ฤดูที่ไม่แน่ใจ
เสียงโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้นในเช้าวันจันทร์ฝนพรำ อิงฟ้าเงยขึ้นจากกองต้นฉบับ เห็นชื่อลูกค้ารายเก่าบนหน้าจอ เธอถอนหายใจเบา พลางหยิบกาแฟขึ้นมาซดคำใหญ่ ในห้องทำงานเล็ก ๆ ปนกลิ่นหมึกพิมพ์กับความอึดอัด สายตาเธอเหลือบมองนาฬิกา ทั้งที่เวลาเพิ่ง 9 โมงเช้า ร่างกายกลับรู้สึกล้าเหมือนผ่านศึกมาแล้วทั้งวัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้นจากโถงด้านนอก ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของเด็กใหม่ที่ยังดูไม่สนิทกับสถานที่—คีรีเดินเข้ามาด้วยเสื้อเชิ้ตขาวยับ ๆ หอบโน้ตบุ๊กและต้นฉบับในมือ เขายิ้มเก้อ ๆ ส่งให้ก่อนจะยื่นแฟ้มงานใหม่มาแบบคนไม่แน่ใจ
“นี่…ต้นฉบับของผมครับ พี่ฟ้า” เขาพูดเร็ว ๆ ปลายเสียงสั่นนิด ๆ “ไม่แน่ใจว่าส่งตรงเวลามั้ย”
อิงฟ้ารับแฟ้มมา เปิดอ่านหน้าสองหน้าโดยไม่เงยหน้า เธอพูดเรียบ ๆ “คุณยังใช้ชื่อเก่าที่เคยลงนิยายหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มชะงักนิด ก่อนพยักหน้า “ครับ…ไม่กล้าเปลี่ยน ชอบเหมือนเดิม”
เธอยกคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วดึงเอกสารอื่นขึ้นมาอ่านต่อ ทิ้งบรรยากาศอึดอัดไว้ในห้อง เสียงฝนยังตกพรำข้างนอก
คีรียืนลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถ้ามีอะไรต้องแก้ บอกได้เลยนะครับ”
อิงฟ้าแค่พยักหน้า แล้วสายตาก็กลับมาจมอยู่กับต้นฉบับ เธอไม่ได้มองสายตาที่ติดแววกังวลของชายหนุ่ม และเขาก็ค่อย ๆ เดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก
บ่ายวันเดียวกัน คีรีเดินเข้าไปที่ห้องพักพนักงาน พบนิ้ง เพื่อนร่วมงานคุยกับสุชาดา พนักงานเก่า พอเห็นเขาก็แซวว่า “เด็กใหม่ส่งงานตรงเวลาไหมจ๊ะ?” คีรีหัวเราะแห้ง ๆ “เกือบไปแล้วครับ” สุชาดายิ้ม “พี่ฟ้าน่ะ…จะชอบเอาความนิ่งฆ่าคน”
คีรีหัวเราะเบา ๆ อย่างกลบเกลื่อน เสียงโทรศัพท์ของเขาสั่น คีรีถอนหายใจ เอื้อมหยิบขึ้นมาดู ข้อความจากแม่—เขายิ้มจาง ๆ แต่ดูเหนื่อยล้า นิ้งเหลือบตามองแล้วยิ้มให้บาง ๆ “สู้ ๆ งานแรกมักยากเสมอ”
เย็นวันนั้น ฝนเริ่มซา อิงฟ้ากลับบ้านพร้อมต้นฉบับในกระเป๋า ใจหนึ่งอยากอ่านให้จบแต่ตาเริ่มล้า ฟ้าเปิดจดหมายฉบับเก่าที่เธอเก็บไว้ใต้ลิ้นชัก มันคือจดหมายขอโทษจากคนเหลืออดีต กว่าเธอจะหลุดจากอดีตนั้นมาก็ใช้เวลานานเหลือเกิน
วันรุ่งขึ้น คีรีเข้าห้องเขียนงานของบริษัทมืดครึ้ม เขานั่งลงตรงโต๊ะประจำ พยายามเคาะคีย์บอร์ดแต่ทุกอย่างดูติดขัด ราวกับสมองไม่อยากร่วมมือ สายตาเหลือบเห็นอิงฟ้าเดินผ่านมา เธอหยุดมอง ผ่านกระจกแล้วเดินจากไป ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เหมือนถามตัวเองในใจ ‘เราทำตรงนี้ถูกรึเปล่า?’
สายวันนั้น สำนักพิมพ์มีประชุมใหญ่ ทีมบรรณาธิการ นักเขียน ดีไซเนอร์ต่างมารวมตัวกัน อิงฟ้านำประชุมด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอย้อนถามแนวคิดของนักเขียนแต่ละคน คีรีนั่งฟังเงียบ ๆ บ้างก็จดบันทึก บรรยากาศดูตึงเครียดทุกครั้งที่อิงฟ้าให้คำวิจารณ์โดยไม่เกรงใจ
หลังประชุม นิ้งกระซิบกับคีรี “อย่าโกรธนะ พี่ฟ้าเขาขี้กลัว แต่อยากให้งานออกมาดี” คีรี่เพียงแต่อมยิ้ม “เข้าใจครับ ผมก็เคยแบบนั้น”
ในเย็นวันหนึ่ง บนระเบียงหลังออฟฟิศ อิงฟ้าออกมายืนสูดอากาศ เธอสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า คีรีเดินเข้ามานั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ ทั้งสองยังไม่ได้พูดกันจนกระทั่งนกตัวหนึ่งบินผ่านมา
“เคยคิดมั้ยว่าบางคนกลัวเริ่มใหม่เพราะกลัวต้องล้มอีก” คีรีพูดขึ้นมาเงียบ ๆ
อิงฟ้าเหลือบตามอง เขาตอบกลับด้วยความเงียบอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ย “แต่ถ้าไม่เริ่มใหม่เลย…อาจไม่ได้อะไรเลย”
ต่างพากันนิ่ง มองเสียงจิ้งหรีดในสวนดูเงียบเหงาในบรรยากาศนั้น
วันต่อมา อิงฟ้านำต้นฉบับของคีรีมาคืน มีข้อความแนบว่า “แก้ตรงบทที่หกด้วยค่ะ เขียนดีแต่ขาดน้ำหนักภาษา” คีรีอ่านข้อความแล้วลอบยิ้ม เขาลุกไปขอบคุณเธอที่โต๊ะ แม้สีหน้าเธอยังเป็นปกติ แต่สายตามีความอ่อนลง นิ้งแซวซุบซิบ “ปกติพี่ฟ้าไม่ค่อยชมใครหรอกนะพี่” คีรีหัวเราะเบา ๆ
เมื่อใกล้เดือนสุดท้ายของฤดูฝน งานใหม่ของคีรีเริ่มเป็นที่พูดถึงในสำนักพิมพ์ อิงฟ้าเริ่มเปิดใจแลกเปลี่ยนความเห็นกับเขามากขึ้น ถึงจะยังใช้ถ้อยคำหยิกกัด เสียงหัวเราะบางเบาระหว่างเธอกับเขาเริ่มมีบ่อยขึ้น แต่ทั้งคู่ก็ยังระวังระยะห่าง ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกของตนเอง
ค่ำหนึ่ง คีรีติดงานอยู่ดึก อิงฟ้ามาเดินตรวจความเรียบร้อย เห็นเขายังนั่งตาแดงกร่ำ ก็เดินเข้ามาทั้งที่ลังเล “จะดึกแล้ว กลับบ้านไหม?”
“ผม…ยังเขียนไม่จบเลย” ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ “กลัวส่งไม่ทันรอบนี้”
เธอสบตาเขา ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกันเงียบ ๆ หยิบแก้วน้ำมาให้ ไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งฟังเสียงพิมพ์แป้นคีย์
หลังเสร็จงานยามดึก ทั้งสองเดินลงลิฟต์ด้วยกัน อิงฟ้าถามช้า ๆ “ทำไมนิยายทุกเรื่องของคุณจบเศร้า?”
“บางช่วงชีวิต…จบแบบดีไม่ได้จริง ๆ ครับ”
อิงฟ้านิ่ง ที่สุดแล้วเธอกล่าวแผ่วเบา “แต่ชีวิตจริง…ยังไม่จบ ไม่ใช่เหรอ”
คืนนั้น ต่างคนต่างกลับบ้านโดยไม่พูดอะไรกันอีก แต่หัวใจเต็มไปด้วยคำถาม
หลายวันต่อมา คีรีประสบปัญหาส่วนตัว แม่ของเขาป่วยจนต้องลางานหลายวัน อิงฟ้าเห็นโต๊ะด้านข้างว่าง บรรยากาศในออฟฟิศดูหงอย เธออดไม่ได้จะถามไถ่จากนิ้งแล้วแอบส่งข้อความให้เขา “ทุกอย่างเป็นไงบ้างคะ”—เขาตอบกลับสั้น ๆ “ขอบคุณครับ กำลังปรับตัวอยู่”
ช่วงเวลานั้น อิงฟ้ารู้สึกถึงความว่างเปล่าแปลก ๆ โลกลดเสียงลงเมื่อไร้ชายหนุ่ม เธอเดินผ่านที่นั่งเขาทุกวัน รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง
หลายอาทิตย์ผ่านไป คีรีกลับมาทำงาน รูปลักษณ์เขาซูบผอม หน้าโทรม แต่ยังพยายามยิ้มให้ เธอเรียกเขามาคุยในห้อง “ถ้าเหนื่อยมาก…พักก่อนก็ได้”
เขามองเธอแล้วส่ายหน้า “ผมไม่อยากหนีอีกแล้วพี่ฟ้า”
เขาสบตาเธอ สีหน้าตั้งใจแฝงความกลัวอยู่ “ผมหนีมาตลอด ชีวิตนี้…แต่ผมอยากทำสิ่งที่เริ่มไว้ให้สุดซักที”
การเปิดใจของเขาทำให้เธอเริ่มนึกถึงตัวเองกับอดีตบาดแผล เมื่อครั้งเคยหนีอะไรบางอย่างเหมือนกัน
คืนนั้น หลังเลิกงาน อิงฟ้าตัดสินใจเดินไปหาคีรี เธอพูดเสียงสั่น “ขอโทษนะคะ…ที่บางทีพูดแรงไป ฉันก็แค่กลัวซ้ำ…”
คีรีนิ่ง มองเธอ “ผมก็กลัว…แต่บางที คนเรากลัวจนพลาดสิ่งสำคัญ”
สายตาทั้งคู่เงียบงัน ชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน
อาทิตย์ต่อมา คีรีพาแม่มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือ แม่เขายิ้มแย้มอย่างภูมิใจ อิงฟ้ายืนอยู่มุมห้อง เฝ้ามองพวกเขาแล้วยิ้มละมุน เธอเริ่มเห็นความกล้าของชายหนุ่มที่ต่างจากวันแรก
หลังงาน หมอกฝนโปรยลงอีกครั้ง อิงฟ้านั่งใต้ร่มไม้ในสวนสำนักพิมพ์ คีรีเดินเข้ามา ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ต่างคนต่างนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรกันสักพัก เสียงฝนร่วงลงบนใบไม้ดังแผ่ว
“ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลาเนอะ” อิงฟ้าว่าเบาๆ
คีรีตีหน้าครุ่นคิด “แล้วเราล่ะ…กล้าเปลี่ยนไปด้วยมั้ย?”
สายตาอิงฟ้าสั่นไหว เธอเหลือบมองเขาแล้วหัวเราะเบา “ฉันยังไม่แน่ใจ…” เธออึ้ง ก่อนแปรเสียงจริงจัง “…แต่จะลองดู”
เขายิ้มบาง ๆ บรรยากาศระหว่างทั้งสองอ่อนลง
ฤดูฝนผ่านไป แสงเช้าแต้มตึกสูงในเมือง คนในสำนักพิมพ์ดูสดใส งานชิ้นใหม่ของคีรีได้รับการตอบรับดี อิงฟ้ากับเขาทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องเติมถ้อยคำมาก ทั้งคู่เข้าใจรูปแบบชีวิตและบาดแผลของกันมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเลือกค่อยๆ เดินเข้าใกล้ แม้จะยังลังเลในบางคืนแต่ต่างก็กล้าเปิดโอกาสให้หัวใจอีกครั้ง
วันหนึ่ง อิงฟ้าหยุดพูดเมื่อคีรีเดินเข้าหาด้วยดวงตาตั้งใจ “จะไปเดินสวนกันมั้ยครับ?”
เธอลังเลสักครู่ แล้วพยักหน้า คือการเริ่มต้นใหม่อย่างไม่แน่ใจ—แต่เต็มไปด้วยความหวัง ฤดูใหม่ที่ไม่กลัวอีกต่อไป