ฤดูที่ยังไม่กล้ารัก
เสียงเปียโนดังคลออยู่ในห้องชมรมดนตรี ต้นน้ำกำลังวางปลายนิ้วฝึกเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมา เสียงฝนโปรยปรายอยู่ด้านนอกอาคาร ภีมนั่งไขว่ห้างมองกระจกเงาสะท้อนแววตาเหม่อลอยของเพื่อนสนิท—สายตาที่เหมือนมีบางอย่างกำลังแบกไว้ทั้งหัวใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ต้นน้ำ แกว่าฝนแบบนี้มันน่ารำคาญไหม” ภีมหันมาถามพลางเอาบ่าพิงหน้าต่าง นอกหน้าต่างมีผู้คนเดินผ่านอย่างเร่งรีบ หลบฝนใต้กันสาดมหาวิทยาลัย
“ไม่รู้สิ… มันทำให้ขี้เกียจออกไปไหน แต่ก็รู้สึกอบอุ่นแฮะ เหมือนมีข้ออ้างให้อยู่ด้วยกันแบบนี้” ต้นน้ำตอบเบา รอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเหงาเล็กน้อย
ภีมหัวเราะในลำคอ เขาปาดหยดน้ำฝนที่ติดปลายผม “เวลาฝนตก แกก็เอาแต่อยากเล่นเปียโน”
“แกเองก็เอาแต่นั่งขำอย่างเดียว” ต้นน้ำแหย่กลับ ก่อนที่ความเงียบจะตกค้างระหว่างพวกเขา แสงไฟนุ่มๆ ในห้องชมรมทำให้เวลาช้าลง ทุกอย่างเหมือนหยุดหมุน—แต่ความรู้สึกลึกๆ กลับหมุนวนไม่หยุด
เสียงนาฬิกาเดินติ๊กต่อกอยู่เบาๆ ภีมเหลือบมองนิ้วเรียวยาวของต้นน้ำบนคีย์เปียโน สายตาสอดแนมด้วยความคุ้นชิน แต่วันนี้สายตานั้นมีความกังวลมากผิดปกติ
“…แน่ใจเหรอว่าจะประกวดแข่งใหญ่เดือนหน้า ฉันดูแก…ไม่เหมือนที่ผ่านมา”
ต้นน้ำนิ่งไป สายตาหลุบต่ำ “ต้องลองดูสักครั้ง ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าเราทำได้ไหม…”
ภีมพยักหน้า ชั่งใจอยู่นานก่อนจะตอบ “เวลาที่กลัว แกยังมีฉันนะ…แต่อย่าซ้อมจนลืมกินข้าวล่ะ ฉันไม่ได้เป็นเพื่อนนักเปียโนผอมแห้งหรอก”
ต้นน้ำหัวเราะเล็กน้อย ท่าทางเหมือนจะบรรเทาความเครียดลง พลางเอ่ย “งั้นเย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันนะ”
—
ช่วงเวลาตอนเย็นสองคนเดินเคียงกันกลางสายฝนเบาบาง ร่มสีฟ้าคันเดียวโอบไหล่ทั้งสองไว้ ต้นน้ำเดินใกล้กว่าปกติ มีบางอย่างในใจที่อยากพูดแต่กลืนหายลงคอ สายฝนพราวๆ นาทีที่ทุกอย่างนิ่งงันเหมือนเป็นฉากสโลว์โมชั่น
“แกว่า…คนเราจะรู้เมื่อไหร่ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต” ต้นน้ำถามขึ้นกะทันหัน
ภีมเดินชะลอแล้วตอบช้าๆ “ไม่รู้ว่ะ บางทีต้องรอให้มันสายไปก่อน” น้ำเสียงเหมือนไม่หนักแน่นแต่แฝงอะไรในถ้อยคำนั้น
ต้นน้ำหัวเราะกลบเกลื่อน “คิดมากอีกละ…”
—
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ในวันสอบกลางภาค ห้องสมุดแน่นขนัด ต้นน้ำก้มหน้าอ่านหนังสือ แต่ภีมเอาแต่นอนฟุบแขน ใจลอยไปไกลกว่าเนื้อหาชีวิตชีวาในหน้าหนังสือ
“อยากไปเที่ยวทะเลว่ะ” ภีมพูดขึ้นลอยๆ ทั้งที่หน้าตายังซบแขน
“ตอนนี้? ไปตายสอบแน่แก” ต้นน้ำขมวดคิ้ว
“ก็ฝันไง ไม่แบบนั้นคงอยู่ได้เหรอ…อยากหลุดออกจากตรงนี้ชั่วคราว”
ต้นน้ำพยักหน้า เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเบา “บางที…ฉันก็อยากได้อากาศใหม่ๆ”
“แต่ท้ายสุดเราก็อยู่ที่เดิม” ภีมพึมพำ แล้วทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง
—
คืนวันสอบ ต้นน้ำเจอจดหมายสั้นแปลกตาบนโต๊ะนอน เป็นลายมือภีม—‘ไปหาฉันที่สนามบาสฯ ตอนนี้’
เขารีบคว้าร่มไปฝ่าฝนยามค่ำ สายฝนกระทบระแนงหลังคาอย่างแรง ภีมนั่งบนม้านั่งเปียก หมวกกันฝนเอียง ๆ
“มีอะไร” ต้นน้ำถาม เหงื่อซึมข้างขมับผสมหยาดฝน
ภีมนิ่งก่อนพูดด้วยเสียงเบา “เราจะจบปีนี้กันทั้งคู่แล้ว ถ้าต้องเลือก…อยากไปต่อที่ไหน”
ต้นน้ำอึ้ง “แกถามทำไม”
“ก็อยากรู้ แกไม่เคยพูดชัดๆ เลยว่าจะเลือกอะไร—ดนตรี หรือครอบครัว”
ต้นน้ำหันหน้าหนี น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “ฉันก็ไม่รู้ ฉันกลัวผิดหวัง กลัวทำให้แม่เสียใจ…”
ภีมสะอึก พยักหน้าเงียบ ๆ
“ถ้าแกไม่ทำเพื่อตัวเองเลย แล้วอนาคตจะเหลืออะไรล่ะ” ภีมพูดเสียงแผ่ว
ต้นน้ำไม่ได้ตอบ มือทั้งสองจิกประสานแน่น หัวใจของทั้งคู่จมอยู่กับความกลัวต่างคนต่างฝ่าย
—
วันหยุด ต้นน้ำซ้อมเปียโนอยู่ลำพัง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แม่โทร. มาเสียงหนักแน่น “แม่อยากให้หนูไปสอบเข้ารับราชการนะ”
ต้นน้ำไม่ได้เถียง เขาแค่นั่งมองมือของตัวเองไล่เรียงไปตามคีย์เปียโน รู้ดีว่าคำขอของแม่อาจเป็นคำขอครั้งสุดท้าย ก่อนท้ายสายจะเงียบไป หัวใจเขาห่อเหี่ยวลงช้าๆ
หลังโทรศัพท์วางลง ต้นน้ำมองไปที่ผนังห้องรูปถ่ายครอบครัวและรูปตัวเองกับภีมในงานดนตรีเมื่อปีก่อน สองภาพแขวนคู่ เหมือนกดหัวใจเขาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน
ไม่นาน ภีมเดินเข้ามาในห้อง คำพูดแรกคือ “แกโอเคไหม”
ต้นน้ำไม่ตอบ เขาแค่ถอนใจยาว ภีมเห็นแววตานั้นจึงไม่เซ้าซี้ เงียบไปครู่หนึ่งแล้วหยิบชีทเพลงมาเปิดเสียงดัง
“ซ้อมให้สุดเหอะ ฉันนั่งฟังเป็นเพื่อน”
เสียงเปียโนดังคลอ ภีมหลับตา แววตาเศร้าแบบคนเก็บอะไรไว้ข้างใน
—
วันประกวดดนตรี ต้นน้ำยืนหลังเวที มือเย็นเฉียบ เหงื่อแตกพลั่ก ภีมเดินตามหลังมาแตะไหล่
“ถ้าแกเล่นพลาด ฉันจะอายแทนให้” ภีมพูดยิ้มๆ กลบเกลื่อน
ต้นน้ำหลุดหัวเราะ “งั้นฉันคงต้องตั้งใจสุดๆ ล่ะวะ”
ก่อนขึ้นเวที ทั้งคู่เงียบ ต่างคนต่างสบตา ในตาของภีมเต็มไปด้วยความคาดหวังและความเชื่อใจ ต้นน้ำสูดหายใจลึก สัญญากับตัวเองว่าจะกล้าสักครั้ง—อย่างน้อยก็เพื่อตัวเองและคนข้างกาย
เสียงเปียโนบนเวทีพาอารมณ์ให้ล่องลอย ต้นน้ำเล่นผิดพลาดเล็กน้อยช่วงต้น แต่ตากลับเห็นภีมนั่งหน้าเวที ยิ้มให้กำลังใจ ความกลัวลบได้ด้วยรอยยิ้มนั้น
หลังประกวดจบ ทั้งคู่เดินออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย ต้นน้ำถอนใจ ภีมหันมามอง “สุดยอดแล้วเว้ย ถึงจะแพ้ไม่เป็นไร”
“ยังดีที่มีแกอยู่ว่ะ” ต้นน้ำยิ้ม รอยยิ้มจริงใจที่สุดเท่าที่เคยมี
—
ฝนตกอีกครั้งตอนค่ำ ต้นน้ำหยิบมือถือเปิดรูปคู่กับภีม ดูอยู่นานรอยยิ้มบนจอสะท้อนบางอย่างที่ยังไม่ได้พูด
ขณะนั้นภีมส่งข้อความมา “ออกมาหน้าหอได้ไหม”
ต้นน้ำคว้าร่ม รีบวิ่งออกจากหอพัก เจอภีมยืนรอใต้ไฟถนน ฝนโปรยอยู่ไม่แรงนัก
“มีอะไร”
“แค่…คิดถึง” ภีมพูดเสียงเบา แล้วเสตาหลบ “ไปเดินเล่นด้วยกันไหม”
สองคนเดินคู่กันอีกครั้ง ความเงียบผสมเสียงฝน ภีมอยากจะพูดอะไรแต่ก็กัดริมฝีปาก ลังเลจนท้ายที่สุดก็เปลี่ยนเรื่อง
“แกคิดบ้างไหม…ว่าอนาคตเราจะเหลือกันไหม”
ต้นน้ำหัวเราะขืนๆ “ใครจะรู้วะ อนาคตไกลเกิน มองแต่วันนี้ดีกว่า”
ภีมชะงักเล็กน้อย สายฝนค่อย ๆ บดบังแววความเศร้าไว้
—
ฤดูฝนจบลง ฤดูร้อนมาแทนที่ ต้นน้ำเริ่มหลีกเลี่ยงการนั่งชมรมดนตรี ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ภีมพยายามชวนแต่ต้นน้ำปฏิเสธเรื่อย ๆ
“ยุ่งมากเหรอ” ภีมส่งข้อความถาม
“เปล่า แค่ไม่อยากซ้อม” ต้นน้ำตอบสั้น ๆ
“มีอะไรปิดบังฉันไหม”
ไม่มีข้อความตอบกลับ ความเงียบแทรกกลางทั้งสองไปหลายวัน
—
วันหนึ่งภีมมาเจอต้นน้ำซ้อมกับอาจารย์ดนตรีหลังเลิกเรียน เพิ่งรู้ว่าต้นน้ำสมัครทุนแลกเปลี่ยนไปต่างประเทศโดยไม่บอกใคร ภีมหายใจเข้าออกแรง ๆ รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง
คืนนั้น ภีมมายืนรอต้นน้ำหน้าหอ
“แกจะไปจริงเหรอ”
“ฉัน…ยังไม่แน่ใจ” ต้นน้ำตอบเบา ตากดต่ำ
“แต่แกก็สมัครไปแล้ว โดยไม่บอกอะไรฉันเลย” เสียงขุ่น รอยแววดาวในตาเปลี่ยนเป็นเศร้าและโกรธเคือง
“เพราะฉันไม่อยากให้ใครต้องผิดหวังไง” ต้นน้ำเผลอขึ้นเสียง น้ำเสียงปนกลัวและเสียใจ “บางทีฉันอาจไม่เหมาะกับที่ตรงนี้เลย”
ภีมกลืนคำพูดลงคอ “แต่แกไม่เคยถามฉันเลยว่าฉันคิดยังไง”
ต้นน้ำเงียบงัน น้ำตาคลอ ดวงไฟข้างทางกระพริบแผ่ว ๆ
—
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดกัน ต้นน้ำโฟกัสกับการเตรียมตัวสอบและสัมภาษณ์ ภีมไปเข้าชมรมกีฬา ไม่กลับห้องบ่อยเหมือนเดิม
ในที่สุดวันที่ประกาศผล ต้นน้ำได้รับทุน ต้องเดินทางไปต่างประเทศหนึ่งปี
เขานั่งมองโทรศัพท์อยู่นาน กดร่างข้อความหาภีมหลายรอบแต่ไม่กล้าส่ง สุดท้ายเลือกเงียบไว้เป็นความลับเงียบ ๆ ในใจเหมือนเดิม
—
วันเดินทาง ภีมปรากฎตัวเซอร์ไพรส์ที่สนามบิน สวมเสื้อยืดตัวเดิมที่ไปเที่ยวดนตรีด้วยกันสมัยปีหนึ่ง สีจาง แต่ความทรงจำยังสดใหม่
“มาส่ง?” ต้นน้ำเสียงเบา
“จะเดินทางกี่หมื่นกิโลก็เป็นเพื่อนอยู่ดี” ภีมฝืนยิ้ม
“ขอบใจนะแก” ต้นน้ำลังเลเหมือนมีอะไรค้างคา
“รู้ไหม ฉันโกรธแกมาก” ภีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่น “แต่ถ้าฉันบอกว่าฉันอยากให้แกอยู่ แกจะอยู่ไหม”
ต้นน้ำหลับตาแน่น ลมหายใจสั่น “บางทีมันก็ไม่ง่าย…ฉันอยากอยู่ แต่กลัวเลือกผิด”
“งั้นไปตามใจตัวเองเหอะ แต่จำไว้นะ ที่เดิมจะรอเสมอ—ถ้าวันหนึ่งแกกล้าพอ”
ดวงตาสองคนสบกัน—เศร้า ลึก และเข้าใจกันมากกว่าครั้งไหน ๆ ต้นน้ำดึงภีมมาโอบกอดแน่น ความเงียบปกคลุมสนามบิน ทั้งสองเกือบพูดคำสำคัญแต่สุดท้ายก็เงียบไป เหมือนสิ่งที่อยากพูดมากที่สุดกลับกลืนไม่ออก
—
ตลอดหนึ่งปีที่ห่างกัน ภีมส่งข้อความหาต้นน้ำบ้างตามโอกาส คำพูดส่วนใหญ่มักติดตลกแต่แฝงความคิดถึงทั้งที่ไม่เคยสารภาพ ต้นน้ำตอบกลับเหมือนเดิม—พูดน้อย เน้นรูปถ่ายและอีโมจิ ความรู้สึกยังลอยอ้อยอิ่งเหมือนเม็ดฝน
ในวันที่ต้นน้ำผ่านการประกวดดนตรีใหญ่ที่ต่างประเทศ เขาวีดีโอคอลคุยกับภีม—สายตาเปล่งประกายความภูมิใจ แต่ลึกๆ แฝงความเศร้าว่าไม่ได้นั่งฟังกันข้างๆ อีกแล้ว
“เก่งมาก ฉันบอกแล้วแกทำได้” ภีมยิ้มกว้าง
“จะว่าฉันโง่ไหมถ้าฉันยังคิดถึงแกทุกวัน” ต้นน้ำเอ่ยเสียงเบา
ภีมหยุดชะงัก ดวงตาสั่นระริก “งั้นกลับมาได้ไหม—ถ้าแกคิดถึงจริง”
ต้นน้ำเงียบ หัวใจเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
—
ต้นน้ำกลับมาเมืองไทย ท่ามกลางบรรยากาศใหม่ของมหาวิทยาลัยรุ่นน้อง ภีมเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมหยักศกยาวขึ้น ตัดชุดนักศึกษาหลวม ๆ ยิ้มง่ายเหมือนเดิมแต่ตาเศร้ากว่าเก่า
สองคนพบกันโดยบังเอิญที่ห้องดนตรีเก่า เสียงเปียโนยังคงอยู่ ต้นน้ำจับคีย์นิ่งมือ ใจลังเลไม่กล้าพูดสักที
“อยากขอโทษที่เคยหนีแก” ต้นน้ำพูดขึ้นในที่สุด
“ฉันก็ไม่ได้อยู่กับที่เหมือนกันหรอก ก็แค่…กลัวเหมือนกันนั่นแหละ” ภีมว่าพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นแววกลัวและลังเลในตาอีกฝ่าย เสียงหัวเราะเศร้า ๆ ที่ฟังออกว่าหัวใจยังค้างคา
“ถ้าวันนี้เราต่างพยายามมากพอแล้ว…จะกล้ารักกันไหม” ต้นน้ำถามเสียงแผ่ว
ความเงียบยาวนานตอบแทน ดวงตาของภีมฉายแววอ่อนโยนทั้งที่ยังกลัว ๆ ก่อนจะยิ้มบาง
“ถึงจะกลัว แต่ฉันก็อยากลองดู…”
มือทั้งสองเอื้อมหากันผ่านเปียโนตัวเก่า เสียงฝนโปรยบาง ๆ ข้างนอกหน้าต่างบรรเลงเป็นจังหวะเติมเต็มหัวใจ ในที่สุด ความรักที่อัดแน่นอยู่ในความเงียบก็ได้รับโอกาสจะถูกเอื้อนเอ่ย—แม้จะยังไม่กล้าบอกด้วยถ้อยคำ แต่ก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ในฤดูที่กล้ารัก