตอร์กระซิบ เสียงพลิกหน้าหนังสือ เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องสมุดที่สม่ำเสมอจนน่าอิจฉา
“แล้วพี่ภูริล่ะ” เธอถาม “เขาว่าไง”
แก้วดูนาฬิกา “เขาอยู่ห้องชมรมตั้งแต่เช้า ไม่แตะคอมหลัก นั่งฟังไฟล์ที่เธอส่งผ่านลำโพงห่วย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา เจตบอกว่าลูกอมมะนาวบนโต๊ะยังอยู่ครบ ไม่มีใครกล้าแตะ เหมือนเป็นของบูชา”
น่านน้ำก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่มาโดยไม่ขออนุญาต มันจางเร็ว เธอปิดคอมพิวเตอร์ “หนูยังไม่พร้อมคุย”
“ไม่ต้องพร้อมวันนี้” แก้วลุกขึ้น “แต่เทศกาลอีกสองวัน ถ้าเธอไม่ไปเพราะอยากไปทางอื่น ฉันจะเคารพ ถ้าไม่ไปเพราะกลัวเสียงตัวเองไม่สำคัญ ฉันจะลากเธอด้วยรองเท้าผ้าใบคู่นี้”
“พี่แก้วเผด็จการมาก”
“ฉันเรียกว่าบริหารความจริง”
น่านน้ำหัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกในวันนั้น
คืนก่อนเทศกาล ภูริเคาะประตูห้องซ้อมเสียงเล็กข้างสตูดิโอวิทยุ น่านน้ำอยู่ในนั้นเพราะแก้วจองห้องให้ เธอไม่ได้ล็อก แต่เขาไม่เปิดเข้ามาจนเธอพูดว่า “เข้ามาได้ค่ะ”
เขาถือกล่องพลาสติกใส ข้างในมีสายแจ็กใหม่ อะแดปเตอร์สำรอง และลูกอมมะนาวหนึ่งถุงใหญ่เกินเหตุ
“เอามาทำไมคะ” เธอถาม
“ไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน เลยเริ่มที่ของที่ควรมี”
น่านน้ำมองถุงลูกอม “อันนั้นควรมี?”
“เผื่อโดนผลไม้ต่อยอีก”
เธอเกือบยิ้ม แต่เก็บไว้ “พี่มีอะไรจะพูดไหมคะ”
ภูริวางกล่องบนโต๊ะช้า ๆ เขาไม่ถอดกระเป๋ากล้องลง เหมือนยังไม่อนุญาตให้ตัวเองสบาย “มี เมื่อวานฉันส่งไฟล์เวอร์ชันลดเสียงไปให้ระบบทดสอบจริง”
น่านน้ำหายใจเข้า คำพูดต่อว่าเกือบหลุด แต่เขาพูดต่อทันที
“แล้วฉันฟังเวอร์ชันของเธอในห้องชมรม ผ่านลำโพงที่เจตทำตกสามครั้ง มันยังเล่าเรื่องได้ดีกว่าของฉัน ฉันเลยถอนไฟล์ทดสอบ ขอคิวทดสอบใหม่พรุ่งนี้เช้า”
เธอมองเขานิ่ง “ทำได้เหรอคะ”
“แก้วช่วยคุยกับทีมเวที เธอไม่ได้ช่วยเพราะฉันขอ เธอบอกทำเพื่อหนังของทุกคน”
“แล้วเวิร์กช็อปของพี่ล่ะ เขาดูไฟล์คืนนี้ไม่ใช่เหรอ”
ภูริจับสายกระเป๋า “ฉันยังไม่ได้ส่งแฟ้ม”
น่านน้ำขมวดคิ้ว “เพราะหนู?”
“เพราะฉันไม่รู้จะส่งงานที่ฉันตัดใจคนอื่นออกไปแล้วเรียกว่าของตัวเองได้ยังไง” เขาก้มมองพื้น “น่าน ฉันพูดคำว่าตัวถ่วงเวลา แล้วคิดว่าตัวเองหมายถึงเวลา แต่ฉันไม่ได้คิดว่าคนฟังจะได้ยินอะไร ฉันทำเหมือนเสียงของเธอเป็นปุ่มที่ลดได้ ไม่ใช่งานของคนคนหนึ่ง”
ห้องซ้อมเสียงเล็กมากจนความเงียบไม่มีที่หลบ น่านน้ำแตะปุ่มเครื่องบันทึกโดยไม่กด เธอเห็นใต้ตาเขาคล้ำ เห็นนิ้วโป้งมีแผลเล็ก ๆ จากการแกะเทปกาว เห็นถุงลูกอมที่เขาซื้อเกินพอดีเพราะไม่รู้จะขอโทษอย่างไรให้พอ
“หนูไม่อยากให้พี่เลือกเสียงของหนูเพราะรู้สึกผิด” เธอพูด
“ฉันเลือกเพราะมันควรอยู่ในหนัง”
“แล้วถ้าพรุ่งนี้ระบบเสียงไม่ดีจริง ๆ หนังพังล่ะ”
ภูริเงยหน้าขึ้น “งั้นเราพังด้วยงานที่เราตั้งใจทำ ไม่ใช่งานที่ฉันกลัวจนตัดมันออก”
น่านน้ำก้มมองคลื่นเสียงบนจอ เธอไม่ให้อภัยเขาทั้งหมดในวินาทีนั้น รอยช้ำจากคำพูดไม่ได้หายไปเพราะประโยคดี ๆ แต่มีอะไรบางอย่างขยับจากที่แข็งเป็นที่อุ่นพอจะจับได้
“พรุ่งนี้เช้า หนูจะไปทดสอบเสียง”
ภูริพยักหน้าเร็วเกินไป “ขอบคุณ”
“แต่พี่ต้องยืนฟังตรงกลางลาน ไม่ใช่หลบหลังเวที”
“ได้”
“แล้วถ้าหนูบอกให้ลดภาพเพื่อให้เสียงหายใจ พี่ต้องฟัง”
“ได้”
“อย่าตอบได้ทุกอย่างเหมือนกลัวหนูหาย”
เขาเงียบ ปล่อยให้ประโยคนั้นอยู่ระหว่างกัน “ก็กลัว”
น่านน้ำหันไปที่จอเร็วมาก รู้สึกว่าห้องซ้อมเสียงเล็กลงกว่าที่ควร เธอหยิบสายแจ็กในกล่องออกมาตรวจ “สายนี้ดีค่ะ”
ภูริไม่ได้ขยับ “อืม”
เธอแกะลูกอมหนึ่งเม็ดส่งให้ เขารับไป แต่มองกระดาษห่อลูกอมเหมือนไม่รู้วิธีแกะ
“พี่ไม่กินจริง ๆ ใช่ไหม”
“มันเปรี้ยว”
“แล้วซื้อถุงใหญ่ทำไม”
เขามองเธอผ่านแสงจอ “บางอย่างไม่ได้ซื้อไว้ให้ตัวเอง”
น่านน้ำแกะลูกอมของตัวเองใส่ปาก เปรี้ยวเหมือนเดิม เธอหันหน้าไปทางไมค์เพื่อซ่อนมุมปากที่ยกขึ้นจนควบคุมไม่ได้
เช้าวันเทศกาล ลานหน้าหอศิลป์มหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยเก้าอี้พับ สายไฟ และนักศึกษาที่วิ่งถือป้ายงาน แสงแดดยังไม่แรง แต่ความวุ่นวายเริ่มก่อนเวลา เจตลากลังอุปกรณ์เสียงมาโดยมีสายไฟพันข้อเท้า โมในชุดสีครีมเดินซ้อมมุมกล้องทั้งที่ไม่มีใครถ่าย แก้วถือวิทยุสื่อสารสองเครื่องและพูดกับคนสามกลุ่มพร้อมกันจนดูเหมือนมีร่างแยก
น่านน้ำยืนหน้าโต๊ะมิกเซอร์ เธอสวมเฮดโฟนข้างหนึ่ง อีกข้างปล่อยให้ฟังเสียงลานจริง ภูริยืนกลางลานตามที่สัญญา เขาตัวเล็กลงเมื่ออยู่ไกลจากกล้อง แต่ท่ายืนยังเหมือนคนพร้อมรับแรงกระแทก
“ลองเสียงเครื่องฉาย” น่านน้ำพูดใส่วิทยุ
เจตกดเล่น เสียงเครื่องฉายจำลองดังออกจากลำโพงด้านซ้าย ต่ำและสั่น
ภูริยกมือขึ้น หมุนข้อมือเป็นสัญญาณเบาไป
น่านน้ำเพิ่มขึ้นสองขีด “เท่านี้?”
เขายกนิ้วโป้ง
“ลองเสียงเก้าอี้”
เสียงเก้าอี้พับดังสามครั้ง คนงานเวทีที่กำลังเดินผ่านหยุดมอง น่านน้ำจับจังหวะนั้นได้ เธอรู้ว่ามันได้ผลเมื่อเสียงทำให้คนหันโดยไม่ต้องขอ
ภูริเดินกลับมาที่โต๊ะมิกเซอร์ “มันชัด”
“ยังไม่ถึงฉากสุดท้าย”
“ฉันจะไปฟังตรงแถวหลัง”
“ไม่ต้องค่ะ” เธอหยุดเขา “ตรงนี้ฟังด้วยกัน”
เขายืนข้างเธอ ระยะห่างพอดีให้แขนเสื้อแตะกันเมื่อมีคนเดินชนโต๊ะ เจตกดเล่นฉากสุดท้าย เสียงห้องฉายเก่าค่อย ๆ จาง เหลือเสียงลมหายใจของโม เสียงปลายนิ้วแตะที่นั่งว่าง และเสียงหัวเราะเด็กที่มาจากโมแต่ถูกยืดจนเหมือนแสงสุดท้าย ก่อนจะมีความเงียบหนึ่งวินาทีเต็ม
กลางลานที่คนกำลังยกเก้าอี้และตะโกนหากัน ความเงียบนั้นกลับตั้งอยู่ได้ น่านน้ำไม่กล้าหายใจ ภูริเอื้อมมือมาแตะขอบโต๊ะใกล้มือเธอ ไม่โดนมือ แต่ใกล้พอให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น
เสียงสุดท้ายดังขึ้น เป็นเสียงประตูห้องฉายปิดเบา ๆ
ภูริพูดโดยไม่ละสายตาจากลำโพง “อย่าลดอะไรแล้ว”
น่านน้ำหันไปมองเขา “แม้แต่วินาทีเงียบ?”
“โดยเฉพาะวินาทีนั้น”
เจตโผล่หน้าจากหลังลำโพง “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมขนลุกจนอยากได้เครดิตเพิ่ม”
แก้วเดินผ่านพร้อมวิทยุ “เอาเครดิตว่า ผู้เชี่ยวชาญการขนลุก”
โมหัวเราะแล้วรีบปิดปาก “เสียงฉันเป็นผีอีกแล้วใช่ไหม”
น่านน้ำมองทุกคนที่วุ่นวายในลานเดียวกัน เธอรู้สึกเหมือนเสียงของตัวเองไม่ได้อยู่ในเครื่องบันทึกคนเดียวอีกต่อไป มันเดินปะปนกับเสียงรองเท้า เสียงล้อกล่องอุปกรณ์ เสียงหัวเราะของเพื่อน และเสียงภูริที่ถามเบา ๆ ว่า “กินอะไรหรือยัง”
เธอส่ายหน้า
เขาหยิบขนมปังแพ็กเล็กจากกระเป๋ากล้อง “ไม่ใช่ร้านอาหาร ไม่ผิดกฎชีวิตเธอใช่ไหม”
“หนูมีกฎชีวิตเยอะขนาดนั้นเหรอคะ”
“มีกฎไม่ตอบข้อความตอนโกรธ”
“อันนั้นเรียกความปลอดภัยของสังคมค่ะ”
เขายื่นขนมปังให้ “งั้นเพื่อความปลอดภัยของสังคม กินก่อน”
เธอรับมา นิ้วแตะนิ้วเขาเพียงเสี้ยววินาที ไม่มีใครพูดอะไร เจตทำเสียงกระแอมจากไกล ๆ แล้วถูกแก้วลากไปช่วยตั้งเก้าอี้
เย็นวันนั้น หนังของชมรมฉายในลานกลางแจ้งพร้อมหนังสั้นอีกหลายเรื่อง ผู้ชมเป็นนักศึกษา อาจารย์ คนในคณะ และคนที่เดินผ่านแล้วเห็นเก้าอี้ว่าง น่านน้ำนั่งหลังโต๊ะมิกเซอร์ ไม่ได้นั่งในแถวคนดู ภูรินั่งพื้นข้างโต๊ะ เพราะเขาบอกว่าอยากมองทั้งจอและคนฟัง
ไฟรอบลานดับลงทีละดวง จอผ้าสีขาวสว่างขึ้น หนังเริ่มด้วยภาพห้องฉายเก่าในความมืด เสียงประตูฝืดเปิดออก ผู้ชมเงียบเร็วกว่าเรื่องก่อน น่านน้ำวางนิ้วบนเฟดเดอร์ ไม่ดัน ไม่ดึง แค่ประคองเหมือนจับชีพจร
ในฉากที่โมเดินผ่านแถวเก้าอี้ เสียงเก้าอี้พับดังสามครั้ง คนดูแถวหน้าเอนตัวเล็กน้อย ในฉากที่แสงไฟฉายสั่น ภูริขยับปลายนิ้วตามจังหวะโฟกัสทั้งที่กล้องไม่ได้อยู่ในมือ น่านน้ำเห็นแล้วอยากหัวเราะ แต่ต้องคุมเสียง ในฉากสุดท้าย เมื่อโมเปิดกล่องโลหะแล้วพบเพียงตั๋วหนังเก่าที่ไม่มีภาพ มีแต่รอยพับ เสียงหัวเราะเด็กลอยขึ้นจากลำโพงหลังลาน
น่านน้ำไม่มองจอ เธอมองคนดู มีคนหนึ่งก้มหน้า มีอีกคนหยุดเคี้ยวขนม โมที่นั่งแถวกลางจับมือเจตโดยไม่รู้ตัว เจตหันมาทำหน้าเหมือนจะร้องแต่รีบชี้จอให้กลบ ภูรินิ่งมากจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเงาโต๊ะ
ความเงียบหนึ่งวินาทีมาถึง ลานทั้งลานหยุดหายใจพร้อมกัน หรืออย่างน้อยน่านน้ำก็ได้ยินแบบนั้น ประตูในหนังปิดเบา ๆ จอดับเป็นสีดำ
เสียงปรบมือเริ่มจากมุมซ้าย แล้วลามทั่วลาน ไม่ได้ดังถล่มทลาย แต่ยาวและแน่นเหมือนฝนเม็ดเล็กที่ตกในใจคนดู น่านน้ำปล่อยมือจากเฟดเดอร์ ชีพจรที่ปลายนิ้วเต้นแรง ภูริหันมาหาเธอ เขาไม่ได้พูดว่าเห็นไหม หรือเราทำได้ เขาแค่ยกมือขึ้นตรงกลางระหว่างกัน
เธอมองมือเขา แล้ววางมือของตัวเองลงไป คราวนี้ไม่ใช่เครื่องบันทึกเสียง ไม่ใช่เทปกาว มือเขาอุ่นและมีรอยแข็งตรงนิ้วที่จับกล้องบ่อย เขาบีบเบา ๆ แล้วปล่อยก่อนที่ใครจะหันมาเห็น แต่แก้วเห็นอยู่ดี เธอยิ้มมุมปากเหมือนจดคะแนนเลือกตั้งเพิ่มให้ตัวเอง
ประกาศผลรางวัลตอนเกือบสามทุ่ม ลานมีลมเย็นพัดโปสเตอร์ไหว หนังของชมรมได้รางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมและรางวัลชมเชยภาพยนตร์ นักศึกษาบางคนร้องเฮ เจตกระโดดจนเกือบเหยียบสายไฟ โมกอดน่านน้ำแน่นจนเธอหายใจไม่ออก แก้วขึ้นไปรับใบประกาศแทนทีมเพราะทุกคนผลักกันขึ้นเวทีไม่เป็น ภูริยืนปรบมืออยู่ข้าง ๆ น่านน้ำ เมื่ออาจารย์ประกาศว่าผู้ได้รับสิทธิ์เสนอชื่อเข้าเวิร์กช็อปต่างประเทศจากเทศกาลปีนี้คือทีมผู้สร้างหนังอีกเรื่องที่ได้รางวัลใหญ่ ภูริปรบมือต่อ จังหวะไม่สะดุด แต่ปลายนิ้วเขาช้าลงนิดหนึ่ง
น่านน้ำเห็น
หลังงานจบ สมาชิกช่วยเก็บเก้าอี้จนลานเกือบว่าง เจตกับโมเถียงกันว่าจะเอาใบประกาศไปติดตรงไหน แก้วถูกทีมงานเรียกไปคุยเรื่องคลิปโปรโมต น่านน้ำยกกล่องสายเสียงไปหลังเวที เห็นภูรินั่งบนขอบแท่นไม้ เปิดหน้าเว็บสมัครเวิร์กช็อปในโทรศัพท์ หน้าจอสว่างบนหน้าเขา
“ยังส่งได้ไหมคะ” เธอถาม
เขาล็อกหน้าจอ “ทันเที่ยงคืน”
“แล้วทำไมยังไม่ส่ง”
ภูริมองลานที่คนงานกำลังม้วนสายไฟ “ไม่แน่ใจว่าควรส่งอะไร”
“ส่งหนังเรื่องนี้สิคะ”
“รางวัลใหญ่ไม่ได้เป็นของเรา”
“แต่หนังเรื่องนี้เป็นของเรา”
เขาหันมา คำว่าเราอยู่ในอากาศระหว่างกัน น่านน้ำแสร้งจัดสายแจ็กในกล่องให้เป็นวง ทั้งที่วงมันเรียบร้อยอยู่แล้ว
“ถ้าส่ง ต้องระบุบทบาทหลัก” ภูริพูด “ฉันไม่อยากเขียนเหมือนทุกอย่างเป็นของฉัน”
“ก็เขียนความจริง”
“เขารับคนเดียว”
“พี่อยากไปไหม”
ภูริไม่ตอบเร็ว เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า “อยาก แต่ไม่ได้อยากแบบเดิมแล้ว เมื่อก่อนฉันคิดว่าถ้าไปได้ แปลว่าปีก่อนที่พลาดมันถูกลบ ตอนนี้มันไม่ลบอะไรหรอก มันแค่เป็นทางหนึ่ง”
น่านน้ำนั่งลงข้างเขา เว้นระยะหนึ่งฝ่ามือ “หนูไม่อยากเป็นเหตุผลที่พี่ไม่ไป”
“เธอไม่ใช่”
“แล้วอะไรเป็น”
เขาหัวเราะเบา ๆ “ฉันเอง คนที่ชอบทำเหมือนทุกประตูต้องเปิดด้วยมือเดียว”
ลมพัดเศษกระดาษตั๋วจำลองจากพร็อพกลิ้งมาติดรองเท้าน่านน้ำ เธอหยิบขึ้นมา พลิกดูด้านหลังว่างเปล่า “พี่ส่งแฟ้มในชื่อทีมได้ไหม แล้วถ้าเขาถามว่าใครไป ก็ค่อยตัดสินใจจากงานต่อไป ไม่ใช่จากความกลัวตอนนี้”
ภูริมองเศษตั๋วในมือเธอ “นี่เธอกำลังสอนฉันไม่ให้ตัดสินใจแทนคนอื่น?”
“ใช่ค่ะ คิดค่าเรียนเป็นลูกอมมะนาวหนึ่งถุง”
เขายิ้มเต็มกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น มันอยู่ไม่นาน แต่พอให้ลานหลังงานสว่างขึ้นโดยไม่ต้องเปิดไฟเพิ่ม
“น่าน” เขาเรียก
“คะ”
“ฉันชอบเวลาที่เธอฟังสิ่งที่คนอื่นมองข้าม”
เธอก้มมองเศษตั๋ว หัวใจเหมือนถูกใครดันเฟดเดอร์ขึ้นช้า ๆ “พี่ชมงานหนู?”
“ชมเธอ”
เธอเงียบไปนานพอที่เสียงล้อรถเข็นหลังเวทีจะดังชัด ภูริไม่เร่ง เขานั่งรอเหมือนเรียนรู้แล้วว่าบางคำต้องมีที่ว่างก่อนออกมา
“หนูก็ชอบ…” น่านน้ำหยุด กลืนน้ำลาย “ชอบที่พี่พยายามฟัง ถึงจะเริ่มจากฟังแย่มาก”
เขาหลุดหัวเราะ “ยุติธรรมดี”
“หนูไม่ได้บอกว่าหายโกรธหมดนะคะ”
“รู้”
“แต่หนูอยากรู้ว่าถ้าเราทำหนังเรื่องต่อไป พี่จะยังถามก่อนตัดเสียงไหม”
“ถามก่อนตัดทุกอย่าง”
“แม้แต่ฉากที่หนูทำเสียงเก้าอี้ดังเกินเหตุ?”
“จะบ่นก่อน แล้วถาม”
เธอพยักหน้า “งั้น…หนูอยากทำหนังเรื่องต่อไปกับพี่”
ภูริวางมือบนแท่นไม้ หงายฝ่ามือขึ้น ไม่แตะ ไม่ดึง น่านน้ำมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือของตัวเองลงไป คราวนี้เขาไม่ได้รีบปล่อย เธอก็ไม่ได้ดึงออก
“ส่วนเรื่องอื่น” เธอพูด เสียงเบาจนต้องมีคนตั้งใจฟัง “ค่อย ๆ ถ่ายทีละเทคนะคะ”
ภูริมองมือที่จับกัน แล้วมองเธอ “เทคแรกอาจสั่น”
“ก็ถ่ายใหม่ได้”
“ถ้าเสียงพัง?”
“เดี๋ยวหนูซ่อม”
“ถ้าภาพหลุดโฟกัส?”
“พี่ก็อย่าโทษคนอื่น”
เขาพยักหน้าอย่างจริงจังเกินไป “รับทราบ”
เจตโผล่มาจากหลังฉากพร้อมใบประกาศสองใบ “ผมไม่ได้เห็นอะไรเลยนะครับ แต่ถ้าต้องการคนทำโปสเตอร์หนังเรื่องต่อไปที่มีมือสองข้างอยู่ใกล้กันมาก ผมพร้อม”
น่านน้ำรีบดึงมือกลับ ภูริคว้าเศษเทปกาวบนพื้นปาใส่เจตแต่พลาดไปติดเสา โมเดินตามมาพอดี หยิบเทปออกจากเสาแล้วแปะหน้าผากเจตอย่างแม่นยำ
“นี่แหละตำแหน่งที่ถูกต้อง” โมประกาศ
แก้วกลับมาพร้อมวิทยุ “ทุกคน เก็บของให้เสร็จ ก่อนที่ฉันจะใช้อำนาจประธานในอนาคตสั่งลงโทษ”
“ยังไม่ได้เป็นเลยพี่” เจตประท้วงทั้งที่มีเทปติดหน้าผาก
“ซ้อมไว้”
เสียงหัวเราะของพวกเขากระจายบนลานที่เก้าอี้ถูกพับเก็บเกือบหมด น่านน้ำมองภูริ เขากำลังเปิดโทรศัพท์ กรอกแบบฟอร์มสมัครเวิร์กช็อป ช่องบทบาทหลักเขาพิมพ์ว่า ถ่ายภาพและกำกับร่วมกับทีมเสียง เธอไม่ได้แก้คำ เขาไม่ได้ถามว่าดีไหม แค่หันหน้าจอให้ดูเหมือนเปิดไฟฉายเล็ก ๆ ในห้องมืด
เธอพยักหน้า
เขากดส่งก่อนเที่ยงคืนยี่สิบเจ็ดนาที ไม่มีดนตรีดังขึ้น ไม่มีประกาศจากฟ้า มีเพียงเสียงติ๊ดจากโทรศัพท์ และเสียงเจตตะโกนว่า “ส่งแล้วใช่ไหม งั้นมาช่วยยกกล่อง อย่าโรแมนติกเกินงบชมรม!”
ภูริถอนหายใจ แต่มุมปากยก น่านน้ำหยิบกล่องสายเสียงขึ้น เขาเอื้อมมาช่วยจับอีกด้าน ทั้งคู่เดินขนของผ่านลานว่างไปด้วยกัน กล่องไม่หนักมาก แต่พวกเขายกช้าเพราะต้องปรับจังหวะก้าวให้ตรงกัน
เมื่อถึงหน้าห้องชมรมกลางดึก ไฟทางเดินเหลือเพียงดวงเดียว เจตกับโมวิ่งไปซื้อน้ำจากตู้กด แก้วคุยโทรศัพท์กับทีมเลือกตั้ง น่านน้ำไขกุญแจห้อง ภูริยืนรอพร้อมกล่องในมือ
“พรุ่งนี้เข้ามาไหม” เขาถาม
“มาค่ะ ต้องเก็บไฟล์เสียง”
“ฉันจะมาแบ็กอัปภาพ”
“อย่ามาเช้าเกินนะคะ หนูไม่อยู่ในแชตใหม่อีกอันแน่ ๆ”
“ไม่มีแชตใหม่แล้ว”
“จริง?”
“จริง” เขาหยุด “แต่มีแชตส่วนตัว ส่งเวลาให้ได้”
น่านน้ำเสียบกุญแจค้างไว้ ไม่หมุนทันที “พี่นี่…”
“อะไร”
“พัฒนาการเร็วเฉพาะเรื่องที่ไม่ควรเร็ว”
เขาหัวเราะเสียงเบา “งั้นช้า ๆ ก็ได้ พรุ่งนี้สิบโมง?”
“สิบโมงสิบสอง”
“ทำไมต้องสิบสอง”
“เผื่อนาฬิกาหนูตาย”
ภูริหยิบปากกาออกจากกระเป๋า ยื่นให้ “เอาไปตั้งเวลาไม่ได้ แต่เขียนโน้ตได้”
น่านน้ำรับมา เป็นปากกาด้ามที่เขาเคยเคาะจนเธอรำคาญในวันประชุมแรก หมึกเลอะฝานิดหนึ่ง เธอหมุนมันในมือ “แล้วพี่จะเคาะอะไร”
เขามองมือเธอที่ถือปากกา “คงต้องหัดนิ่ง”
ความเงียบวางตัวอยู่ระหว่างประตูห้องชมรมกับไฟทางเดิน มันไม่ใช่ความเงียบแบบหลบหนี ไม่ใช่ความเงียบที่กดทับ แต่มันเหมือนพื้นที่ว่างก่อนหนังเริ่ม ฉากที่คนดูยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร แต่ยอมอยู่ต่อ
น่านน้ำหมุนกุญแจ เปิดประตู ห้องชมรมมืดและมีกลิ่นฝุ่นเหมือนเดิม เธอเปิดไฟ หลอดนีออนกะพริบสองครั้งก่อนสว่าง โต๊ะกลางยังมีคราบกาแฟ ซองลูกอมมะนาว กระดาษสตอรีบอร์ด และเครื่องบันทึกเสียงของเธอที่วางรออยู่
ภูริวางกล่องลง เขามองเครื่องบันทึกเสียง “เปิดอัดไหม”
“อัดอะไรคะ”
“เสียงห้องชมรมตอนหนังเรื่องแรกของเราจบ”
น่านน้ำเดินไปหยิบเครื่อง กดปุ่มบันทึก ไฟสีแดงเล็ก ๆ ติดขึ้น เธอวางมันไว้กลางโต๊ะ ระหว่างเศษงานทั้งหมด ระหว่างคนสองคนที่ยังไม่รู้ชื่อเรียกของความรู้สึกทั้งหมด แต่เริ่มไม่กลัวที่จะฟัง
เสียงแรกคือเจตหัวเราะไกล ๆ จากตู้กดน้ำ เสียงโมบ่นว่าเทปกาวติดผม เสียงแก้วสั่งงานผ่านโทรศัพท์ เสียงกล่องอุปกรณ์ถูกเลื่อนเข้ามุม เสียงปากกาของภูริที่ไม่ได้เคาะโต๊ะอีกแล้ว และเสียงน่านน้ำแกะลูกอมมะนาวหนึ่งเม็ดส่งให้เขา
“เปรี้ยวนะ” เธอเตือน
“รู้” เขารับไป “แต่คราวนี้อยากลองเอง”
เขาใส่ลูกอมเข้าปากแล้วทำหน้าหยีทันที น่านน้ำหัวเราะจนต้องจับขอบโต๊ะ ภูริพยายามทำหน้าเฉยแต่ไม่สำเร็จ เจตเปิดประตูเข้ามาเห็นพอดีแล้วตะโกนว่า “พี่ภูริแพ้ผลไม้!” โมปรบมือ แก้วถอนหายใจเหมือนเหนื่อยกับเด็กทั้งโลกแต่ดวงตาเธอยิ้ม
เครื่องบันทึกเสียงเก็บทุกอย่างไว้ ไฟแดงกะพริบสม่ำเสมอ น่านน้ำมองคลื่นเสียงเล็ก ๆ บนหน้าจอ แล้วมองภูริที่ยังทำหน้าเปรี้ยวแต่ไม่คายลูกอมทิ้ง เขามองกลับมา นิ้วของเขาแตะขอบโต๊ะใกล้มือเธอ เธอเลื่อนนิ้วไปแตะตอบเพียงเบา ๆ ไม่มีใครพูดอะไรใหญ่โต ไม่มีสัญญาที่เกินวัย ไม่มีภาพสมบูรณ์แบบที่ถูกจัดไฟไว้ล่วงหน้า
มีเพียงห้องชมรมเก่า ๆ เพื่อนที่ส่งเสียงดัง ความฝันที่ยังต้องตัดต่ออีกมาก และคนสองคนที่ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า บางครั้งความรักไม่ได้เริ่มจากการมองเห็นกันชัดที่สุด แต่อาจเริ่มจากการยอมเงียบพอจะได้ยินเสียงของกันและกันจริง ๆ