หนึ่งช่วงเวลาที่เรายังหายใจ
ฝนตกปรอยในเช้าวันเปิดเทอม หลังคามหาวิทยาลัยศิลปกรรมเปียกชื้นจนฝ้าเพดานเก่าๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม นักศึกษายืนกันกระจุกอยู่หน้าตึก คนบางส่วนเหม่อมองโทรศัพท์ มีเสียงหัวเราะและเสียงบ่นประโยคซ้อนทับกันเป็นระลอกคลื่นจางๆ ท่ามกลางคนหมุนเวียนนั้น พชรหยิบร่มพลาสติกที่ด้ามจับเริ่มขึ้นสนิม เหม่อมองหยาดน้ำบนใบหญ้าริมทางเดินก่อนเดินเข้าห้องเรียนช้าๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูห้องศิลปกรรมเปิดออก มิลิน—หญิงสาวร่างผอม ผมสั้น ใส่เสื้อกันฝนใสสะท้อนแสง—เดินชนไหล่พชรเข้าเต็มแรง ทำให้ร่มที่เขาถือตกลงพื้น เธอรีบหันมามอง เห็นเขามองตาเธอนิ่งอยู่ “ขอโทษด้วย” มิลินเอื้อมมือให้ แต่พชรเพียงรับร่มโดยไม่พูดอะไร ก่อนเดินต่อไปโดยไม่มองหน้ากันอีก
มิลินถอนใจนิดๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง ศิลปกรรมศาสตร์ในช่วงเวลาเช้ามีเพียงกลุ่มเล็กๆ นั่งวาดภาพ อุปกรณ์ศิลป์เกลื่อนไปทั่วโต๊ะ ขณะที่บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นสี ผสมน้ำฝนที่ปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง มิลินวางกระเป๋าแรงจนกระป๋องสีที่ใกล้ๆ กระเด้งร่วงตกลงพื้นอีกครั้ง
“เธอทำอะไรกันแน่…” เสียงเหนื่อยใจของพชรดังขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะเขาเก็บเศษพู่กันที่ร่วงพื้น มิลินไม่พูดอะไร นอกจากหยิบกระป๋องกลับแล้วเริ่มจัดโต๊ะของตัวเองใหม่อย่างประชดเบาๆ
หนึ่งในเพื่อนกลุ่มเดียวกัน โชติ—ชายหนุ่มผมหยิกติดแว่น เอ่ยขึ้นแบบไม่จริงจัง “เฮ้อ พวกนายจะกัดกันไปถึงไหนเนี่ย งานกลุ่มเปิดเทอมจะเสร็จรึเปล่า?” อากาศยังเปียกฝนและเย็น แม้แต่เสียงลมก็ฟังดูชื้นๆ
บทสนทนาเงียบวูบลง มิลินถอนหายใจ หยีตาไปทางพชรเหมือนจะว่าบางอย่าง แต่ก็หุบปาก ปล่อยให้ความขุ่นเคืองยังวนอยู่ตรงนั้น
เวลาเลิกคลาสใกล้มาถึง กลุ่มของพวกเขาได้รับมอบหมายงาน “ศิลปะสะท้อนตนเอง” ที่ต้องจับคู่กันทำ โชติยังหัวเราะขำๆ เมื่ออาจารย์จับพชรคู่กับมิลินโดยตรง “หวังว่าพวกนายจะไม่ฆ่ากันซะก่อน” มิลินเงียบเชียบ ดวงตาแข็งกร้าวเล็กๆ ส่วนพชรสบตาเธออย่างท้าทาย
แม้จะไม่สบอารมณ์นัก ทั้งสองก็ต้องมานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟเล็กๆ หลังมอ พชรเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่าง มือกดมือถือเล่นเพลงคลาสสิกเบาๆ มิลินขบฟันแน่น เธอเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน “ถ้าเธอไม่ตั้งใจจะช่วยจริงๆ ฉันทำคนเดียวก็ได้นะ”
พชรหันมาช้าๆ “ไม่ใช่ฉันไม่ตั้งใจ…แค่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสะท้อนอะไร” เขาพูดโดยไม่สบตา มิลินเหมือนจะสวนกลับแต่ฉับพลันก็หยุดคำพูดไว้กลางอากาศ เธอมองหน้าพชรอย่างพิจารณา
“ทำไมมีแต่คนไม่กล้าบอกตัวเองว่าสำคัญกับอะไร…” เธอกระซิบ พชรสะอึกเล็กน้อย ก่อนถอนใจยาว ทั้งห้องชาเงียบลง เหลือแค่เสียงฝนหยดใส่กระจกและเสียงเพลงคลอต่ำๆ
วันถัดมา พชรยังยืนวาดรูปเงียบๆ อยู่บนดาดฟ้า เขามองสีน้ำทาบนผืนผ้าใบเป็นจังหวะ ชั่วครู่มิลินก็เดินขึ้นมา “ฉันขอวาดด้วยได้มั้ย?” พชรพยักหน้า เขาเปิดที่นั่งข้างๆ ให้ร่วมสร้างงานชิ้นหนึ่งโดยไม่ต้องพูดมาก
แปรงในมือหมุนวนซ้ำแล้วซ้ำอีก มิลินเปรยเบาๆ “ไม่เคยมีใครเข้าใจว่าศิลปะมันแก้แผลใจยังไง” พชรเงียบไปนาน ก่อนเอ่ย “ฉันก็ไม่เคยพูดกับใคร…ว่าเหตุผลที่ทำศิลป์ก็เพราะไม่อยากพูดกับใครแล้วเหมือนใส่หน้ากาก” การพูดค่อยๆ ทำให้ทั้งคู่แลกเปลี่ยนเรื่องส่วนตัวมากขึ้น
กลางคืนวันหนึ่ง ขณะกำลังเดินกลับหอ ในซอยเปลี่ยวอับฝน พชรเห็นมิลินยืนคุยโทรศัพท์พร้อมน้ำตาซึม เธอพยายามเช็ดหน้าแต่กลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่ได้ เขาลังเลจะเดินเข้าไปหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เพียงเดินผ่านช้าๆ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้เงียบๆ โดยไม่ถามเหตุผล มิลินรับไว้ กระซิบเบาหวิว “ขอบใจนะ”
ผ่านสัปดาห์ที่มิตรภาพค่อยๆ เติบโต การทำงานศิลป์ร่วมกันเผยให้เห็นว่าทั้งคู่ต่างเคยถูกครอบครัวกดดันจนปิดกั้นใจตัวเอง พชรเผลอแบ่งปันเรื่องความล้มเหลวในอดีตที่ทำให้แม่ผิดหวัง มิลินเองเผยความเจ็บปวดที่พ่อไม่เคยมองเธอเป็นตัวเอง มีหลายครั้งที่การสนทนาขาดช่วงจากความลังเลและความอึดอัด
คืนหนึ่งโต๊ะศิลป์เต็มไปด้วยงานที่ยังไม่เสร็จ มิลินเอ่ยแบบแผ่วเบา “ถ้างานนี้ล้มเหลว…ฉันอาจไม่ได้กลับมาเรียนต่อ พ่อจะไม่ยอมแน่” พชรเงยหน้ามองนาน ก่อนบอกช้าๆ “ถ้าเธอยังอยากลอง…ฉันก็จะอยู่ตรงนี้” ความเงียบอบอุ่นแทรกกลางคืนหนาวเย็นนั้น
วันพรีเซนต์งานใกล้เข้ามา ทั้งคู่แทบไม่ได้คุยกันนอกจากแลกเปลี่ยนงานผ่านอีเมล เสียงหัวใจเคยใกล้ กลับห่างไกลในบรรยากาศตึงเครียด มีข่าวว่าผลงานกลุ่มหนึ่งถูกกล่าวหาว่าลอกเลียน พชรเริ่มสงสัยว่ามิลินจะกลัวจนเผลอก็อปปี้งานจากอินเทอร์เน็ต เขาแอบตรวจสอบ โกรธจนแทบไม่พูดกับเธอ
เมื่อเจอหน้ากันในศิลป์คาเฟ่ มิลินขมวดคิ้ว “ถ้ามีอะไรในใจ ฉันขอฟังคำพูดตรงๆ จะดีกว่า” พชรหลบตามองมือที่สั่น “เธอกลัวจนทำอะไรผิดไปรึเปล่า?” มิลินกัดริมฝีปาก เกือบจะร้องไห้ “ถ้าเธอคิดแบบนั้นจริงๆ ฉันคงไม่มีค่าอะไรในสายตาเธอเหมือนกันกับพ่อฉันเลย”
เงียบยาวจนกระทั่งโชติเดินผ่านมา “ช่วงนี้พวกนายสองคนเป็นอะไร งานจะเสร็จมั้ยเนี่ย?” ไม่มีใครตอบ แต่รอยร้าวบางๆ ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว มิลินหายไปจากกลุ่มสามวัน ติดต่อไม่ได้ กลุ่มเข้าใจผิดว่าหมดความรับผิดชอบ พลอยระแวงเธอไปด้วย
ในช่วงเวลาที่แสงแดดเริ่มกลับมาหลังฝนยาว พชรตัดสินใจโทรหามิลิน เธอไม่รับ หัวใจเขาแน่นด้วยความรู้สึกผิด พชรเดินตากแดดไปที่หอของมิลิน รปภ.ไม่ให้เข้าไป เขาจึงฝากสมุดภาพและจดหมายน้อยว่า “ฉันขอโทษ…บันทึกที่เราเขียนด้วยกัน ฉันยังเก็บไว้เสมอ”
วันพรีเซนต์งานทั้งกลุ่มเครียด อาจารย์ถามหามิลิน เธอเดินเข้าห้องอย่างเงียบๆ สีหน้าซีดคล้ำแต่เด็ดเดี่ยว “ฉันขอโทษทุกคน แต่ฉันไม่ได้ลอกใครเลย” เธอยื่นแบบร่างต้นฉบับทั้งหมดให้พชร ชายหนุ่มรู้สึกอายกับความระแวงในใจ
เสียงหัวใจเต้นดังขึ้นในความเงียบ ทั้งห้องหยุดดูการนำเสนอภาพสะท้อนชีวิต มิลินพูดเปิดงาน “หากคุณกลัวจะล้มเหลวเท่ากับไม่ได้หายใจจริงๆ เราแค่พยายามเป็นตัวเองในโลกที่ซ่อนจุดอ่อนเอาไว้” พชรยืนข้างเธอ รับบทผู้อธิบายเสริมอย่างเก้ๆ กังๆ เสียงหัวเราะซ่าเบาๆ จากโชติแบ่งเบาอารมณ์ตึงเครียด
ผลการนำเสนอออกมาเหนือความคาดหมาย อาจารย์ชื่นชมความกล้าของทั้งสอง ทว่าในคืนฉลองหลังส่งงาน มิลินตัดสินใจบอกความจริงบางอย่างกับพชร “พ่อฉันโทรมา…เขาอยากให้ฉันไปฝึกงานต่างประเทศ ถ้าฉันไป…อาจไม่ได้กลับมาอีก”
พชรนิ่งไปนาน ก่อนพูดอย่างกล้ำกลืน “แล้วเธอ…อยากไปไหม” มิลินส่ายหน้า มองดาวบนท้องฟ้าผ่านเหงื่อบนหน้าผาก “ฉันมีความฝัน แต่อยากเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะใคร” ความเงียบนานจนลมหายใจสองจังหวะซ้อนทับกัน
“แล้วเธอ…กลัวอะไรที่สุด?” มิลินถามคืน พชรหัวเราะกลบความกลัว “ฉันกลัวทำร้ายตัวเอง…กลัวเป็นคนเดิมที่ไม่กล้าหายใจจริงๆ อีก”
ความสัมพันธ์หยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าจุดตัดสินใจ วันรุ่งขึ้น ทั้งห้องศิลป์เหลือแค่เงาของพชรกับรอยสีที่มิลินทิ้งไว้ เขาอ่านจดหมายลายมือหวัดของมิลิน “ขอบใจที่ทำให้ฉันกล้ายิ้มกับแผลในใจตัวเอง”
โชติเดินเข้ามาตบบ่า “คนที่รู้ตัวว่ากลัว ยังกล้าเดินตามหัวใจจริงมั้ง” พชรปรายตามองไฟปลายพู่กันพลางนึกถึงเวลาที่หายใจร่วมกับมิลิน เขาตัดสินใจยื่นใบสมัครค่ายศิลปะ นำผลงานที่เคยปกป้องไว้ให้คนอื่นเห็น
สามเดือนต่อมาวันรับปริญญา ท่ามกลางฝนโปรย มิลินกลับมา เธอยืนอยู่ใต้ต้นกันเกรา ข้างอาคารศิลป์ ในมือมีร่มเก่าๆ พชรเดินเข้าไป ยิ้มเขิน “ร่มมันแข็งแรงดีนะ…ถ้าเราไม่กลัวเปียก” มิลินหัวเราะ กลั้นความรู้สึกไว้ในเสียงหัวเราะนั้น ทั้งสองยืนอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เหมือนหายใจพร้อมกัน โดยไม่ต้องรีบพูดหรือสัญญาอะไร
มันคือหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด…ที่ต่างคนต่างยอมรับความไม่สมบูรณ์ของกันและกัน ในวันที่ยังหายใจอยู่…แม้ไม่แน่ว่าจะได้เดินทางร่วมกันตลอดไป