หมายเลขสิบเจ็ด…ใจของฉัน
เสียงประตูห้องหมายเลข 17 เปิดออกอย่างหนักแน่น หญิงสาวรูปร่างเล็กแต่ท่าทางขวับขวาบรรจงลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามา ทว่าความตั้งใจของเธอต้องหยุดชะงัก เมื่อพบว่ามีรองเท้าผ้าใบของใครบางคนวางอยู่หน้าประตูแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ๊ะ… ใครมาวางรองเท้าไว้ตรงนี้? หรือว่ามีคนอยู่แล้ว” เธอบ่นเบา ๆ พลางหันไปมองกล่องขนมปังวางบนโต๊ะกลางห้อง
“เธอ…ชมพูใช่ไหม” เสียงทุ้มดังจากข้างหลัง ชมพูสะดุ้งและหันควับไป เจอกับร่างสูงของชายหนุ่มผิวสองสี ใส่แว่นกรอบบาง แววตาไม่คุ้นชินแต่แฝงความเฉยชา
“อืม…ใช่ ฉันชื่อชมพู เราเป็นรูมเมทกันตั้งแต่วันนี้เนอะ” เธอพยายามยิ้มกว้างแต่ดูไม่ค่อยมั่นใจ
“ผมชื่ออรรถ ไม่ต้องเกรงใจ ห้องนี้ผมหวงความสะอาด อุปกรณ์บนโต๊ะขออย่าย้ายตำแหน่งนะ” ชายหนุ่มพูดเรียบ ๆ ก่อนเดินไปจัดสมุดที่เคลื่อนออกจากแนวเดิม
ชมพูพยายามกลั้นหัวเราะ แต่แอบมองเขาอย่างพินิจ รอบห้องมีของใช้ถูกจัดอย่างละเอียดยิบ กระป๋องดินสอถูกวางขนานกับขอบโต๊ะ ถุงขยะไม่มีแม้แต่เศษขนม เธอเริ่มใจไม่ดี รู้ว่าตัวเองเป็นคนซุ่มซ่าม และขี้ลืม
วันแรกในมหาวิทยาลัย ชมพูเดินเข้าห้องเรียน คิ้วขมวดด้วยความตื่นเต้นแต่เต็มไปด้วยความกลัว หนึ่งในเพื่อนใหม่ชื่อกายพูดจาคล่องแคล่ว หัวเราะเสียงดัง ดูจะกลายเป็นเพื่อนสนิทได้ไม่ยาก กายชวนชมพูไปงานเลี้ยงตอนค่ำ เธอตอบแค่ “เดี๋ยวขอดูอีกที” ทั้งที่ในใจอยากปฏิเสธ
คืนนั้นชมพูกลับห้องช้า อรรถยังนั่งอ่านหนังสือกับโคมไฟเล็ก ชมพูพยายามเงียบที่สุด แต่มือดันไปกระแทกแก้วน้ำของเขาตกพื้นเสียงดัง
อรรถสะดุ้ง ถอนหายใจหนัก เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่เก็บเศษแก้วเองและพูดว่า “คราวหน้า…ดูให้รอบนะ” เสียงนั้นนิ่ง ๆ เหมือนไม่มีอารมณ์
หลังเหตุการณ์วันนั้น ชมพูเริ่มระวังมากขึ้น ทว่าความซุ่มซ่ามของเธอกลับดูเหมือนต้องคำสาป ไม่ว่าจะพยายาม ก็ยังเดินไปชนขอบโต๊ะ ทำเสื้ออรรถเปื้อนกาแฟอีกจนได้ อรรถนิ่งและเก็บอารมณ์ อาจเพราะเคยนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่บ่น ไม่หงุดหงิดต่อหน้า แต่อาการหัวคิ้วขมวดนั่นแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจ
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน ขณะกลับมาห้อง ชมพูเหลือบเห็นอรรถนั่งโทรศัพท์เสียงเคร่งเครียด ฝ่ายชายพูดเสียงเบาแต่กดดัน “แม่ไม่ต้องมายุ่งเรื่องทุน ผมดูแลตัวเองได้แล้ว” เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ อรรถก็รีบลดเสียง วางสายทันที
ชมพูพยายามไถ่ถาม “มีปัญหาเหรออรรถ… ถ้าอยากปรึกษา ก็…”
“เรื่องของผม…อย่าเอาตัวเองมาเกี่ยวข้องดีกว่า” เขาพูดเสียงเรียบ ก่อนเดินออกจากห้อง เหลือชมพูไว้กับความเงียบ
ความสัมพันธ์เริ่มอึมครึม อรรถไม่พูดกับชมพูหลายวัน เธอเองก็มัวแต่ยุ่งกับงานกลุ่ม แค่ผ่านหน้ากันในห้องต่างคนต่างหลบตา
วันเสาร์ กลุ่มเพื่อนชวนชมพูไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง กายแกล้งยื่นมือมาแตะผมเธอ ชมพูหัวเราะเสียงใส แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกที อรรถยืนอยู่อีกมุม มองภาพตรงหน้าด้วยแววตายากอ่าน
คำกลัวยิ่งซ้อนในใจ ชมพูลังเล เริ่มสงสัยว่าเธอกำลังคิดถึงอรรถมากเแค่ไหน รู้สึกได้ว่าเวลาเธออยู่กับกาย หัวใจเหมือนเบา แต่กับอรรถแล้วมันหนัก หงุดหงิดวุ่นวายแปลก ๆ
คืนหนึ่ง อรรถนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “เธอ….คิดจะย้ายห้องไหม”
ชมพูอึ้งไป ใจหล่นวูบ “ทำไมถามแบบนี้ล่ะ… ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า…”
“เปล่า…แค่กลัวจะรำคาญ ไม่มีอะไรหรอก” อรรถลดเสียงจนอ่อนโยนผิดปกติ
“ฉันจะพยายาม ไม่สร้างปัญหา…”
อรรถไม่ตอบ หันไปอ่านหนังสือต่อ แต่ละวินาทียืดยาวและเงียบงัน
กลางดึกคืนนั้น ชมพูได้ยินเสียงหม้อข้าวไฟฟ้าดังเปรี้ยะ เธอลุกไปดู เจอควันลอยออกมารีบปลุกอรรถ เขารีบมาช่วย เสียงดุเบา ๆ แต่ไม่ตำหนิ “ครั้งหน้า อย่าลืมเติมน้ำ ก่อนกดไฟนะ” เธอพยักหน้าหงอย ๆ
เวลาผ่านไป ความผิดพลาดเล็ก ๆ ฝังรากเป็นร่องรอยในความสัมพันธ์ ทั้งคู่เริ่มชินกับการมีอีกคนอยู่ข้าง ๆ ในแบบตัวเอง มีความเงียบ มีข้อเสีย มีคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ลึก ๆ มีนิยามใหม่ที่ค่อย ๆ งอกงาม
วันหนึ่งอรรถต้องไปแข่งโต้วาทีระดับประเทศ เขาเตรียมตัวหนักและเคร่งเครียด ชมพูช่วยหาหนังสือ เสิร์ฟขนมหวานให้เล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงเขาจะไม่พูดขอบคุณแต่แววตานั้นดูผ่อนคลายขึ้น
การแข่งขันผ่านไป อรรถแพ้รอบสุดท้าย กลับห้องมาแบบหมดพลัง ชมพูวางมือบนไหล่ เอ่ยเบานุ่ม “แค่ได้ลองก็เก่งแล้ว… ฉันเอง…ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ยังไม่เคยกล้าไปเวิร์กช็อปเลย…”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดใจ อรรถเล่าเรื่องพ่อแม่ที่คาดหวังสูงเกินไป ชมพูฟังเงียบ ๆ ทิ้งช่วงให้อรรถพูดจนหมด เธอไม่ได้ให้คำแนะนำ แค่ฟังอย่างตั้งใจ
เช้าวันหนึ่ง ชมพูทำกระดาษโน้ตร่วงในห้องน้ำ อรรถหยิบส่งให้ สายตาเขาเหลือบเห็นใบสมัครเวิร์กช็อปการแสดงซ่อนในกองเสื้อผ้า
“จะไปจริง ๆ เหรอ”
เธอลังเลชั่วครู่ “…กลัว… กลัวว่าจะทำไม่ได้… กลัวถูกปฏิเสธ”
อรรถนิ่งไป “ไม่ลองก็ไม่รู้… ถ้ากลัว ลองมีเพื่อนไปด้วยสิ”
ชมพูหัวเราะเบา ๆ “ใครจะอยากไปกับฉัน… นายเหรอ”
อรรถเก็บอาการ ยักไหล่เล็กน้อย “ถ้าเธอไม่ว่า ฉันก็ไปเป็นเพื่อนได้ ช่วงนี้กำลังอยากเปลี่ยนบรรยากาศ”
เวิร์กช็อปวันแรก ทั้งสองเข้าสังคมในบทบาทใหม่ ชมพูลองแสดงตามบท อรรถนั่งมองอย่างลุ้น ๆ เมื่อชมพูทำผิดพลาด เธอนั่งเงียบ ซ่อนมือใต้โต๊ะ พยายามกลั้นน้ำตา
อรรถดึงมือเธอเบา ๆ เอ่ยเสียงอู้อี้ “ทุกคนผิดพลาดได้… อย่างน้อยเธอก็กล้ากว่าฉันที่ไม่กล้าออกจากกรอบของตัวเอง”
ค่ำวันนั้น ฝนตกหนัก ชมพูชวนอรรถรีบวิ่งกลับหอพัก ระหว่างฝนเทกระหน่ำ ทั้งคู่หัวเราะสุดเสียงเหมือนเด็ก อรรถมองหน้าเธอราวอยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็กลืนคำพูดไว้
คืนหนึ่งในงานเลี้ยงรุ่น กายเข้ามาคุยเล่นกับชมพู บรรยากาศเริ่มคึกคัก อรรถที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมองภาพนั้นอย่างนิ่ง ๆ แววตามีบางอย่างสั่นไหว
หลังเลิกงาน กายเดินมาส่งชมพูหน้าห้อง ช่วงหนึ่งกายรวบรวมความกล้า “ถ้าไม่มีอรรถ… เธอจะเลือกฉันไหม”
ชมพูอึ้งไป หัวใจวิ่งวุ่น “กาย…ฉัน…ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ขอโทษนะ”
ช่วงเวลานั้นอรรถไม่ได้ถามอะไร แต่ห้องเต็มไปด้วยความเงียบ ต่างคนต่างหลบตา
วันต่อมา ชมพูได้รับข่าวคัดเลือกเล่นบทนำในละครเวทีของคณะ เธอตื่นเต้นรีบกลับมาหาอรรถ
แต่กลับพบว่า ข้าวของอรรถหายไปครึ่งหนึ่ง เขาวางจดหมายไว้ให้ ดูเป็นรอยน้ำตาเลอะบนกระดาษ
“ขอโทษที่ไม่ได้บอกลาต่อหน้า ฉันกับพ่อแม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองนอกกะทันหัน นายทำตามฝันต่อได้นะ ฉันเอง…ดีใจที่ได้รู้จักนาย ขอโทษสำหรับทุกวันวุ่น ๆ ที่ผ่านมา และถ้าครั้งหนึ่งเรามีโอกาส…ขอให้เรากลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ – ชมพู”
ชมพูอ่านซ้ำ กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอปล่อยให้น้ำตาไหลขณะที่ยินเสียงฝนพรำด้านนอก ความผิดพลาดมากมายในห้องเล็ก ๆ นี้ ย้อนกลับกลายเป็นความทรงจำที่งดงาม
หลายเดือนผ่านไป อรรถเติบโตขึ้นในเมืองใหม่ เรียนรู้ที่จะเปิดใจกับผู้คนใหม่ ๆ และคิดถึงห้องที่เคยมีความวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยชีวิต
ชมพูประสบความสำเร็จบนเวทีคณะ ได้บทนำในละครเวที และกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวตัวเอง ทุกครั้งที่เธอปิดม่าน ยิ้มบาง ๆ จะระลึกถึงใครบางคนที่เคยพาเธอไปลองสิ่งใหม่
วันหนึ่ง ขณะเฉลิมฉลองงานจบการศึกษา ชมพูรับแชทจากอรรถบนมือถือ “กลับมาไทยแล้ว…ถ้ายังว่าง นั่งกาแฟด้วยกันไหม”
เธอใจเต้นแรง อึ้งไป ก่อนตอบ “รู้ไหม…โต๊ะตรงมุมร้านขนมปัง ยังว่างอยู่”
ความเงียบเล็ก ๆ ในใจถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ และการเริ่มต้นใหม่อย่างจริงใจ ไม่มีคำว่ารักหลุดออกมา ไม่มีการสัญญา ไม่มีคำว่าตลอดไป มีเพียงหัวใจสองดวงที่เปลี่ยนแปลง เติบโต และพร้อมจะลองเดินไปข้างหน้าด้วยกันอีกครั้ง