แด่ฝันที่รออยู่ปลายฟ้า
ฝนแรกของเดือนมิถุนายนตกกระทบหลังคาทินเลโลหะเสียงดังเปาะแปะ น้ำเย็นไหลหยดลงมาบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมสดของหญ้าใหม่ ภูผายืนอยู่ข้างหน้าต่าง พ่นลมหายใจบนกระจกจนเป็นฝ้า ก่อนจะเอื้อมมือหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาแนบตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ รีสอร์ตเล็ก ๆ กลางหุบเขาเหนือสุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน บรรยากาศละมุนอย่างกับวาด ภูผาย้ำกับตัวเองว่าจะถ่ายแค่ธรรมชาติ ไม่ถ่ายมนุษย์ ตั้งแต่วันนั้นที่เขาทิ้งวงการถ่ายภาพไปด้วยรอยร้าวบางอย่างที่ยังจาง ๆ ในอก
“ขอโทษนะคะ…ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้ไหม” เสียงผู้หญิงอ่อนโยนแบบไม่มั่นใจนักดังขึ้นด้านหลัง มือเย็นของใครสักคนเอื้อมมายื่นโทรศัพท์มือถือ
ภูผาชะงักมอง เจ้าของเสียงคือพลอย สาวอายุยี่สิบเอ็ด ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาแบบคนยังไม่คุ้นกับโลก มือไม้ดูเก้อเขิน ชุดเดรสลายดอกไม้เปียกฝนจนดูเหี่ยว ๆ
“จะถ่ายอะไรตรงนี้เหรอ” ภูผาถามโดยไม่ได้รับโทรศัพท์มาทันที
พลอยวางโทรศัพท์บนโต๊ะเหมือนกลัวจะร่วง “คือ…อยากได้รูปตัวเองหน่อยค่ะ อยู่คนเดียวมันเหงา”
เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาก้ำกึ่งระหว่างเห็นใจและไม่เข้าใจ “ต้องการแบบไหน”
เด็กสาวนิ่งไป “เอ่อ…แบบที่เหมือนคนในหนัง…อยากลองแบบนั้นดูสักครั้ง”
ภูผาวางกล้องลง หยิบมือถือขึ้นมา “ตรงไหนได้บ้าง?”
พลอยเดินไปยืนที่ริมระเบียง เลียริมฝีปากแล้วหันมาส่งยิ้มเกร็ง ๆ “ถ้าเป็นตรงนี้ มันเห็นวิวภูเขาข้างหลัง”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบที่ยืดยาว ภูผามองพลอยผ่านเลนส์รูปสี่เหลี่ยม เลื่อนจุดโฟกัส พลอยมองออกไปที่ฝนพรำอยู่ด้วยสายตาว่างเปล่าแบบคนที่ซ่อนไว้ซึ่งอะไรบางอย่าง ภูผายืนนิ่งอยู่สักพักก่อนจะกดชัตเตอร์เสียงเบา ๆ
“พอมั้ย?”
พลอยเดินมาดูรูปในมือถือ เธอเงยหน้ามาส่งยิ้ม “พอค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” แล้วหมุนตัวกลับไปมองฝนเหมือนเดิม
“มาคนเดียวเหรอ?”
เด็กสาวพยักหน้า “ค่ะ พี่ล่ะ?”
“คนเดียวเหมือนกัน”
บทสนทนาสั้น ๆ ตัดจบกลางสายฝน ความเงียบเข้าปกคลุม รีสอร์ตก็มีแต่เสียงน้ำหยดกับหญ้าวูบไหว พวกเขาแยกย้ายกันกลับห้องไป โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกันเลยสักนิด
ค่ำวันนั้น พลอยนั่งพิมพ์โน้ตบนคอมพ์พกพา ท่ามกลางเสียงกบร้องเกรียวกราว มือเธอสั่นนิด ๆ ขณะเขียนว่าฉันกลัว…กลัวจะไม่มีวันเป็นนักเขียนอย่างที่ฝันไว้
บนระเบียงห้องข้าง ๆ ภูผาเปิดไฟอ่านนิยายเล่มเก่าจนหัวกระเจิง แต่เนื้อหาตรงหน้ากลับลอยเลือนไปไกล ทุกคำพูดในหัวคือประโยคจากงานถ่ายภาพเมื่อห้าปีก่อนที่จบลงด้วยเสียงตะโกนของอดีตรัก
“นายไม่รู้จักเข้าใจใคร…นายถ่ายภาพสวย แต่เงียบเหมือนรูปถ่ายที่ไม่มีชีวิต!”
ภูผากำไว้แต่เพียงเสียงฝน หัวใจอยากลืมมันเหลือเกิน
เช้าวันรุ่งขึ้น สายหมอกลอยเหนือยอดไม้ พลอยเดินช้า ๆ พร้อมสมุดโน้ต เธอเห็นภูผากำลังถ่ายดอกหญ้าต้นเล็ก ๆ พลอยยืนดูอยู่เงียบ ๆ
“บนโลกนี้มีดอกหญ้าอยู่กี่ต้นนะ?” เธอถามเสียงเบา
ภูผาวางกล้อง ดึงสายตากลับ “ก็…เยอะ”
“ถ้าทุกต้นฝันต่างกัน บางทีโลกอาจไม่เหงาเท่านี้” พลอยพูดขำ ๆ แต่แววตาเศร้า
ภูผานิ่วหน้า ไม่ตอบ พลอยจดโน้ตอะไรบางอย่าง “ขอโทษนะคะ เมื่อวานพี่ทำงานอยู่ใช่ไหม”
“เปล่า แค่เดินถ่ายรูป”
พลอยลังเล “เอ่อ…พี่อยากดื่มกาแฟด้วยกันมั้ยคะ?”
ภูผาเงียบ หยิบเป้ขึ้นบ่า “ไว้วันหลังนะ” พลอยฝืนยิ้มแล้วยืนเงียบมองเขาเดินจากไป
เวลาผ่านไปหลายวัน ฝนยังคงตก พลอยเริ่มทำความรู้จักกับแม่บ้านและพนักงาน แม้แต่คนสวน ยังไม่มีใครเคยเห็นภูผาคุยกับใครยาว ๆ
เย็นวันหนึ่งพลอยเดินมาเจอภูผานั่งดูภาพถ่ายในโน้ตบุ๊ก เธอสูดหายใจลึก แล้วเอ่ย “ขอถามอะไรได้ไหม?”
ภูผาเหลือบตา “อะไรเหรอ”
“พี่ชอบถ่ายรูปมากแค่ไหน?”
ภูผาวางมือบนคีย์บอร์ด “เคยชอบมาก… แต่ตอนนี้แค่ถ่ายให้ผ่าน ๆ ไป”
พลอยจ้องเขานาน “เพราะอะไรคะ?”
“สมมติมีบางอย่างที่เคยเป็นทุกอย่างสำหรับเรา แล้ววันหนึ่งมันทำร้าย… พอถึงตอนนั้นยังอยากทำอยู่อีกไหม?”
พลอยเงียบ กลืนถ้อยคำในใจ ก้มลงจดโน้ต “ข้อนี้น่าสนใจค่ะ”
ภูผาสะดุ้งเล็กน้อย “ไว้เขียนนิยายต่อเหรอ”
“ใช่ค่ะ ยังไม่รู้ว่าจะจบแบบไหน”
เขาถอนหายใจเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ มือทั้งสองแตะที่รูปถ่ายของใครบางคนในเครื่อง โน้ตบุ๊กสั่นนิด ๆ
วันต่อมาฝนหยุดตก ฟ้าฉายสีฟ้าคราม พลอยเดินเล่นในสวน เธอเจอนกกระเต็นเกาะบนสายไฟ โบกมือเรียกภูผา “พี่…ดูสิ”
ภูผาตามมาด้วยความงุนงง มองนกอย่างไม่รู้สึกพิเศษอะไร
“ในนิยายของหนู…นกที่นั่งเงียบ ๆ แบบนี้คือคนที่รอใครสักคนค่ะ”
ภูผาหัวเราะเบา ๆ “นกคงเหงาเหมือนคน”
พลอยหันมามองตาเขานิ่ง “พี่เคยรอใครบ้างไหม”
เขาตอบไม่ออก เงียบไปสักพัก “เคย…แต่เขาไม่กลับมา”
พลอยพูดแผ่วเบา “แต่บางคนรอทั้งชีวิตก็ไม่เห็นเขามาเลย”
เขาก้มหน้า พลอยจดโน้ตเสียงเบา ๆ เสียงขีดดินสอดังในความเงียบ
คืนนั้นพลอยเดินออกมาดูดาว เห็นภูผานั่งอยู่กับกล้องถ่ายรูป
“คืนนี้ดาวเยอะ” พลอยว่า
ภูผามองนิ่ง ๆ “เวลาอยากถ่ายดาว แต่ใจม่อยจริง ๆ กลัวว่าถ่ายออกมาแล้วจะอยู่ในรูปนั้นตลอด”
พลอยนั่งข้าง ๆ ห่างกันนิดหน่อย “บางที…ถ้าใครในรูปนั้นไม่พร้อมจะยิ้ม ก็ไม่ต้องยิ้ม”
ภูผาเหลือบตามองเธอ “ถ้าไม่ยิ้มแล้วใครจะชอบ?”
“ถ้ามีคนเห็นความเศร้าในภาพ แล้วไม่กลัวจะอยู่กับมันล่ะ?”
ภูผานิ่งงัน เธอไม่ฝืนต่อบทสนทนา ปล่อยให้ดวงดาวกับกล้องของเขาเป็นคนคั่นกลาง
เช้าวันถัดมา พลอยได้รับจดหมายปฏิเสธต้นฉบับจากสำนักพิมพ์ เธอขังตัวในห้องทั้งวัน ทั้งโลกกลายเป็นสีหม่น
ช่วงเย็นภูผายืนหน้าห้องเธอ ส่งโน้ตแผ่นเล็กแผ่นหนึ่ง ในนั้นเขียนว่า “ไม่มีใครสู้กับความฝันง่าย ๆ ได้หรอก หนูจะลองใหม่ไหม?”
พลอยเปิดประตูออก เพียงแค่เอ่ยว่า “ไม่รู้ค่ะ…กลัวอีกแล้ว”
สายลมพัดผ่าน เสียงฝนโปรยปรายลงมาเบา ๆ
“แต่หนูยังอยู่ที่นี่” ภูผากล่าว
พลอยน้ำตาซึม แต่ฝืนยิ้ม “เพราะยังไม่กล้ากลับบ้านค่ะ”
“กลับไปพร้อมฝันที่พัง หรือจะเริ่มใหม่ที่นี่ดี”
“ไม่รู้…”
ภูผาอยากยื่นมือแตะไหล่ แต่วางมือไว้แค่ในอากาศ
วันต่อมาพวกเขาเริ่มสนิทกันมากขึ้น พลอยออกมานั่งกับภูผาตอนเย็น เขาพาไปเดินถ่ายรูปในป่า คุยถึงอดีตของกันและกัน
“ในภาพนี้…” พลอยหยิบรูปถ่ายในมือถือ “คือตอนที่แม่ป่วย หนูยังฝันอยู่เลยว่าอาจมีปาฏิหาริย์”
ภูผาพยักหน้า “ผมก็เคยฝัน”
“แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างฝัน”
เขาวางกล้องบนตัก “ฝันแตกง่ายกว่าทำหล่นกล้องเสียอีก”
พลอยหัวเราะกับน้ำตา “ขอบคุณค่ะที่เข้าใจ”
ภูผาเหลือบตามองอย่างไม่แน่ใจจะพูดอะไรต่อ เขาเปลี่ยนเรื่อง “อยากลองถ่ายรูปกับกล้องตัวนี้ไหม”
พลอยลังเลเล็กน้อยแต่ก็รับกล้องมา ลองถ่ายภาพข้างทาง ภูผายิ้มมุมน้อย ๆ “บางครั้งการเริ่มใหม่อาจแค่เปลี่ยนมือที่ถือกล้อง”
พลอยเงียบไปนาน “พี่น่าจะกลับไปถ่ายรูปแบบที่เคยรักอีกไหม”
เขาส่ายหน้าเร็ว ๆ “ยัง…ยังไม่พร้อม”
วันต่อมาภูผาติดต่อลูกค้ามาขอถ่ายภาพงานแต่งคู่หนึ่งที่รีสอร์ต เขาปฏิเสธในทีแรก พลอยเห็นจึงถาม “ทำไมไม่ลองอีกครั้งล่ะคะ?”
“กลัว…กลัวว่ามันจะออกมาเหมือนอดีต และกลัวทำลายความจำของคนอื่น”
“แล้วจะหนีไปตลอดเหรอ”
เขานิ่งงัน “อาจใช่”
พลอยมองเขาอย่างเข้าใจ “กลัวเสียใจกว่าทำพลาดอีกเหรอ”
เขาสำลักถ้อยคำ “ใช่…บางทีแค่ไม่ได้ลองอีกครั้งมันก็เจ็บพอแล้ว”
วันถัดไปภูผาตัดสินใจรับงาน ภูผาค่อย ๆ กลับไปดูโลกรอบตัวด้วยสายตาเก่าที่เคยปิดตาย เดินไปหาพลอย “ถ้าอยากเขียนเรื่องใหม่ หนูให้พี่ถ่ายรูปหน้าปกหนังสือได้ไหม”
พลอยเบิกตา “จริงเหรอ!”
“แลกกับชานมไข่มุกหนึ่งแก้ว”
พลอยหัวเราะอย่างจริงใจ
คืนนั้นหลังงานแต่งเสร็จ ทั้งสองนั่งอยู่หน้ารีสอร์ตท่ามกลางหมอกจาง ๆ
“มีอะไรที่ยังอยากพูดไหม” พลอยถามเบา ๆ เสียงสั่น
“ขอโทษที่เคยใจร้ายกับตัวเองมากไป…และขอบคุณที่ทำให้พี่เห็นว่าการเริ่มใหม่มันไม่ใช่จบความฝันเก่า แต่คือการยอมรับว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนได้”
พลอยสบตาเขา “ขอบคุณที่ไม่ตัดโอกาสคนแปลกหน้า…พี่เคยคิดว่าความฝันควรจะอยู่กับคนที่ใช่”
ภูผายิ้มอ่อนให้ “บางครั้งความฝันก็เดินมาในร่างคนแปลกหน้า”
ความเงียบถูกทาบลงบนไร่ชา มีกลิ่นหอมบอบบางของฝน กับแววตาสองคู่ที่ยังสั่นระริก
วันถัดมา พลอยได้รับอีเมลจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่เคยปฏิเสธ กลับมายื่นข้อเสนอขอพิจารณาบทใหม่ เธอวิ่งมาหาภูผา น้ำตารื้น “พี่! หนู…เค้ารับต้นฉบับ!”
“ดีใจด้วย” เขาพูดพลางยิ้มกว้าง ฝืนกลั้นน้ำตาไว้เช่นกัน
พลอยยังยืนชะงัก เธอมองภูผานิ่ง “แต่หนูจะต้องไปกรุงเทพฯ อีกนาน…และอาจไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อย ๆ”
ภูผาชะงัก สีหน้าร่วงวูบ “แล้วจะกลับมาไหม”
“ไม่รู้…”
“ถ้าคิดถึงกันล่ะ”
“หนูจะเขียนจดหมาย พี่จะรอไหม”
“ถ้าไม่รอ…แล้วใครจะถ่ายรูปให้หนู”
พลอยหัวเราะพลางน้ำตาคลอ ก่อนจะโผเข้ากอดภูผาเบา ๆ ห่างกันเพียงแขนเดียว
หลังจากวันนั้น พลอยออกจากรีสอร์ตไปกรุงเทพฯ ซึ่่งต่างคนต่างมีชีวิตและฝันของตัวเอง ช่วงเวลาที่ห่างกันพวกเขาติดต่อกันเป็นระยะ พูดคุยถึงชีวิต การฝัน ฝ่าฟันอุปสรรคของแต่ละคน
วันหนึ่ง ภูผาได้รับซองจดหมายขาว มีเพียงภาพถ่ายใบเล็ก เป็นรูปพลอยยืนริมระเบียงรีสอร์ตที่หมอกจาง ๆ กับข้อความว่า “อย่าลืมถ่ายรูปตอนฝนหยุด”
ภูผามองภาพนั้นแล้วตัดสินใจเปิดกล้องถ่ายภาพท้องฟ้าหลังฝนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
สามปีผ่านไป พลอยกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง วันหนึ่งเธอกลับมารีสอร์ตเดิม หยุดยืนที่จุดที่เคยถ่ายภาพแรก เขายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน
เธอถามเสียงเบา “พี่ยังอยู่ที่นี่เหรอ”
ภูผาพยักหน้า “ยังรอถ่ายภาพหน้าปกอยู่”
“หนูยังคงอยากเริ่มทุกอย่างใหม่ ท่ามกลางคำกลัว…”
ภูผาชวนเธอเดินไปแห่งแสงสุดท้ายใต้ท้องฟ้าไฟสีอินดิโก้ “เรายังเริ่มใหม่ด้วยกันได้เสมอ”
พวกเขาเดินเคียงกันท่ามกลางความเงียบ อดีตยังอยู่ แต่กลับไม่มีใครกลัวมันอีกแล้ว