ฟ้าที่ยังไม่แต่งเพลง
เสียงเปียโนดังแผ่วในห้องฝึกซ้อม อาคารคณะดนตรีที่เริ่มเก่า บรรพตผมน้ำตาลเข้ม ใส่เสื้อยืดลายเสือ ลากเป้ขาด ๆ มาข้างกาย เขาเหลือบมองเปียโนสีดำด้วยแววตาติดเย้ยหยัน ก่อนกลอกตาให้เสียงบ่นของฟ้าที่ตวัดนิ้วใส่แป้นเปียโนราวกับเตะบอล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โน้ตตรงนี้มันผิดจังหวะชัด ๆ” ฟ้ามุ่นจมูก กอดอกมองกระดาษที่บรรพตยื่นมา “เธออ่านโน้ตเร็วเกินไปไง อยากโชว์เฉย ๆ หรือจริงใจจะแต่งเพลง?”
บรรพตเงียบ หลบสายตามองนิ้วของตัวเอง “มันต้องเร่งจังหวะนิดนึงช่วงฮุก เพราะจะเชื่อมเข้าท่อนรอง”
ฟ้าส่ายหน้า “ไม่ใช่เพลงป๊อป เธอเข้าใจดนตรีจริงหรือแค่เอาบีทมาห้อย ๆ?”
ห้องเงียบครู่ ก่อนบรรพตเอื้อมมือแกะปิ๊กกีต้าร์บนโต๊ะ ด้วยสีหน้ายักไหล่ “จะอะไรก็เถอะ ครูเลือกให้เราคู่กันอะไรจะทำได้” เสียงแผ่วเบา แต่แฝงเศร้า
ฟ้าชะงักไป ดูเหมือนจะตอบกลับแรง ๆ แต่แล้วก็แค่ถอนใจ ไม่ว่าอะไร
บรรพตลอบมองด้านข้าง เห็นหน้าฟ้าสะท้อนแสงแดดในห้องซ้อม หัวใจแอบหวิว ๆ ทั้งที่ไม่เคยอยากข้องเกี่ยวกับผู้หญิงปากร้ายแบบเธอเลย
วันหนึ่ง ขณะทั้งคู่ขุดเนื้อเพลงกันไม่ออก ฟ้าทอดสายตาผ่านหน้าต่าง ดูนักศึกษาคนอื่นเดินผ่าน บรรพตตั้งใจจะขอตัวกลับ “ฉันขอไปซ้อมพิเศษ เสาร์นี้เธอเคลียร์เองนะ” ฟ้ายกคิ้ว ทำท่าจะค้าน “อยากแต่งเพลงก็แต่ง อยากหนีก็หนีใช่ไหม?”
บรรพตกำเป้แน่น ลุกออกจากห้องไป เงียบเชียบ ปล่อยให้เสียงเปียโนของฟ้าตามหลอกในหัว
เช้าวันจันทร์ บรรพตเดินสวนเสียงพูดคุยในโรงอาหาร เขาเลือกนั่งแยกจากกลุ่ม ฟ้าตามมา หย่อนตัวลงฝั่งตรงข้าม วางกระดาษโน้ต “อาทิตย์หน้าเปิดซ้อมใหญ่ ถ้าไม่พร้อม เธอจะโดนหักคะแนน”
“ถ้าฉันไม่แคร์ เธอก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย” บรรพตพูดเสียงเบาหวิว แม้ใจจะเหมือนมีบางอย่างทิ่มแทง
“แคร์ไม่แคร์ แต่เธอไม่มีทางหนีพวกนี้ไปได้หรอก” ฟ้ากลับใช้เสียงนุ่มกว่าทุกที หรี่ตามองคล้ายมองผ่านจิตใจของเขา
บรรพตหยุดนิ่ง ไม่ทันได้ตอบอะไร ฟ้าหันหลังเดินจากไป บรรยากาศอึดอัดตกค้างบนโต๊ะแบบทุกครั้ง
ห้วงเวลาต่อจากนั้น ทั้งสองต้องเจอกันบ่อยขึ้น แม้อารมณ์มักจะขัดกันเกือบทุกวินาที แต่ก็หลบกันไม่ได้ บรรพตเริ่มสังเกตว่า ฟ้ามีรอยช้ำจาง ๆ ที่ข้อมือ เธอมักลูบมันอย่างไม่รู้ตัว
เย็นหนึ่ง พายุฝนกระหน่ำ ม่านน้ำจากหลังคาม้วนเป็นสาย ทั้งคู่ติดอยู่ในห้องเปล่า บรรพตใช้ผ้าขนหนูโยนให้ฟ้า เธอรับอย่างเหม่อลอย ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่สบตา “เธอเคยรู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวเองไหม?”
บรรพตนิ่ง สีหน้าเปลี่ยนจากรำคาญเป็นสงสัย “…หมายถึงเวลาอะไร?”
“ก็ทุกทีที่อยู่…ที่บ้าน ฉันต้องเล่นตามที่แม่วางไว้ เข้าประกวด เลือกเพลงที่แม่สั่ง ทุกอย่างมันไม่ใช่ของฉันเลย” เสียงเครือจาง ๆ เผยรอยร้าวใหม่ที่เขาไม่เคยเห็น
บรรพตก้มหน้า “ถ้ามันไม่ใช่ของเธอ…จะหนีมั้ย?”
ฟ้าหน้านิ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “กลัว…กลัวแม่ผิดหวัง แล้วเธอล่ะ?”
บรรพตกลืนน้ำลาย “ฉันกลัวซ้ำรอยพ่อ” เขาดูคล้ายกดบางอย่างไว้ลึก ๆ “พ่อเคยพลาด ต้องลาออกจากมหาลัย ดนตรีเป็นเรื่องไร้สาระในบ้านฉัน”
ความเงียบงันครู่ใหญ่เกิดขึ้นเมื่อฝนปรอยเบาบนหน้าต่าง ไม่มีใครพูดต่อแต่กลับเข้าใจกันได้อีกนิด
หลังจากวันนั้น ฟ้าเริ่มชวนบรรพตซ้อมเพิ่ม ทั้งคู่พยายามผสมไอเดียกันครั้งแรก “ถ้าเราใส่ท่อนเปียโนที่เธอคิดคู่กับริธึ่มที่ฉันชอบล่ะ?” บรรพตลองเสนอ ฟ้าลูบคาง มองโน้ต เล่นเปียโนช้า ๆ เสียงสูงต่ำประสานชวนขนลุก
ระหว่างเล่น เพลงหยุดกะทันหัน ฟ้าหลุดขำ “นี่เธอดีดคอร์ดที่ฉันเขียนผิด…”
“…แต่ฉันชอบเสียงเพี้ยนตรงนี้มากกว่านะ ฟังเหมือนเสียงขำกลิ้งเวลาตกใจ” บรรพตเอียงคอ ฟ้าเบะปากแต่หัวเราะกลั้น “โอเค ยอมให้ใส่เสียงแปลก ๆ หนึ่งท่อนก็ได้”
บ้านบรรพต เงียบสงบยามค่ำ เขาเปิดเปียโนโทรศัพท์ ฟังเสียงฟ้าส่งเดโม่มา บางข้อความพิมพ์ค้างไว้แล้วยังไม่กล้ากดส่ง ทั้งที่อยากพูดอะไรซักอย่าง บางทีแค่ “วันนี้เหนื่อยไหม” ก็กดลบไปแล้ว
อีกวันหนึ่ง ทั้งคู่มีเหตุให้ต้องไปซื้ออุปกรณ์เสียงฟ้าที่ห้าง ฟ้ายืนเลือกสายแจ็คอยู่ครู่หนึ่งก่อนโพล่ง “ถ้าเราทำเพลงนี้พลาด ครูจะมองเรายังไงนะ?”
บรรพตหยิบแจ็คในมือหมุนพลิกไปมา “ช่างครูเถอะ เราทำดีที่สุดก็พอแล้ว”
“พูดง่ายสิ ไม่เคยเห็นคนที่กล้าทำพลาดอย่างเธอเลย…” ฟ้าขมวดคิ้ว จริงใจจนบรรพตชะงัก “ฉันเอง กลัวเสียงนั้นอยู่ทุกวัน”
“แต่ถ้าเราไม่ได้ลองทำ เพลงมันก็ไม่มีทางเสร็จ” บรรพตยิ้มบาง ๆ ฟ้าถอนใจเหมือนปลง “บางทีอยากเป็นแค่ฟ้า ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องดี”
เวลาผ่านไป สองคนเริ่มปรับโน้ตให้เข้ากันได้มากขึ้น อารมณ์ทะเลาะเบาลง มักหลุดหัวเราะง่าย ๆ เวลาทำคีย์ผิด
คืนหนึ่ง ฟ้านั่งกอดเข่ากับพื้นห้องซ้อมหลังการซ้อม ยื่นช็อกโกแลตแท่งเดียวให้บรรพต “กินหน่อยไหม?”
บรรพตหัวเราะ “มีชิ้นเดียวจะแบ่งยังไง”
ฟ้าทำเป็นฮึดฮัด หักแบ่งแล้วพูดเบา ๆ “ฉันโดนแม่ดุอีกแล้ว เมื่อกี้โทรมา”
“…ดุเรื่องอะไร?”
“เรื่องเพลง เรื่องที่ฉันใช้เวลากับเธอมากไป” ฟ้าเสียงเบา
บรรพตส่งเสียงในคอ “…ถ้าไม่อยากอยู่กับฉันก็ไปได้นะ” เขาชะงักใจเหมือนพูดเพื่อปกป้องตัวเอง
ฟ้าพูดติดจะประชดกลับ “ใครว่าอยากอยู่ ฉันแค่…มันสบายดีเวลาหนีบ้านมาซ้อมกับเธอ”
ต่างคนต่างเงียบ ยื่นช็อกโกแลตให้กันเงียบ ๆ ดูเหมือนในห้องเปลี่ยว ๆ นั้น ไม่มีใครเหงาอีกต่อไป
วันซ้อมใหญ่ใกล้เข้ามา ความเครียดกดดัน ฟ้าสะกิดบรรพตกลางห้องโถงคนพลุก “ยังจะออกไปซ้อมเดี่ยวไหม หรือจะอยู่?”
บรรพตสบตา เหลือบมองรอยแดงที่ข้อมือฟ้า พลันรู้สึกจริงจังมากขึ้น “ฉันจะอยู่…” ทั้งคู่ไม่มีใครพูดถึงความคาดหวังอีก ต่างหยิบโน้ตเล่นเป็นจังหวะใหม่ คล้ายไม่กลัวผิดอีกต่อไป
แต่เย็นวันนั้นเอง จริงจังกลับกลายเป็นรอยร้าว เมื่อบรรพตเผลอพูดว่า “เพลงนี้มันไม่มีวันชนะหรอก เพราะครอบครัวฉันไม่เคยยอมรับเสียงของฉัน เธอก็เหมือนกันนี่— ถูกควบคุมทุกอย่างจนไม่เหลือตัวตน”
ฟ้านิ่งงัน น้ำตารื้น เธอปิดเปียโนดังปัง หยิบกระเป๋าหนีออกไปทันที
บรรพตนั่งมองห้องซ้อมที่ว่างเปล่า เจ็บปวดมากกว่าทุกครั้ง นึกถึงคำพูดที่แทงใจกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทั้งสัปดาห์นั้น ฟ้าหายหน้า ไม่รับสาย ไม่ตอบแชต บรรพตจมอยู่กับความเงียบ วาดโน้ตเพลงแล้วขยำทิ้งซ้ำไปซ้ำมา
วันที่ฟ้ากลับมา เธอเข้าห้องซ้อมสายตามุ่ย ไม่พูดกับใคร หยิบเปียโนเล่นเพลงสั้น ๆ ที่ไม่เคยได้ยิน เสียงเศร้าอมหวานนั้นเหมือนร้องขอให้ใครสักคนฟังและเข้าใจ
บรรพตยืนฟัง อยากพูดแต่พูดไม่ออก ท้ายที่สุด เขาค่อย ๆ คุกเข่าข้างเปียโน “ขอโทษที่ฉันพูดเกินไป… ที่จริงฉันกลัวว่าเราเหมือนกันไปหมด จนไม่มีใครเหลือเป็นตัวเองจริง ๆ”
ฟ้านิ่งไปนาน ก่อนจะพูดแผ่ว “ไม่เป็นไร…เธอไม่ใช่คนเดียวที่พูดแทงใจ ฉันเองก็…ชอบดันไปขุดแผลคนอื่น”
ต่างคนหายใจลึก แล้วค่อย ๆ อัดโน้ตเพลงใหม่ร่วมกัน ช้า ๆ ท้อ ๆ แต่ยังพยายาม
คืนสุดท้ายก่อนประกวด ทั้งคู่ไปนั่งเล่นกีต้าร์ริมสนามหญ้า ฟ้าโยนรองเท้าไปไกล ๆ แล้วหัวเราะ บรรพตดึงเอาฉลากน้ำอัดลมมาโยนใส่เธอเบา ๆ
“ถ้าพรุ่งนี้เราพลาด ก็คงน่าขำสิ้นดี”
“แต่ถ้าไม่ลอง เราก็ไม่มีวันได้ยินเสียงของเราเอง” ฟ้าเชิดหน้า ถึงจะยังกลัวแต่แววตามีไฟ
วันประกวดห้องโถงใหญ่คนแน่นจนนั่งไม่พอ ครูประจำวิชานั่งหน้าตึง แม่ของฟ้าแต่งตัวเรียบหรูนั่งประกบด้านข้าง สีหน้ายากจะอ่าน ทีมของคู่แข่งขึ้นเวทีไปแล้ว บรรพตกับฟ้ายืนรอตัวแข็งทื่อ
“มือเย็นมากนะเธอ” ฟ้ากระซิบ
“แต่ใจร้อนจะตาย” บรรพตยิ้มแหย ฟ้ากดมือลงบนโต๊ะเปียโน สูดหายใจลึก
เมื่อเพลงเริ่ม แรกทีเดียวโน้ตชะงักด้วยความประหม่า แต่แล้วเสียงเปียโนกับกีต้าร์ก็คลี่คลาย สองคนกระทบสายตากันเล็กน้อย ทุกบรรทัดเพลงเหมือนสื่อสาร ความกลัว ความเศร้าและความหวังในเสียงเดียว
หลังจบท่อนสุดท้าย เกิดช่วงเงียบงัน ก่อนเสียงปรบมือฟังดูจริงใจกว่าเสียงหัวเราะในทุกห้องซ้อมที่ผ่านมา
หลังเวที แม่ของฟ้าตรงเข้ามาหาช้า ๆ สายตาเข้มข้นปราบดา ฟ้ากุมมือแน่น ประจันหน้า “ฟ้า…แม่ขอโทษที่ไม่ยอมฟังเสียงเธอเองเลย”
ฟ้าสูดหายใจอย่างคนที่เพิ่งกล้าสร้างโลกตัวเองขึ้นมาจริง ๆ บรรพตแอบมองทุกอย่างด้วยหัวใจเต้นวูบ ๆ ที่ไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับฟ้าออกมาเลย
หลังความวุ่นวายวันประกวดจบลง ทั้งสองออกมายืนหัวเราะกันลมหน้าตึกเก่า ๆ
“ไม่คิดว่าการร้องเพลง จะทำให้เธอยอมยิ้มกับฉัน” บรรพตแกล้งเอ่ย ฟ้าทำเป็นหันหน้างอน ๆ
“ใครยิ้มให้กัน เธอไม่เห็นเหรอ ฉันหันหลังถือว่าไม่ได้ยิ้ม” สุดท้ายก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ฟ้าถือกระเป๋าจะเดินกลับ บรรพตลังเลจะเรียก “ฟ้า…ถ้าวันไหนเธอกล้าแต่งเพลงใหม่คนเดียว…จะให้ฉันฟังเพลงแรกของเธอได้ไหม?”
ฟ้าเงียบไปนาน ก่อนเอียงหัวแกล้งขมวดคิ้ว “ถ้าเธอกล้าขึ้นเวทีรอบหน้ากับฉัน…ฉันจะให้ฟังอะไรก็ได้”
สองเงาสะท้อนบนกระจกตึกเก่า ท่ามกลางเสียงหัวใจอึกทึกแบบคนกำลังจะเติบโต เพลงที่ยังไม่แต่งอาจเป็นของสองคนนี้ก็ได้ ในโลกที่ไม่มีใครต้องวิ่งหนียอดฝันของใครอีกต่อไป