รอยยิ้มของเดือนเมษายน
เสียงฝนต้นเมษาตกกระทบกระจกใส ด้านในร้านกาแฟเล็ก ๆ ย่านอารีย์ ปุริมนั่งเหม่อมองละอองน้ำข้างหน้าต่าง ความคิดล่องลอยไปไกล มือกำแก้วกาแฟแน่น เขาครุ่นคิดถึงบทหนังที่ติดขัด—ความรู้สึกมันบีบหัวใจแบบนี้ทุกครั้งเวลาเขียนไม่ออก เสียงพูดคุยของกลุ่มพนักงานโฆษณาอีกโต๊ะเดินเข้าหูไม่หยุด หนึ่งในนั้นคือ พิมพ์ สาวเก่งผู้มีรอยยิ้มแจ่มใส ฉาบด้วยความมั่นใจแต่แฝงด้วยความกังวลบางบาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปุริมกดโทรศัพท์ในมือ กดแล้วลบ พิมพ์แล้วลบ ข้อความชวนทีมงานคุยไอเดียถูกกลืนลงความเงียบ เขาชินกับการอยู่คนเดียวจนไม่แน่ใจว่าการมีใครข้าง ๆ สำคัญแค่ไหน ข้างหลัง เขาได้ยินเสียงโต๊ะนั้นหัวเราะกับขนมปังปิ้ง พิมพ์กำลังเล่าเรื่องหลุด ๆ จากงานถ่ายโฆษณาเมื่อวาน
“พี่คะ ขอหวานน้อยค่ะ” เสียงพิมพ์ดังขึ้นที่เคาน์เตอร์ เสี้ยวขณะเธอหันมา ปุริมสบตา รอยยิ้มแบบแบ่งรับแบ่งสู้เผยขึ้นที่มุมปาก เขาไม่แน่ใจว่ามันคือความประทับใจหรือรำคาญกันแน่
วันถัดมา ปุริมเข้าประชุมทีมเขียนบทโฆษณา เขาถูกดันให้ร่วมงานกับทีมของพิมพ์ แม้รู้จักชื่อแต่เนื้อแท้ไม่เคยได้คุยกันจริงจัง พิมพ์ยิ้มบาง ๆ ส่งสมุดโน้ตมาให้ “ช่วยดูไอเดียนี้หน่อยค่ะ” เธอยืนถือแก้วกาแฟในมือ พอปุริมพลิกเปิด—พบจดว่า ‘ต้องสร้างอารมณ์มากกว่านี้’ ใต้ไอเดียเขา
“มันเลยเฝือไปหน่อย” พิมพ์ว่า พลางเลื่อนสมุดคืน “ขอโทษถ้าพูดแรง ฉันอยากให้เนื้อหามันซื่อสัตย์มากกว่านี้”
ปุริมหงุดหงิดแต่เก็บไว้ “ถ้าอยากให้อะไรจริงขึ้นกว่าเดิม ต้องเอาอะไรออก?”
“บางทีอยากได้ความรู้สึกจริง ๆ ต้องกล้าปล่อยผิดพลาดบ้าง” พิมพ์ตอบแบบคิดจริงจังขึ้น เธอนิ่ง มองหนังสือในมือ ปุริมมองพิมพ์—สังเกตเห็นความเศร้าหม่นที่ซ่อนในดวงตา
การทำงานร่วมกันเริ่มต้น ความคิดของทั้งสองแตกต่าง ปุริมชอบเก็บตัว เขียนบทแบบวางระยะ ส่วนพิมพ์กล้าพูด กล้าท้าไอเดียใหม่ ๆ วันหนึ่งพิมพ์เสนอเป็นคนคิดฉากสำคัญ ปุริมปัด “มันดูเวอร์ไป คนดูไม่เชื่อหรอก” เขาพูดตึง ๆ
“แต่ถ้ามัวกลัวคนไม่เชื่อ เราจะเขียนอะไรให้คนเชื่อได้ยังไง” พิมพ์สวนกลับ น้ำเสียงหงุดหงิดแต่ตายังอ่อนโยน เธอหันหลบสายตาเงียบ ๆ
หลังประชุม ปุริมเดินออก คนทั้งออฟฟิศต่างมองว่าเขาหยิ่ง แต่เพื่อนในทีมรู้ดีว่าเขาแค่กลัวผิดหวัง พิมพ์หยิบชีสเค้กชิ้นเล็กเมื่อปุริมตามไปที่ห้องครัว
“ถือว่าขอโทษนะคะพี่” เธอยื่นให้ ปุริมรับ เก้อ ๆ เหมือนเด็กไม่กล้าเปิดใจ
ทีมโฆษณาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดถ่ายงาน ปุริมกับพิมพ์ต้องพักห้องติดกันเพราะห้องเต็ม ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดในความใกล้ชิดนั้น ขณะรอรถตู้ พิมพ์เอ่ยถามเบา ๆ “ทำไมถึงไม่เชื่อในความรักในหนัง?”
“มันไม่จริง” ปุริมตอบเฉยชา
“บางเรื่องต้องเชื่อถึงจะเห็นมันเกิดขึ้นจริง” พิมพ์ตอบเสียงเบา ราวกับพูดกับตัวเอง ปุริมเหลียวมอง เห็นพิมพ์เงียบลง น้ำตาแทบท่วมขอบตา แต่พิมพ์ก็กลบด้วยรอยยิ้มอีกชั้น
คืนหนึ่งที่โรงแรม หลังงานเลี้ยงจบ พิมพ์นั่งเหม่อบนระเบียง ปุริมเดินมาทิ้งตัวบนเก้าอี้ใกล้กัน ลมเย็นในที่มืดทำให้ความเงียบหนักแน่นขึ้น
“เคยกลัวจะพลาดไหม?” ปุริมถามแบบไม่มองหน้า พิมพ์นิ่ง
“กลัวค่ะ… กลัวมากด้วย แต่กลัวการไม่ได้ลองมากกว่า” เธอตอบ ตาสะท้อนแสงไฟระยับ ปุริมพยักหน้าเงียบ ๆ
การทำงานดำเนินต่อไปด้วยความตึงเครียด พอใกล้ส่งงาน ทีมเกิดปัญหาไฟล์งานหาย พิมพ์กับปุริมติดอยู่ที่ออฟฟิศสองคนถึงตีสาม ทั้งสองเงียบงันมือจิ้มคีย์บอร์ด มือกำแก้วกาแฟ พิมพ์ถอนหายใจ “ถ้าโปรเจ็กต์นี้ล่ม ฉันอาจต้องย้ายงาน” เธอพูด เสียงสั่นน้อย ๆ
ปุริมลอบมอง เห็นเธอพยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่เคยจริงจังกับใคร “ไม่ต้องกลัวหรอก… ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอก” คำพูดนั้นแลดูธรรมดา ทว่าอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดสำหรับทั้งสอง
ในวันนำเสนอผลงาน ผู้บริหารตำหนิงานทั้งชิ้น พิมพ์เป็นเป้าหมาย ปุริมเห็นเธอกัดฟันฝืนอยู่ “ฉันเองที่ตกลงตามไอเดียนี้” ปุริมยอมรับตรง ๆ คำพูดทำให้พิมพ์เธอมองหน้าด้วยสายตาแปลกใหม่ คืนนั้นหลังเลิกงาน เธอทิ้งตัวนั่งข้างปุริมที่ป้ายรถเมล์
“ขอบคุณนะ”
“แค่คิดว่าครั้งนี้… ฉันเลือกที่จะเชื่ออะไรบ้าง”
จากวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป—ไม่หวือหวาแต่ละลายช่องว่างบาง ๆ พิมพ์ชวนปุริมเดินตลาดนัดด้วยกันระหว่างพักเที่ยง มองเด็กน้อยซื้อดอกไม้ “เธอเคยอยากเป็นอะไรตอนเด็ก?” พิมพ์ถาม
“นักเขียนหนังสือนิทาน” ปุริมตอบ พลางหัวเราะแผ่ว
“แล้วทำไมกลายมาเป็นแบบนี้ล่ะ?”
“กลัว… กลัวไม่มีใครอ่าน กลัวถูกปฏิเสธ” ปุริมเผลอสารภาพ พิมพ์หันมองเขานิ่งนาน เห็นรอยร้าวในแววตา
“แต่ตอนเด็กคงไม่คิดเรื่องกลัวใช่ไหม?”
เขาสัมผัสบางอย่างในน้ำเสียงเธอ คล้ายเธอก็ปกปิดบาดแผลคล้ายกัน
เย็นวันหนึ่ง ปุริมนั่งปล่อยใจริมแม่น้ำหลังเลิกงาน ภาพความใกล้ชิดกับพิมพ์หมุนวน—เขาคิดถึงเธอโดยไม่รู้ตัว ในวันหยุดสุดสัปดาห์ พิมพ์หายไปจากกลุ่มไลน์ ปุริมเหมือนถูกตัดขาดจากโลก ช่วงเวลานี้เองทำให้เขารู้ว่าการขาดเธอสร้างรอยร้าวลึกกว่าที่คิด
เช้าวันจันทร์ ปุริมเห็นพิมพ์กลับมาออฟฟิศ สีหน้าเศร้า แววตาช้ำ เขายังลังเลไม่กล้าถาม อยู่จนพักกลางวัน ถึงได้เข้าไปนั่งข้าง ๆ อย่างเก้กัง
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเขาเบาและช้า พิมพ์เงียบไปนาน ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ครอบครัวไม่ยอมรับอาชีพฉันค่ะ… แม่อยากให้กลับไปเรียนบริหาร” เธอหลุดหัวเราะแห้ง ๆ
“ฉัน… ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เธอทำมันมีความหมาย”
ครั้งแรกที่พิมพ์ปล่อยให้ความเปราะบางในตัวเองไหลผ่านน้ำตา เธอก้มหน้า ปุริมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เงียบ ๆ
หลายสัปดาห์ผ่านไป งานใหญ่ใหม่เข้ามา ทุกคนต่างห้ำหั่นกันเพื่อโปรโมตไอเดียของตัวเอง ความทะเยอทะยานในตัวพิมพ์เริ่มขยายออกมาชัด ปุริมรู้สึกตัวเองเป็นเพียงเงา แต่เขากลับรู้สึกดีที่เห็นพิมพ์เปล่งประกายขึ้น
พิมพ์รู้ตัวว่าทุ่มเทจนเริ่มห่างจากมิตรภาพในทีม เธอหันกลับหาปุริม กลัวเสียเขาไป ขณะเดียวกันปุริมเองเริ่มสงสัยว่าที่เขาชอบอยู่เฉย ๆ เพราะกลัวล้มเหลวหรือแค่กลัวถูกลืม
เช้าวันหนึ่งที่ฝนตกหนัก พิมพ์นั่งรอรถเมล์ ปุริมเอาร่มมาให้ ทั้งสองยืนหลบฝน ข้างถนนเปียกแฉะ
“บางอย่าง… ถ้าไม่กล้าเสี่ยงก็ไม่มีวันรู้” ปุริมพูดเบา ๆ
“กลัวจังเลย ถ้ามันพังอีก” พิมพ์ตอบตาแดง
ปุริมยิ้มบาง ส่งมือโอบไหล่เธออย่างเก้ ๆ กัง ๆ พิมพ์หัวเราะทั้งน้ำตา
จุดเปลี่ยนเกิดในวันนำเสนองานสุดท้าย พิมพ์ถูกวิจารณ์จนหมดกำลังใจ เธอเก็บของจะไปจากออฟฟิศ ปุริมตามมา หายใจเหนื่อย เข้าไปนั่งข้างเธอ
“จะหนีไปจริง ๆ เหรอ?” เขาถามเสียงดังจนพิมพ์สะดุ้ง
“อยู่ไปมันก็ไม่เปลี่ยนอะไร” พิมพ์เสียงสั่น
“แล้วถ้าเธอไป… ไอ้คนขี้ขลาดอย่างฉันจะกล้าขึ้นเมื่อไหร่”
พิมพ์นิ่ง น้ำตาเอ่อจวนไหล
“ฉัน… ไม่เคยคิดว่าฉันสำคัญกับใครได้จริง ๆ”
“คนที่กล้าหยิบรอยยิ้มมาให้ในวันที่มืดหม่นแบบเธอสำคัญมากนะ” ปุริมพูดพลางมองเธอจริงจัง
ความเงียบปกคลุม ทั้งสองรับรู้หัวใจตัวเอง ขณะเดียวกันแต่ละคนยังไม่กล้าฝากฝากอนาคตกับอีกฝ่าย
พิมพ์เลือกจะอยู่ต่อ อยู่กับความกลัว อยู่กับโอกาสใหม่ ๆ ขณะปุริมเรียนรู้จะกล้าเปิดใจยอมรับไอเดีย กล้าเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยเดิม ๆ
ฤดูร้อนปลายเดือนเมษายน ปุริมชวนพิมพ์เดินเล่นในสวนสาธารณะ แสงแดดยามเย็นทาบใบหน้า ทั้งสองนั่งบนม้านั่ง ใกล้จนได้ยินเสียงหายใจ
“อะไรคือสิ่งที่กลัวที่สุดตอนนี้?”
“กลัวจะต้องหายไปจากชีวิตใครที่สำคัญ” พิมพ์ตอบแผ่วเบา
“ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ฉันจะลองกล้าดู” ปุริมค่อย ๆ จับมือเธอไว้ในอุ้งมือ
พิมพ์นิ่ง น้ำตาไหลเงียบ ๆ ก่อนจะยิ้มอย่างที่เขาไม่เคยเห็น รอยยิ้มนี้ละลายความเหงาในปุริมจนหมดสิ้น
ย้อนคิดถึงวันแรกในร้านกาแฟ ปุริมเผลอยิ้ม—ครั้งหนึ่งเขาอาจไม่เชื่อในความรัก แต่กับเธอ ตอนนี้เขาพร้อมจะเขียนเรื่องใหม่ด้วยหัวใจดวงเดิม