คืนสุดท้ายของฤดูฝน
เสียงฝนโปรยปรายกระทบกระจกหน้าต่างบนชั้นสามของตึกเล็กเก่าแก่ ริมถนนสายหนึ่งในย่านจตุจักร ต้นก้มหน้าสเก็ตช์ต้นฉบับบนโต๊ะไม้ที่เก่าน้อยกว่าตึกนิดเดียว มือหนึ่งวาด มือหนึ่งบีบขมับ ดวงตาแดงจากการตรากตรำข้ามคืน เสียงหัวใจเต้นดังไปพร้อมกับนาฬิกาแขวนกำแพงที่เหมือนไกลเกินจะไปต่อทันเดดไลน์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เงาของหญิงสะท้อนบนกระจกหน้าต่าง หญิงยืนถือแฟ้มหนาปึกใหญ่ สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา เธอยกมือเคาะโต๊ะ “ต้น นายยังไม่เสร็จอีกเหรอ ไฟนอลต้องส่งในเย็นวันนี้นะ” น้ำเสียงเป็นกลางแต่ฟังดูแฝงแรงกดดันจาง ๆ
ต้นสูดลมหายใจ พลิกหน้ากระดาษทีละแผ่น “เกือบเสร็จแล้วครับพี่ ขอโทษนะ ผมรู้ว่าช้า แต่อีกนิดเดียวจริง ๆ” เขาพยายามยิ้มบาง ๆ แววตากระวนกระวาย
หญิงทอดสายตาดูกระดาษ เธอจ้องการ์ตูนช่องนั้นเหมือนกำลังอ่านความลับที่อยู่ในแต่ละเส้นเงา เงียบไปพักหนึ่งจึงพูดเบา ๆ “ต้น ลายเส้นมันยังดูสั่น ๆ อยู่นะ ใจเย็นกว่านี้ได้มั้ย”
ฝนจากข้างนอกยังคงดัง ต้นกลืนน้ำลายเงียบ ๆ เฝ้ามองสายตาหญิง ท่าทีเพ่งพินิจคมกริบที่ทำให้เค้ายิ่งใจสั่น คำพูดของหญิงเหมือนแรงกดดันจนเขาเกือบควบคุมปากกาบนกระดาษไม่ได้
หญิงถอนหายใจ “เข้าใจว่ากดดัน แต่อยากให้นายเล่าในแบบที่นายเป็น ไม่ใช่ในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นอยากเห็น”
ต้นสบตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้ากลับไปวาด เงียบ มีเพียงเสียงฝนและลมหายใจสองคนที่แทรกอยู่ในห้อง
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ต้นส่งต้นฉบับที่ยังดูงก ๆ เงิ่น ๆ ในมือหญิง เธออ่านแล้วเงียบอยู่นาน “มันยังขาดจังหวะความจริงใจ ถ้าอยากเขียนอะไรให้ลึกซึ้งต้องกล้ายอมรับบางอย่าง นายเคยเสียใจแต่ไม่เคยเล่า เหมือนตัวละครนายกลัวความเศร้ามากไป”
ต้นนิ่ง สีหน้าเศร้าแปลก ๆ เขาละสายตากลับไปที่หน้าต่าง ฝนยังไม่มีทีท่าหยุดเลย “บางที…บางทีเราก็คงกลัว พี่ว่าคนจะชอบมั้ยถ้ามันจริงเกินไป?”
หญิงยักไหล่เบา ๆ ไม่ตอบตรงประเด็น “โลกนี้มีที่ให้ความจริงใจนะ ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าพอมั้ยที่จะอยู่ในที่แบบนั้น” น้ำเสียงฟังดูเหมือนประชดตัวเองมากกว่าพูดกับเขา
ต้นรู้สึกแปลก ๆ ความเหนื่อยทับถมปะปนกับความรู้สึกอื่นที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ เขาหัวเราะเบา ๆ “พี่เคยกลัวว่าจะไม่พอสำหรับใครมั้ย?”
หญิงนิ่งไปนาน ไม่ตอบทันที เธอกัดริมฝีปากล่างอย่างใช้ความคิด แล้วเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนผิดคาด “บางที…ฉันยังรู้สึกว่าตัวเองไม่พอเสมอแหละ ต้น” เงียบไป “แต่ถ้าไม่ลองก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าอะไรที่เรามี ความไม่สมบูรณ์แบบมันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ”
เสียงฝนครอบคลุมทุกบทสนทนา ที่สุดท้ายก็แผ่วลง พาทั้งคู่จมอยู่กับความเงียบที่อบอุ่นแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดจังหวะ
ผ่านวันนั้นไป ทั้งสองคนยังวนเวียนกันอยู่ในบริษัทเล็ก ๆ แห่งนั้น ต้นพยายามเขียนต้นฉบับถัดไปอย่างจริงใจขึ้น หญิงคอยให้อะไรคล้ายกำลังใจโดยไม่แสดงออกตรง ๆ บางวันเขานำขนมปังปิ้งมาแบ่ง บางวันหญิงซื้อกาแฟมาเงียบ ๆ วางไว้ที่โต๊ะต้นโดยไม่พูดอะไร
ขณะเดียวกัน หญิงก็ต้องรับแรงกดดันจากบรรณาธิการใหญ่ที่สั่งให้ลดจำนวนพนักงาน สำนักพิมพ์เริ่มมีปัญหาการเงิน เธอกลายเป็นโสดกลางแรงกดดัน หลังเลิกงานบางวัน เธอเดินวนอยู่ในออฟฟิศว่างเปล่านานเกินเหตุ มองออกไปเห็นต้นที่ยังไม่กลับบ้าน กำลังจ้องคอมพิวเตอร์แน่นิ่งเหมือนสู้กับบางอย่าง
ต้นมองนาฬิกาบ่อยขึ้นทุกวัน เวลากลับช้าลงเรื่อย ๆ วันหนึ่งหลังเสร็จงาน ต้นรวบรวมความกล้าออกไปยืนข้างหญิงที่ริมหน้าต่างออฟฟิศสองคนแบบไม่มีคำพูด
หญิงเป็นฝ่ายทัก “เหนื่อยมั้ย?”
ต้นส่ายหน้าช้า ๆ เหมือนจะตอบเฉพาะเธอคนเดียว “ก็…นิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่อยากหยุด ละ…แล้วพี่หละเหนื่อยมากมั้ย?”
หญิงหัวเราะเบา ๆ “รับไหวแหละ”
ความเงียบปกคลุมก่อนที่หญิงจะกล้าถามสิ่งที่เธอค้างในใจ “ถ้างานนี้ต้องจบ นายคิดจะทำอะไรต่อ?”
ต้นนิ่งนาน ดวงตาเบนหลบท้องฟ้ามืดครึ้ม “ยังไม่รู้เลยครับ แต่…ผมอยากเขียนให้จบอีกซักเรื่องนะ อย่างน้อยก็ได้บอกตัวเองว่ายังไม่ล้มเลิกง่าย ๆ”
หญิงพยักหน้ารับเข้าใจบางอย่าง “ดีแล้วหละ คนที่กล้าลองต่อ มันน่าประทับใจนะ”
วันถัดมา ต้นนำต้นฉบับใหม่มายื่นให้หญิงกลางห้อง หญิงอ่านอย่างตั้งใจ นิ้วมือแตะลายเส้นคล้ายจะสัมผัสใจเขาด้วย เธอเงียบไปนานก่อนจะยิ้มเล็ก ๆ มุมปาก
“ดีขึ้นมากนะต้น รู้สึกได้ถึงตัวนายอยู่ข้างใน”
ต้นหัวเราะกลบเกลื่อนความเขิน “คงเป็นเพราะเขียนตอนฝนตก”
หญิงกล่าวเบา ๆ “ฝนทำให้ทุกอย่างดูจริงจังขึ้น คนเรายิ่งโตยิ่งซ่อนความกลัวเก่งเนาะ”
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ได้หวือหวาแต่เต็มไปด้วยความใกล้ชิดในทุกการสนทนา วันหนึ่งหญิงนั่งอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้ามบริษัท ต้นแวะเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งคู่มองหน้ากัน ต่างพยายามไม่พูดเรื่องงาน
ต้นถามเล่น ๆ “สั่งอะไรให้ผมหรือยัง?”
หญิงแกล้งทำสีหน้าขรึม “รู้จักกันแค่ในที่ทำงาน อย่าเพิ่งสนิทใจสิ”
ต้นยิ้มเขิน มื้อเย็นนั้น ต่างกินอาหารท่ามกลางเสียงเพลงเบา ๆ เงียบสลับกับคำพูดหยอกล้อ ท่าทีเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้ทุกคำ
เมื่อฤดูฝนใกล้ผ่านไป สำนักพิมพ์เริ่มลดคน บรรยากาศหนักอึ้ง หญิงถูกบีบให้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือไป เธอกดดันจนคืนหนึ่งนั่งร้องไห้อย่างเงียบงัน ต้นผ่านมาเห็น เขาไม่ได้พูดปลอบ แค่นั่งอยู่เคียงข้าง
รุ่งเช้า หญิงพูดกับต้นแบบลังเล “ถ้าวันนี้ฉันเป็นคนที่ทำร้ายความฝันนาย…นายจะเกลียดฉันมั้ย?”
ต้นไม่มีคำตอบ ช่วงหนึ่งที่สายตาจับจ้องฝ่าฝนไปยังขอบฟ้ารำไร เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ผมไม่เกลียดพี่หรอกครับ ผมรู้ว่าบางอย่างเราเลือกไม่ได้”
บ่ายนั้นต้นได้รับจดหมายเลิกจ้าง เขาไม่แปลกใจนัก เพราะรู้ดีถึงสถานการณ์ หญิงไม่สบตาตอนยื่นจดหมายให้ มือข้างที่จับซองกระดาษสั่นเงียบเหมือนคนเพิ่งสูญเสียอะไรไป
เย็นวันเดียวกันฝนก็ตกหนัก ต้นเก็บข้าวของเงียบ ๆ หญิงเดินไปส่งถึงหน้าตึก สองคนยืนหลบฝนใต้กันสาดเล็ก ๆ
“พี่ขอโทษนะ” หญิงพูดเสียงเบาหวิว
ต้นตบบ่าเธอเบา ๆ “ถ้าวันไหนคิดถึงผม…ลองออกมาดูฝนสิครับ ผมคงอยู่ใต้ท้องฟ้าฝนสักแห่ง”
หญิงน้ำตาคลอ ถ้อยคำติดค้างในลำคอ เงียบไปนานก่อนพูดว่า “อย่าไปโกรธโลกที่ไม่ใจดีกับเราเลยนะต้น โลกมันใจร้ายกับฉันมาก่อนเหมือนกัน”
แล้วต้นก็จากไป เหลือเพียงหญิงที่ยืนฟังเสียงฝนจมหายใจตัวเอง กี่วันที่ผ่านหญิงมองออกไปที่หน้าต่าง เรียกความทรงจำถึงความกล้าและความกลัวในใจตัวเอง ทุกข้อความสนทนา ความเข้าใจและความไม่สมบูรณ์แบบที่เขาเคยบอก คำเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัว
ต้นเริ่มต้นใหม่ ออกเดินหางานตามร้านกาแฟ นั่งวาดการ์ตูนโต้รุ่ง ความฝันไม่แน่นอน ราวกับเมฆฝนที่พลัดพราก หญิงค้นพบว่าการเป็นบรรณาธิการทำให้เธอแข็งแกร่งแต่ก็เหงากว่าที่คิด เธอเห็นต้นออกรายการเว็บท้องถิ่นเล็ก ๆ จึงติดตามอย่างห่าง ๆ
เวลาผ่านไปสองเดือน หญิงได้รับจดหมายสั้น ๆ จากต้น ไม่มีคำอ้อนวอน ไม่มีความโรแมนติก มีแต่บรรทัดเดียวว่า “ฝนปีนี้ทำให้ผมคิดถึงคนจริงใจครับ ขอบคุณที่เคยให้อะไรนั้นกับผม”
หญิงอ่านข้อความนั้นแล้ววางลง เธอสูดลมหายใจ หัวเราะพลางน้ำตาคลอ หยิบแฟ้มการ์ตูนของต้นเก่า ๆ กลับมาดูอีกครั้ง
คืนสุดท้ายของฤดูฝน หญิงเดินมาใต้กันสาดหน้าตึกเดิม คนเดียว ท้องฟ้ายังส่งเสียงฝนมา สายหนึ่งจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นหมายเลขที่เธอไม่ได้บันทึกไว้ หญิงรับสายด้วยหัวใจเต้นแรง
เสียงต้นติดลังเลเล็กน้อย “ผม…ผมแค่คิดว่ามันคงดี ถ้าเราจะคุยกันอีกครั้ง ฝนปีนี้ยังตกอยู่เลยพี่…จะมานั่งเป็นเพื่อนกันใต้กันสาดมั้ยครับ?”
หญิงนิ่งเงียบ แต่แล้วเธอก็หัวเราะ หยุดร้องไห้ ลมเย็นจากฤดูใหม่ปะทะหน้า เธอก้าวออกไปกลางสายฝนคืนนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างต้นกับหญิงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือจบบริบูรณ์ แต่ความกลัว ความฝัน ความผิดพลาด และการให้อภัย กลับทำให้พวกเขาเข้าใจความหมายของการเติบโตเพื่อรัก และฝนปีนี้…ก็กลายเป็นคืนสุดท้ายที่ไม่มีใครต้องกลัวความไม่สมบูรณ์แบบในหัวใจอีกต่อไป