กลิ่นฝนบนระเบียงดาว
เสียงฝนปรอยแรกของฤดูใหม่กระแทกกับกระจกห้องสมุดมหาวิทยาลัย ภูผาเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะเดียวกันกับเจน โดยเฉยเมยเหมือนทุกครั้ง เขายังอยู่ในชุดแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเซอร์ ๆ กางเกงยีนส์ขาด ๆ ที่ใครต่อใครล้อว่าเขาเป็น ‘คนยากไร้’ ประจำคณะศิลปกรรม เจนนั่งเงียบ มือจิ้มแล็ปท็อปแต่เหมือนยังไม่กล้าสบตาภูผา ทั้งสองไม่พูดกันจนกระทั่งไฟในห้องสมุดกะพริบเตือนจะปิดแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คืนนี้ไม่รีบกลับหรอ” เสียงภูผาทะลวงความเงียบ เจนยกไหล่เล็กน้อย สายตาเธอดูหลีกเลี่ยงแต่ไม่ได้เกลียด
“ฝนตก เดี๋ยวก็หยุด” เธอพึมพำ ก่อนเอื้อมหยิบสมุดแล้วลุก ภูผาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง บนนั้นมีแสงสะท้อนระยิบระยับของละอองฝน ภูผาเดินเคียงข้างเธอออกจากห้องสมุด พวกเขาเดินใต้ฟ้าเทาลงลิฟต์อย่างเงียบ ๆ
เสียงผิวรองเท้าขูดกับพื้นซีเมนต์และกลิ่นฝนใหม่ เอ่อล้นเหนือทางเดินเชื่อมไปคณะนิเทศฯ เจนหยุดใต้หลังคาเล็ก ๆ พลางถอนหายใจเบา ๆ “ช่วงนี้แกดูเงียบไปนะ”
ภูผาดูเหมือนจะเลือกคำ “ก็… งานเยอะ” เขาพูดช้า ๆ
เจนหันกลับมามองหน้าเขา “แต่ปกติไม่เคยบ่นเรื่องงาน” เธอเบือนหน้าไปทางอื่น ลมหายใจสั้น
“เออสิ… บางทีมันก็แค่เหนื่อยเฉย ๆ” ภูผาหัวเราะเบา ๆ ไม่สบตา แต่ในแววตานั้นมีบางอย่างที่เจนไม่กล้าถาม
ทั้งสองคนยืนอยู่ในความชื้นของสายฝนและต่างคนต่างเงียบ ไฟถนนส่องขอบหน้าของเจนที่ผมหยักศกเปียกละอองฝน จู่ ๆ เธอพูดขึ้นว่า “บางทีฉันก็คิดนะ… ถ้ามีใครบางคนอยู่ข้าง ๆ มันคงดี”
ภูผาอึ้ง ชั่วขณะห้องโถงดูกว้างขึ้นอย่างมีนัย “แกหมายถึงใครล่ะ”
“ก็… ไม่รู้เหมือนกัน” เจนสบตาเขาแป๊บหนึ่ง ก่อนหันหนี มือกำสมุดเรียนแน่นขึ้น
เสียงรถเมล์จากถนนใหญ่กลบเสียงหัวใจ ภูผารู้สึกอึดอัด ตัวเองอยากจะพูดมากกว่านี้แต่กลัวคำตอบที่จะได้รับ
วันถัดมา ฝนยังตกไม่หยุด สมาคมกิจกรรมมหาวิทยาลัยจัดงานแลกโปสการ์ด เจนเป็นสตาฟท์ต้องคุมแถวเด็กปีหนึ่ง เธอเห็นภูผาเดินผ่านแต่ทำเพิกเฉย เจนแอบเหลือบมองตาม
ภูผาได้รับโปสการ์ดแปลก ๆ ใบหนึ่ง มันวาดเป็นภาพระเบียงดาวกับเงาคนสองคน เขารู้ได้ทันทีว่าเจนเป็นคนวาด ภูผายิ้มมุมปาก แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครเห็น
เย็นนั้นบนระเบียงคณะ นิเทศฯ — พื้นระเบียงเปียกน้ำฝน กลิ่นฝนและกลิ่นสีจากห้องข้าง ๆ คลุ้งไปหมด ภูผานั่งกอดเข่า มองวิวข้างล่างสลับกับโปสการ์ด เจนโผล่มานั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ
“แกไม่ไปงานรวมรุ่นเหรอ” เจนถามเสียงเบา
“ขี้เกียจเจอคนเยอะ ๆ” ภูผาตอบ “อยู่ตรงนี้กับดาวมันสงบกว่า”
เจนยิ้มจาง ๆ “แต่ดาววันนี้ไม่ค่อยออกนะ ฝนบังหมดเลย”
ภูผากระพริบตาช้า ๆ “แต่ถ้าอยู่กับใครสักคนที่เข้าใจ ต่อให้มองไม่เห็นดาว มันก็เหมือนเห็น…มั้ย?”
เจนนิ่ง ขยับมือหยิบโปสการ์ดของตัวเองมาดู “แกเคยคิดเปลี่ยนคณะมั้ย”
ภูผาส่ายหน้า “แม่บอกว่าศิลปะไม่มีทางเลี้ยงชีวิต… แต่ก็หยุดวาดไม่ได้”
เงียบ เจนฉีกยิ้มบาง “ฉันต่างกัน ฉันอยากเรียนต่อต่างประเทศ อยากไปให้ไกล ๆ บ้าน”
ภูผาเว้นจังหวะ “เหนื่อยกับที่นี่สินะ”
เธอไม่ตอบ มีเพียงเสียงฝนกระทบกระเบื้องเคลือบ บทสนทนาตัดขาดเหมือนชีวิตที่ต่างคนต่างมีรอยแผล
วันเวลาผ่านหน้า ฤดูฝนยืดเยื้อเหมือนความรู้สึกคลุมเครือระหว่างทั้งสอง ภูผากลายเป็นคนเก็บตัว เจนเริ่มไปคลุกกับกลุ่มเพื่อนต่างคณะมากขึ้น มีข่าวลือว่าเธอกำลังคุยกับรุ่นพี่คณะบัญชี ภูผารู้แต่ไม่เคยถาม เขาดูเหมือนสนใจโปสการ์ดเก่ากับระเบียงเปียกฝนมากกว่าคำพูดลอย ๆ
เย็นหนึ่ง ขณะฝนตกพรำ ๆ เจนแวะเวียนกลับมาที่ระเบียงที่เดิม “แกดูเปลี่ยนไปนะภู” เธอพูด เริ่มต้นโดยไม่มองหน้าเขา
“คนเขาเปลี่ยนกันทุกวันแหละ” ภูผาวางปากกาในมือ “โดยเฉพาะเวลารู้ว่าตัวเองต้องอยู่คนเดียว”
เจนถอนใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้…”
ภูผาหยักไหล่ “ไม่เป็นไร ทุกคนล้วนเลือกของตัวเอง”
“แต่ฉันยังอยากคุยกับแกอยู่นะ แค่มันไม่เหมือนเดิม” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้ดูพยายามกลบเกลื่อนก็ตาม
ภูผามองท้องฟ้าฝน “เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อน… แค่บางอย่างเปลี่ยนไป”
แล้วช่วงเวลาระหว่างทั้งคู่ก็ต่างคนต่างแยกย้าย ห่างเหินโดยไม่มีคำอธิบาย ช่วงนั้นภูผาหมกมุ่นกับโปรเจกต์ศิลปะสุดท้ายของปี สีน้ำกระจายเปื้อนเสื้อผ้า เขาเอาแต่หลบหน้าเจน
วันส่งโปรเจกต์มาเยือน ฝนยังไม่หยุด เจนโผล่มาให้กำลังใจก่อนพรีเซนต์ “ฉันไม่ได้มาเพราะสงสารนะ ภู…แค่อยากอยู่ข้าง ๆ เวลาแกทำสิ่งที่รัก”
ภูผาเงียบ เขายิ้มบางอย่างเหนื่อยล้าแต่สว่างขึ้น “ขอบใจ”
ระหว่างที่ภูผากำลังพรีเซนต์ เขาเหลือบมองโต๊ะผู้ชม พบว่าเจนนั่งเงียบ ฟังจนตาแดง เขารู้สึกบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนมีกำแพงบาง ๆ ระหว่างสองคนเลือนรางลงครั้งแรก
หลังการนำเสนอ เจนเดินเคียงข้างกับภูผาบนโถงทางเดินที่มีแต่เสียงฝน ภูผาจู่ ๆ หยุดเดิน “ถ้าแกไปต่างประเทศ… จะยังกลับมานั่งคุยกับฉันที่ระเบียงนี้อีกมั้ย”
เจนนิ่ง “ไม่รู้เหมือนกัน…บางอย่างเปลี่ยนไปตลอด”
ภูผาทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็กลืนคำพูดลงไป ปล่อยให้ฝนตกซัดหัวใจคู่ขนานไปเรื่อย ๆ
เวลาล่วงเลย ซัมเมอร์มาถึงพร้อมข่าวดี เจนสอบชิงทุนติดมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ฝ่ายภูผาได้รับเลือกให้จัดแสดงศิลปะกลุ่มครั้งแรกในชีวิต แต่แทนที่ทั้งคู่จะคุยกันมากขึ้น กลับห่างกันเรื่อย ๆ
วันก่อนเจนเดินทาง เธอโผล่มารอที่รถไฟฟ้าเวลาเกือบเที่ยงคืน ระเบียงเดียวกันที่ฝนโปรยฟ้าเงียบงัน “แกยังชอบระเบียงนี้ใช่มั้ย”
ภูผาไม่ได้ตอบ แต่หยิบโปสการ์ดที่เคยเก็บไว้มาวางบนราวระเบียง ความเงียบยาวข้ามนาที
เจนพูดขึ้น “แกเคยรู้สึกไหม เวลามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ …แล้วทุกอย่างมันเงียบลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง” เธอมองลงข้างล่าง
ภูผากระซิบ “รู้สึก…แต่กลัวถ้าพูดออกไป ทุกอย่างจะเปลี่ยน”
เจนกลั้นน้ำตา “แต่ถ้าไม่พูด ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แค่เหงากว่าเดิม… ใช่มั้ย”
ภูผาหลับตา สองมือแน่นอยู่กับโปสการ์ด ก่อนตัดสินใจ “ถ้าวันหนึ่งแกกลับมา… เราอาจได้ลองใหม่… ในฐานะคนที่เข้าใจกันมากกว่าเดิม”
เสียงฝนกระทบหลังคาเงียบลง เจนพยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตา “สัญญา”
ทั้งสองยืนอยู่ในความเงียบ ฝนซาแล้ว ดาวเริ่มเผยตัว กลิ่นฝนและความหวังเจือจางในอากาศ ทุกอย่างในคืนนี้อาจไม่สิ้นสุดในแบบที่โรแมนติกหวานชื่น แต่ต่างคนต่างกล้าเติบโต กล้าฝัน และกล้ารอวันที่ระเบียงเดิมจะรับใครสองคนกลับมาอีกครั้ง